นางสาวนฤทัย พรประสิทธิ์ รหัส 52921053
|
|
บทความทางวิชาการ
การเป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ
ปัจจัยของการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมืออาชีพดังนี้
1.การเป็นผู้นำ
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวทั้งปวงของโรงเรียนขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้นำ ทั้งสิ้น พฤติกรรมของผู้นำ คือ ชักจูง ปลุกเร้า ให้ครูในโรงเรียนทุกคน ตลอดทั้งผู้ปกครอง และชุมชน ยอมรับคล้อยตามความฝัน หรือเป้าหมาย เพื่อให้ความฝันหรือเป้าหมายเกิดความเป็นส่วนร่วมกันของคณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และชุมชน มิให้เป็นของคน ๆ เดียวเมื่อทุกคนมีส่วนร่วม และยอมรับเป้าหมายตรงกันทุกคน ส่วนร่วมในกระบวนการที่จะทำให้ฝันเป็นจริงโดยเปิดโอกาสให้ครูทุกคนมีอิสระในความคิด และร่วมสร้างสรรค์ในการพัฒนางานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีเป้าหมาย มักจะถูกครูที่อยู่รอบข้าง หรือผู้บังคับบัญชา หรือนักการเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไป กำหนดขอบเขตให้เดินตาม ดังนั้นผู้บริหารที่จะทำโรงเรียนไปสู่ความสำเร็จ จะต้องมีลักษณะดังนี้
1) เป็นผู้มีความฝัน ว่าโรงเรียนในอุดมคติหรือโรงเรียนที่ดีนั้นมีหน้าตา ลักษณะอย่างไร มองเห็นภาพงาน และภาพความสำเร็จที่จะเดินไป
2) โน้มน้าว และสร้างแรงจูงใจให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนยอมรับ และคล้อยตามฝันเพื่อให้เป็นความฝันของทุก ๆ คนร่วมกัน
3) เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ และอุทิศตนในการที่จะทำให้โรงเรียนในฝันเป็นจริง โดยยืนยัดอดทน ไม่ทิ้งความฝันที่ตั้งไว้
4) กระตุ้นยั่วยุ ปลุกเร้า ท้าทาย และสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการทำงานอย่างเข้มแข็ง
5) เป็นผู้มีคุณธรรม จะได้รับความร่วมมือและมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน
6) เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ กระตือร้อร้นที่จะเรียนรู้ ความคิดเห็นใหม่ ๆ รวมทั้งกล้าเผชิญหน้า และ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
2.ลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด
บริษัทที่ประสบความสำเร็จ จะต้องยึดถือลูกค้าเป็นเป้าหมายสูงสุด ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และครู ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ร่วมวางแผน ในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน และส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน และควบคุมตรวจสอบคุณภาพการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ตลอดจนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในกิจกรรมต่าง ๆ หากทำได้อย่างที่กล่าวแล้วนั้นย่อมแสดงว่าโรงเรียนก้าวสู่ยุคปฏิรูป เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ที่มาใช้บริการอย่างแท้จริง
3.มองเห็นเป้าหมายหรือภาพความสำเร็จตรงกัน
ในการปฏิบัติงานใด ๆจะต้องฝึกให้ผู้มีส่วนร่วมงานรู้จักการตั้งเป้าหมาย หรือมีเป้าหมายทุก ๆ ครั้ง เมื่อมีเป้าหมายและภาพของความสำเร็จของงานจะเป็นตัวชี้วัดของการทำงานว่าสำเร็จ หรือล้มเหลว
การทำงานหากแต่ละคนมีเป้าหมาย และจุดมุ่งหมายในการทำงานคนละอย่างคนละเรื่องแล้ว การทำงานย่อมไม่มีทิศทาง และพลัง เพราะคนต่างทำตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เปรียบเสมือนกับการพายเรือ หากฝีพายไม่ทราบจุดหมาย และเป้าหมายที่จะไปแล้วแต่ละคนจะพายไปในทิศทางของตนเอง เรืออาจจะวนไปวนมา หรือเรืออาจล้มได้ แต่ถ้าหากทุกคนมีจุดหมายและเป้าหมายในทิศทางที่ตรงกันแล้วทุกคนก็จะพายไปในทิศทางเดียวกัน และจะถึงจุดหมายที่จะไปในที่สุด
