บางครั้งเราอาจเคยพูดคุยกับใครสักคนแล้วรู้สึกว่า ทำไมตัวเองแย่จัง สู้คนอื่นไม่ได้ ฟังแล้วหมดแรง..พาลไม่ทำอะไรเลย..หรือในปัจจุบันหลายๆคนอาจเคยได้ยินคำว่า "ฟังแล้วเสียเซลฟ์(self)" ซึ่งง่ายๆ "self" ก็คือ "ตัวตน"เรานี่เอง

Empowerment หรือการเสริมสร้างพลังอำนาจ เป็นแนวคิดหนึ่งที่พยาบาลได้นำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง อัมพาต และแม้กระทั่งโรคเบาหวาน ทั้งนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ป่วยโรคเรื้องรังนั้นต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง ซี่งท้ายสุดถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนดูแลที่เพียงพอ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะสูญเสียพลังอำนาจ(Powerlessness) ได้ ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ป่วย ขาดการดูแลตนเอง หรือไม่สามารถจัดการกับความเจ็บป่วยได้ ดังนั้นพยาบาลจึงมีบทบาทในการเสริมพลังให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ค่ะ

 

อย่างไรก็ตามกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจนั้นมีหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนก็มีเทคนิคต่างๆซึ่งต้องอาศัยทักษะ ดังนั้นถ้าไม่ใช่พยาบาลที่มีความชำนาญในการเสริมพลังก็ไม่สามารถกระทำได้ครบกระบานการและอาจไม่ประสบผลสำเร็จในการเสริมสร้างพลังให้กับผู้ป่วยและครอบครัว

 

เบื้องต้นผู้เขียนเองก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญการเสริมสร้างพลังค่ะ แต่มองว่าการที่ใครสักคนจะเสริมสร้างพลังให้คนอื่นได้นั้น จะต้องเชื่อในศักยภาพของคน นั่นคือต้องมองคนอื่นด้วยความเข้าใจ ไม่ตำหนิ ..ซึ่งเหมือนพูดง่ายแต่ทำยาก ตัวอย่าง เช่น บางครั้งเราอาจเคยพูดคุยกับใครสักคนแล้วรู้สึกว่า ทำไมตัวเองแย่จัง สู้คนอื่นไม่ได้ ฟังแล้วหมดแรง..พาลไม่ทำอะไรเลย..เรากำลังถูกดูดพลังค่ะ หรือในปัจจุบันหลายๆคนอาจเคยได้ยินคำว่า "ฟังแล้วเสียเซลฟ์(self)" ซึ่งง่ายๆ "self" ก็คือ "ตัวตน"เรานี่เอง ดังนั้นในทางกลับกัน ถ้าเราพูดอย่างนั้นบ้าง ผู้ป่วยก็จะรู้สึกแย่ เสียเซลฟ์(self) เช่นกันค่ะ

 

และถึงแม้จะไม่ชำนาญในการเสริมสร้างพลัง แต่ผู้เขียนก็พยายามที่จะนำแนวคิดนี้มาใช้ทั้งกับผู้ป่วยและในการดำเนินชีวิต โดยเบื้องต้นก็ฝีกที่จะ cheer up (ลูกเดียว)ค่ะ คือ ให้กำลังใจ ชม(อย่างจริงใจ และมีขั้นตอน) ร่วมกับอื่นๆ เช่น การให้ความรู้ แนะนำแหล่งสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ ฯ แล้วคอยดูว่า มีอะไรเปลี่ยน?

 

เช่น ผู้ป่วยเบาหวานรายหนึ่ง มีแผลเรื้อรังที่เท้ามา 4 ปี ขาดยา ไม่ควบคุมอาหาร ไม่ดูแลแผล กระทั่งแผลลุกลาม(ดังภาพ)

ต้องเข้านอนรักษาในโรงพยาบาล หลังจากได้ให้การดูแลและพูดคุยกับครอบครัว สะท้อนปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะไม่มีคนดูแล ไม่มีคนพาไปล้างแผลอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดปัจจุบันมีลูกชายและลูกสะใภ้พามาล้างแผลทุกวัน ตลอดจนควบคุมอาหารให้ และฉีดยาให้ เป็นต้น ที่สำคัญที่ผู้เขียนเห็นคือ ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ ทำด้วยความเต็มใจ มีความสุขที่ได้ทำ ค่ะ