ประเพณีขึ้นปีใหม่ของไทยเรา

ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยเรามีมานานแล้วในสมัยก่อน เราถือเอาวันสงกรานต์ เดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่า เป็นวันขึ้นปีใหม่เรื่อยมา และ
มาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ในสมัยต่อมา เมื่อครั้งปี พ.ศ. ๒๕๘๔ นี้
เพราะต้องการให้ตรงกับหลักสากล และประเทศต่างๆทั่วโลก

ในหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ ในพระ
บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงอธิบายถึงวัน
ขึ้นปีใหม่ของไทยในสมันก่อนไว้ดังนี้ว่า "เดือนห้าขึ้นคํ่าหนึ่ง นับ
เป็นวันปีใหม่ เพราะเปลี่ยนชื่อปีตามสิบสองนักษัตร คือ ชวด ฉลู
ขาล เถาะเป็นต้นเสียทีหนึ่ง แต่ยังไม่เปลี่ยนศกคือ ท้าย ศักราช
เพราะศักราชนั้นยังไม่ได้ขึ้นปี ด้วยตามวิธีโหรของเรา นับตามโค
จรของพระอาทิตย์ ต่อพระอาทิตย์ยกขึ้นราศีเมษเมื่อใด จึงขึ้น
ศักราชในวันเถลิงศก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงเป็นนัก
โหราศาสตร์และนักดาราศาสตร์ซึ่งในปัจจุบันนี้ ได้เทิดพระองค์
เป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" พระองค์ได้ทรงอธิบายเรื่อง
ปีใหม่ของไทยได้ความว่า ในสมัยโบราณ กำหนดฤดูหนาวเป็นเวลาพ้นจากมืด ฝนสว่างเปรียบเหมือนเวลาเช้า คนโบราณจึงได้
คิดนับเอาฤดูหนาวเป็นต้นปีและฤดูฝน ฝนตกมืดครื้มมาก จึงไม่
คิดว่าเป็นปลายปี และสาเหตุนี้เองจึงกำหนดเอาต้นปี ซึ่งตรงกับ
เดือนอ้าย ( ธันวาคม ) เป็นเดือน ๑

ในสมัยก่อน ถ้าจะนับปีใหม่ของทางราชการแล้ว จะกําหนดตรงวัน
ที่ ๑ เมษายน ของทุกๆปี เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีใหม่ชาวบ้านเรียก
เดือนเมษายนของทุกๆเดือนไปจนถึงเดือนมีนาคมว่า "เดือนหลวง"
ส่วน " เดือนราษฐร์" จะนับตั้งแต่ต้นเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม
เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหก เดือนเจ็ด เดือนแปด เดือนเก้า เดือน
สิบ เดือนสิบเอ็ด จนถึงเดือนสิบสองเป็นเดือนสุดท้าย

ส่วน "ศักราช" ไทยเราใช้หลายอย่างคือ ไทยเราคิดขึ้นมาเองบ้าง
ใช้ตามอย่างเขาบ้าง จนกระทั่งถึงมีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนการใช้
ศักราชใหม่และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ตามเยี่ยงสากลประเทศทั่วไป
ศักราชต่างๆที่เราเคยใช้มีดังนี้คือ

๑ พุทธศักราช เริ่มนับตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ
ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โดยปีแรกก็เริ่มนับ "พุทธศักราช" เป็น
ต้นมา นักโหราศาสตร์ได้คิดคำนวณเวลาแล้วตรงกับวันเพ็ญเดือน
๖ ปีมะเส็ง ถ้าคิดจะให้บรรจบครบรอบปีของวันเพ็ญเดือน ๖ ปีมะ
เมีย พุทธศักราชที่ใช้อยู่ในเวลานี้ ก็ต้องลดลงไปอีก ๑ ปี