ในการบริหารสถานศึกษาก็เช่นเดียวกัน คือทุกคนจะต้องรู้เป้าหมาย เข้าใจร่วมกัน และเห็นภาพสุดท้ายในการทำงานที่ตรงกันเพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันและตรงกันแล้วก็จะเกิดพลัง และความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานให้ได้ผลตามเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ และในการตั้งเป้าหมายนั้น จะต้องตั้งเป้าหมายที่คนได้ยินได้ฟังเกิดพลัง มีความทะเยอทะยาน ท้าทาย และมีความเป็นไปได้ พึงตระหนักว่า โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จจะต้องอาศัยพื้นฐานของวิสัยทัศน์ หรือความคาดหวังของผู้มีส่วนร่วมได้เสีย(Stakeholders ) ร่วมกันสร้างเป้าหมาย(Goals ) โดยมุ่งที่ตัวนักเรียนเป็นผลผลิต และร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์(Strategic plan) โดยอาศัยข้อมูลอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ และเป้าหมายที่พึงประสงค์ ในสถานศึกษา การกำหนดเป้าหมายจะต้องมุ่งไปที่นักเรียนซึ่งเป็นลูกค้า ว่านักเรียนจะต้องได้รับอะไรบ้างโดยมีหลักสูตรเป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมาย และมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ซึ่งผู้มีส่วนได้ด้เสียร่วมกันกำหนดพร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ ที่จะก้าวไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพสุดท้ายที่ตรงกัน
4.การสร้างองค์กร (ดำเนินการให้ทุกคนเชื่อมั่นในเป้าหมาย)
การสร้างองค์กรให้มีความเชื่อมั่นในเป้าหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร จะต้องแสดงหรือตอกย้ำและกล่าวถึงเป้าหมายให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น เพื่อจะให้ทุกคนในองค์กรจะได้ ช่วยกันทุ่มเทการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา และฝังอยู่ในจิตใจของทุกคน เสมือนกับการตอกหัวตะปูย้ำแล้วย้ำอีกเพื่อจะให้ตะปูเจาะเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งเพื่อให้ทุกคนเห็นจุดยืนหรือทิศทางของโรงเรียนอย่างชัดเจนไม่ว่าจะมีอุปสรรค์ หรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆก็ตามก็พร้อมที่จะช่วยกันฟันฝ่าไปสู่เป้าหมาย
5.ความคิดสร้างสรรค์
มีนักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า"คนไทยส่วนใหญ่ชินต่อระบบการชี้นำจึงไม่อยากคิดเอง และไม่พร้อมที่จะคิดหาวิธีการทำงานของตนเองถ้าหากมีคนชี้นำดีก็พอนำไปได้ถ้าหากขาดผู้ชี้นำที่ดีก็จะทำงานไม่ได้หรือไม่อยากจะทำงานต่อไป และผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้ใจลูกน้องเนื่องจากเราชินต่อระบบเผด็จการ และการที่ลูกน้องไม่กล้าแสดงความสามารถ จึงทำให้ผู้บังคับบัญชาชินต่อการสั่งการเลยไม่ค่อยเข้าใจลูกน้อง" หน่วยงาน หรือสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จก็ถือความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจของบริษัท ซึ่งต้องคอย กระตุ้น ยั่วยุ ท้าทาย และให้การสนับสนุนบุคลากรในหน่วยงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ และคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา การที่จะให้เกิดกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ จะต้องเริ่มจากการ ตั้งเป้าหมายที่ฝังแน่นในหัวใจ และต่อมาก็จะเกิดความตั้งใจปรารถนาจะไปให้ถึงเป้าหมายมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า จึงจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการคิดค้นในวิธีการหรือวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นการปฏิบัติงานในสถานศึกษาผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้อิสระในการทำงานพร้อมกับสนับสนุนและให้กำลังใจในการทำงาน โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จหรือโรงเรียนดีเด่นต่าง ๆจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แปลก ๆอยู่เสมอในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนร.
