มิตรภาพกลางสายน้ำ
 
 
              
                พวกเรากำลังลุ้นคนขับรถ ที่ต้องขับรถขึ้นเรือเฟอรี่  เพราะมีแค่ไม้แผ่นบาง ๆ  แคบ ๆ  เท่ากับล้อรถพอดี วางอยู่ 2 แผ่น เชื่อมต่อตลิ่งกับตัวเรือ เรียกว่าไม่มีสิทธิ์กะระยะล้อกับไม้ผิดพลาดเลย ระยะห่างประมาณ 1 ช่วงตัวรถ ทำให้เราอดลุ้นไม่ได้ แต่คนขับเจ๋งสุด วางล้อได้พอดิบพอดีกับแผ่นไม้... หายห่วง
                เราขึ้นเรือต่อจากรถ  ฉันกับนิดและดร.บุสปะ เลือกลงไปนั่งรวมกับผู้โดยสารผู้หญิง เด็ก และคนชราอยู่ในเรือ  โอลิเวอร์ขึ้นไปบนหลังคาเรือกับพวกเด็กหนุ่ม ๆ  ส่วนคนจีนดื้อที่จะยืนอยู่ท้ายเรือ เพื่อถ่ายรูป  ในขณะที่ดร.บุสปะ กังวลว่าเธอจะขึ้นไปบนหลังคาเรือกับโอลิเวอร์ หรือไม่ก็ตกลงไปในน้ำ  ก็เขาห้ามผู้หญิงขึ้นไปบนนั้น เป็นวัฒนธรรมของเขา  แต่คนจีนมักไม่ค่อยสนใจคนอื่น ทำตัวไม่ค่อยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนัก กว่าดร.บุสปะ จะพาเธอลงมานั่งเป็นปกติได้ก็สักพัก
                นิดกับฉันมักจะหงุดหงิดกับคนจีนอยู่บ่อย ๆ  แต่ฉันว่าเธอไม่รู้ตัวหรอก  เพราะเห็นทำเรื่องเดิม ๆ  ซ้ำ ๆ   โดยเฉพาะเรื่องเบียดเบียนคนอื่น แล้วตัวเองสบายนี่  เช่น ตอนงานเปิดสัมมนา เธอก็จะถ่ายรูปอะไรมากมาย แล้วให้คนญี่ปุ่นถือของให้ เสร็จแล้วก็ไม่ยอมเอาของคืน พอคนญี่ปุ่นคืนของให้ เธอถามกลับว่าคนญี่ปุ่นจะไปไหนหรือ จึงไม่ถือของให้เธอ  คนญี่ปุ่นเลยบอกว่าไม่ไปไหนหรอกแต่เหนื่อย  ส่วนฉันกับนิดแอบขำชาติมหาอำนาจเจรจากันเรื่องการถือสัมภาระ
                ตอนอยู่ในรถกระป๋อง เธอก็วางย่ามไว้บนเบาะที่ต้องนั่งกัน 3 คน  ทำให้ที่แคบลงไปอีก แทนที่จะวางไว้บนตัก พอเราบอก เธอกลับเอามาวางไว้บนเท้าโอลิเวอร์แทน เดือดร้อนโอลิเวอร์ต้องหาทางจัดการเอาไปไว้ที่อื่น ไม่เข้าใจจริง ๆ
                เวลาถ่ายรูป  เราก็ตั้งกล้องอย่างดี กำลังได้ที่  เธอเป็นต้องโผล่มายืนขวางหน้า ชิงถ่ายช็อตเด็ดไปเสียทุกครั้ง  ฉันพยายามนับหนึ่งถึงหลายสิบที่จะไม่โมโห  แต่ก็มักเกิดเหตุแบบนี้บ่อย ๆ  เลยพานหมด อารมณ์ถ่ายรูปไปดังที่โอลิเวอร์นินทา
                “คนเราเป็นครูบาอาจารย์ จบดอกเตอร์ มาได้ไงวะ” นิดเริ่มบ่นปรารภดัง ๆ เพราะมั่นใจว่าในเรือเฟอรี่ไม่มีใครฟังเรารู้เรื่อง
                บางทีการศึกษาทางโลกกลับเสริมอัตตาและการไม่เคารพคนอื่น  หากมุ่งแต่ผลสำเร็จของตัวเองฝ่ายเดียว  การศึกษาที่แท้น่าจะเป็นการพัฒนาจิตใจให้เราอ่อนน้อม และอ่อนโยนกับคนอื่นมากกว่า
                ฉันว่าเบื่อมากเลยที่ต้องสนใจเธอ ในเรือมีคนอื่นอีกตั้งมากมายที่จับจ้องมองพวกเราตาไม่กระพริบ พร้อมรอยยิ้มเจิดจรัส ยิ้มกันไป มองกันมาอยู่อย่างนั้น คุยกันไม่รู้เรื่อง  จะหันไปขอความช่วยเหลือจากดร.บุสปะ ก็หลับไปแล้ว