๒ มหาศักราช มีประวัติว่าในสมัยพระเจ้าศาลิวาหนะซึ่งเป็น
ใหญ่ในประเทศอินเดีย ได้มีวิธีนับปีหรือศักราชใช้กันอยู่ก่อนแล้ว
ครั้งนั้นอินเดียไม่เรียกศักราชแต่เรียกกันว่า "สังวัตสร" แต่ทว่าก็
เรียกกันได้ไม่นานเท่าไร ก็ต้องหันกลับมาเรียกศักราชเหมือนเดิม
มหาศักราชได้แพร่เข้ามาในประเทศไทยและตั้งขึ้นเมื่อปีชวด
พ.ศ. ๖๒๑
3 จุลศักราช ได้แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย ลาว มอญ
พม่า และเขมร นับเป็นเวลาช้านานมาแล้ว พระสังฆราชบุพโสระ
หันแห่งพม่า ได้คิดค้นขึ้นเมื่อวันเถลิงศก สงกรานต์เดือน ๕
เมษายน ซึ่งตรงกับปีกุล พ.ศ. ๑๑๘๒ แต่ถ้าหากนับปีที่ต้องออก
เสียปีหนึ่งก็จะเหลือ ๑๑๘๑ แต่ถ้าหากนับปีที่ตั้งออกเสียปีหนึ่งก็จะ
เหลือ ๑๑๘๑ สําหรับใช้เป็นเครื่องเกณฑ์บวกลบแห่พุทธศักราช
เป็นจุลศักราช

๔ รัตนโกสินทร์ศักราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ "รัตนโกสินทร์ศักราช"
เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๑
คํ่า เดือน ๔ ปีชวด สัมฤธิศกจุลศักราช ๑๒๕๐ คือให้เริ่มนับตั้ง
แต่ปีขาล จัตวาศก พุทธศักราช ๒๓๒๕ ซึ่งเป็นศักราชของการ
สร้างกรุง ๒๐๐ ปีไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕

เรื่องวันขึ้นไปใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
เห็นว่าเป็นการยุ่งมากพอสมควร จะใช้วิธีนับวันเดือนปีศักราช
ตามสุริยคติเยี่ยงสากลประเทศทั่วไป จะสะดวกดีกว่า จึงได้ทรง
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงตราพระราชบัญญัติซึ่งเรียกว่า "พระราช
บัญญัติประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๘ ซึ่งตรง
กับวันที่ ๕ เดือน ๔ แรม ๑๒ คํ่า ปีชวด สัมฤทธิศก จุลศักราช
๑๒๕๑ โดยทรงประกาศให้เปลี่ยนเป็นวันขึ้นไปใหม่ซึ่งกําหนด
ตรงกับวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๓ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
พระองค์ทรงพระราชดําริว่า "รัตนโกสินทร์ศักราช" ถ้าใช้สําหรับ
กาลปัจจุบันในอดีตแล้ว คือเวลาก่อนตั้งรัชศักราชลงไปจําต้องนับ
ถอยหลังเป็นการยุ่งยากมาก ประเทศไทยเราเป็นเมืองพุทธศาสนา
" พุทธศักราช" ก็ได้เคยใช้ในหลักราชการสําคัญฯ มามิได้ขาด
หากได้ใช้พุทธศักราชแทนรัตนโกสินทร์ศักราชแล้ว ก็จะทําความ
สะดวกให้ ทั้งกาลอดีต ปัจจุบันและอนาคตมากจึงได้ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พุทธศักราชในทรงราชการเป็น
แบบแผนเดียวกัน คือนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศัก
ราช ๒๔๕๔ เป็นต้นมา

ประเทศไทยเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ แม้เดิมประเทศไทยเราได้ถือเอา
วันที่ ๑ เมษายนของทุกปี เป็นฤกษ์มงคลวันขึ้นปีใหม่ แต่โบราณ
เราถือเอาฤกษ์ตรงกับวันสงกรานต์ของไทยเรา ซึ่งได้ยึดถือเป็นประ
เพณี ของเรามาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ในครั้งกระนั้นวันขึ้นปีใหม่ของไทยเรา ได้แบ่งออกเป็น ๒ ระยะ
คือระยะแรกนับเดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่า ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะ
ว่าได้เปลี่ยนชื่อตามสิบสองนักษัตร ทั้ง ๑๒ เดือนคือ ปีชวด ฉลู
ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุล
แต่ทว่ายังมิได้เปลี่ยนศก คือท้ายศักราชเพราะว่าศักราชยังมิได้
ขึ้นปีใหม่ด้วย ถ้านับตามวิธีทางโหราศาสตร์นั้น ก็จะได้ใช้วิธีคํา
นวณตามวิธีทางโคจรแห่งดวงอาทิตย์ยกขึ้นไปสู่ราศีเมษเมื่อใดนับ
เป็นศักราชใหม่ถือเป็นวันเถลิงศก ซึ่งเป็นระยะที่ ๒ ของวันขึ้นปี
ใหม่ของไทยโบราณเรา

สืบต่อมาจนกระทั้งปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งตรงกับคณะรัฐบาลซึ่งมี
ฯพลฯ นายพลตรี ป. พิบูลสงคราม ยศในขณะนั้น เป็นนายกรัฐ
มนตรี ก็ซึ่งได้กำหนดถือเอาวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔
เป็นวันขึ้นปีใหม่โดยถือตามเยี่ยงประเทศสากลทั่วๆไป

อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ประเทศไทยจึงมีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น
คือ เดือนเมษายน เดือนธันวาคม และเริ่มต้นนับเอาวันที่ ๑
มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นวันเริ่มต้นขึ้นปีใหม่เรื่อยมาจนเท่าทุก
วันนี้

ประเพณีทําบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ก็สืบเนื่องกันในทาง
พุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนชาวไทยก็จะนําอาหารคาวหวานไป
ทําบุญที่วัด หรือตามสถานที่กําหนดงานขึ้น เช่น ในกรุงเทพ
มหานครก็จะจัดพิธีร่วมกันระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน ตกกลาง
คืนก็จะมีมหรสพฉลองสถานที่จัดมีหลายแห่ง เช่น ท้องสนามหลวง
สวนลุมพินี และที่วงเวียนใหญ่เป็นต้น โดยการใส่บาตรถวายแด่
พระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นศิริมงคลแต่ตนเองและทั้งครอบครัว ตาม
ปกติปีหนึ่งมีเพียง ๓๖๕ วัน เมื่อขึ้นปีใหม่วันใหม่ก็ควรทําจิตใจ
ให้ผ่องใส่ ปราศจากกิเลสมัวหมอง สี่งที่เลวร้ายของปีที่แล้วมาก็ควร
ปล่อยให้มันผ่านไปกับปีเก่าที่ล่วงไป ปีใหม่ย่างเข้ามาใหม่ ก็ควร
รับแต่สี่งที่ดีที่งาม ชีวิตของเราจะได้เป็นสิริมงคลตลอดทั้งปี

มีธรรมเนียมและถึงขั้นประเพณีของชาวไทยเราอยู่ว่า จะต้องมีการ
กินเลี้ยงสังสรรในวันสงท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พร้อมกับมีการกิน
เลี้ยงฉลองรื่นเริงมีการร้องรําทําเพลงกันอย่างเต็มที่ ตลอดคืนวันที่
๓๑ ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ ๑ มกราคม รุ่งขึ้นเช้าก็ทําพิธีใส่บาตร
กับมีธรรมเนียมอวยพรกันซึ่งกันละกัน ผู้น้อยอวยพรให้ท่านผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ท่านก็จะให้ศีลให้พรเป็นการตอบแทน นับว่าเป็นขนบธรรม
เนียมประเพณีที่ดีงามของไทยเราที่ปฎิบัติกันในวันขึ้นปีใหม่นี้ของ
ทุกๆปีสืบมา
........