6.การทำงานเป็นทีม
ในโลกอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ การบริหารงานแบบข้าเก่งคนเดียว ย่อมสิ้นสุดลงแล้วเมื่อย่างเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ การบริหารงานที่จะอยู่รอดได้ คือ การทำงานเป็นทีม และต้องเป็นทีมที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และความกระตือรือร้น เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ดังเช่นอาชีพหมอ จะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นกันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคจนถึงการผ่าตัดรักษาคนไข้
ไซเซอร์(sizer) กล่าวถึงโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จะต้องเป็นโรงเรียนที่มีลักษณะของความเป็นกัลยาณมิตรร่วมวิชาชีพ (Collegiality ) คือ
1)บุคลากรในโรงเรียนพูดคุยกันถึงเรื่องการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอและเป็นรูปธรรม
2) บุคลากรในโรงเรียนสังเกตการทำงานของกันและกันทั้งในเรื่องของการเรียนการสอน และการบริหารโรงเรียนแล้วนำสิ่งที่ได้จากการสังเกตมาพิจารณาทบทวน และพูดคุยกันเพื่อการพัฒนาให้ดีขึ้น
3) บุคลากรในโรงเรียนร่วมพัฒนาหลักสูตรโดยการวางแผนออกแบบทำวิจัยศึกษา และวัดผล ประเมินผลหลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียน
4) บุคลากรในโรงเรียนแนะนำการสอน และพัฒนาซึ่งกันและกันในเทคนิควิธีการทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และภาวะผู้นำที่แต่ละคนถนัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นจะทำให้ทุกคนเกิดการมีส่วนร่วม คือทุกคนร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมประเมินผล และร่วมรับผลได้ผลเสียในการกระทำร่วมกัน เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
การทำงานเป็นทีม เป็นการดึงเอาศักยภาพหรือความเก่งของแต่ละบุคคลในกลุ่มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และบุคคลในกลุ่มยังได้เรียนรู้การทำงานที่ดีจากเพื่อน ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ การทำงานที่คลุมเครือจะกระจ่างขึ้น ทุกคนเห็นเป้าหมาย และจุดหมายได้ตรงกัน ซึ่งจะช่วยกันสร้างภาพงานหรือหนทางที่หลากหลายในการไปสู่เป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดบุคลากรมีความรัก ความเข้าใจ และเอื้ออาทรต่อกัน
7 เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด
การฟังคือความสามารถที่จะช่วยให้เรารู้ถึงความต้องการ และวัตถุประสงค์ของลูกค้า ผู้ซื้อ และผู้ร่วมงาน ดังนั้นการฟังของผู้บริหารจึงเป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งที่บอกว่าสำนักงานใด หรือโรงเรียนใดล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จ ดังปราชญผู้รู้กล่าวว่า"พระเจ้าประทานให้เรามีสองหูหนึ่งปาก" ดังนั้นการฟังจึงมีความสำคัญต่อหน่วยงาน
8.ความเรียบง่ายของผู้บริหาร
กรอบความคิดเป็นตัวกำหนดในการแสดงพฤติกรรมที่เป็นมิตรหรือศัตรู ถ้าผู้บริหารมีกรอบความคิดว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมงานการปฏิบัติตนของผู้บริหารจะแสดงออกด้วยความเป็นมิตร ทั้งภาษา ท่าทาง มีการยกย่องให้เกียรติ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความเป็นศัตรูจะไม่เกิดขึ้น
9.คำชมเชย