 

            

                       ชาวเดวรี                                       พี่สาวมอตา

 

                ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวเดวรี เป็นชนกลุ่มน้อยอีกกลุ่มหนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสดใส ใส่เครื่องประดับเต็มตัว เหมือน ๆ  ชาวเขาบ้านเรา  ฉันกับนิดงัดมุขเดิมที่ใช้ได้ผลในทุกที่ออกมาใช้ นั่นคือ การถ่ายรูปแล้วกดย้อนให้พวกเขาดูตัวเอง  ทุกคนหัวเราะชอบใจ  บางคนเปลี่ยนท่าให้ถ่ายอีก  บรรยากาศสนุกสนานยิ่งขึ้น ทำให้เวลา 2 ชั่วโมงในเรือหดสั้นลงไปกว่าครึ่ง

 

             

มอตากับแม่                                                      ยายที่นั่งตรงข้าม

                ในเรือมีเด็กผู้ชายจอมเฮี้ยวอยู่คนหนึ่งชื่อ มอตา อายุ 4 ขวบ  เด็กน้อยมีขนมปังเอบีซีห่อใหญ่อยู่ในถุง เขามากับแม่และพี่สาว แต่ไม่ยอมแบ่งขนมให้พี่สาว ท่าทางเกเรเอาเรื่อง  ฉันเลยถ่ายรูปให้พี่สาวของมอตา แล้วกดให้ดู  มอตาเรี่มสนใจ  ฉันใช้ภาษามือบอกว่า ถ้าเขาให้ขนม ฉันจะถ่ายรูปให้  เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนค่อย ๆ  แกะห่อหยิบขนมออกมายื่นให้ ท่ามกลางรอยยิ้มของคนที่มองอยู่  ฉันให้ขนมนั้นแก่พี่สาวของเขา แล้วถ่ายรูปเขาตามสัญญา
                ฉันเห็นตาใส ๆ  นั้นมีรอยยิ้มเปี่ยมสุข กับรูปของตัวเองในกล้อง และพยายามโพสต์ท่าในแบบใหม่ ๆ  ให้ฉันถ่ายอีก

 

                

                    ท่านี้สุดหล่อ                           สาวๆ ในเรือ

                มิตรภาพเล็ก ๆ  น้อย ๆ  ผ่านไปอย่างรวดเร็ว  เรือมาถึงท่าเมืองดีบรูการ์หแล้ว  เราต้องแยกจาก และร่ำลากัน  ดร.บุสปะ บอกชาวเดวรีในเรือว่า เราสองคนเป็นคนไทย รอยยิ้มของชาวเดวรี และมือที่ยื่นมาสัมผัสนั้น อบอุ่นกว่ารอยยิ้มเมื่อแรกเจอมากมายนัก ลาก่อนชาวเดวรี ที่สงบเย็น
                ลาก่อน มอตา  เด็กแสบจอมซ่า แห่งแม่น้ำพรหมบุตร