ในชีวิตการทำงานจริง ๆเราต้องทำงานร่วมกับหมู่คณะ บางครั้งเราต้องการความร่วมมือ บางครั้งเราต้องการให้เขาทำงานตามสิ่งที่เราบอก บางครั้งเราต้องการให้เขากระตือรือร้นสนใจในการทำงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ใจปรารถนา แต่สิ่งหนึ่งที่เรามักลืมนึกถึงในการทำงานร่วมกันคือ คนเราทุกคนต้องการคำชมเชย ยกย่อง และไม่มีใครต้องการคำตำหนิ ดูถูก หรือเหยียดหยาม (แต่คำยกย่องชมเชย ต้องมาจากความจริงใจ)่ และเมื่อทุกคนต้องการสิ่งเหล่านี้ทำไมผู้บริหารให้เขาไม่ได้(ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนแต่อย่างไร)
ในคำยกย่อง ชมเชยผู้เขียนนึกถึงสมัยเรียน ระดับประถมศึกษาในหลักสูตรพุทธศักราช 2503 ในวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นิทานเรื่อง "โคนันทวิสาร"ได้พูดถึงการทำงานของโคในการลากจูงเกวียนที่บรรทุกสิ่งของค่อนข้างหนักแต่เจ้าของเกวียนใช้คำพูดที่เป็นลักษณะปิยะวาจาทำให้การทำงานในครั้งนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ดังนั้นในการทำงานแม้จะยากลำบากหนักหนาสาหัส แต่ถ้าได้รับคำชมเชยเราจะได้ใจจากเพื่อนร่วมงานที่จำทำงานให้บรรลุเป้าหมายไปได้
10.การท้าทาย
มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ เป็นที่รู้จัก และยอมรับนับถือของผู้คนด้วยกันทั้งสิ้น การท้าทายจึงเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง หน่วยงานหรือองค์การที่ประสบความสำเร็จมักจะหาเรื่องต่าง ๆมาท้าทายความสามารถของบุคลากรในหน่วยงานอยู่เสมอพร้อมกับคำพูดยั่วยุ ปลุกเร้า โดยพยายามที่จะเลือกหาคำที่เหมาะสมเพื่อเป็นการปลุกเร้า ให้บุคลากรลุกขึ้นมาแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เช่น "เราจะชนะคู่แข่งให้ได้ " "สินค้าและการบริการของเราจะต้องอยู่ในแนวหน้าเท่านั้น" "การทำงานวันนี้จะต้องได้ผลดีกว่าเมื่อวานนี้" ดร.อัลวิน เอซ ไพร้ซ์ ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ในหนังสือ 101 วิธีช่วยให้เด็กฉลาด ในเรื่องการท้าทายมีหลักดังนี้
1) ควรให้การท้าทายในขอบเขตเรื่องที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว
2) แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานมีความสนใจในเรื่องท้าทายนั้น ๆไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดว่า เขาควรจะลองจะเลือก ในสิ่งที่เขาอยากลอง
3) ในเรื่องการท้าทายนั้น ๆจะต้องยากนิดหน่อย เพื่อให้เป็นเรื่องท้าทายจริง ๆแต่ไม่ใช่ยากจนเกินไปจนเขาไม่กล้าลอง
11. ให้ความรู้และเครื่องมือในการทำงาน
คนเราเมื่อมีความรัก ความอยาก ความชอบ หรือที่เรียกว่า ฉันทะ ที่จะทำงานแล้ว ต่อมาก็จะเกิด วิริยะ คือความเพียร มี จิตตะ คือจิตใจจดจ่อต่อการทำงาน และ มี วิมังสะ คือความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของศาสตร์ นั้น ๆอย่างลุ่มลึก และถ่องแท้ รู้จักปรับปรุงใคร่ครวญ พัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ ดังนั้นในการจะพัฒนาให้ครูเป็นผู้มีความรู้ความสามารถถึงขั้นครูมืออาชีพในการจัดการเรียนการสอนควรจะมีวิธีดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้
1) การให้ครูมีโอกาสไปศึกษาดูงาน
2) จัดหาหนังสือให้ครูได้ศึกษาค้นคว้า อ้างอิง
3) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน
4) การเชิญวิทยากรหรือผู้มีความสามารถ มาให้ความรู้ หรือมาฝึกปฏิบัติ
5) จัดหาครูที่มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มาเป็นครูพี่เลี้ยงให้คำแนะนำช่วยเหลือ
6) จัดตั้งชุมนุม หรือชมรม QC เพื่อและเปลี่ยนความคิดเห็น
7) สนับสนุนให้ครูได้มีการศึกษาต่อในสถาบันต่าง ๆ
8) ให้ครูได้รับการอบรมสัมมนา หรือฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ
9) จัดให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ
12.การให้ข้อมูลย้อนกล้บ
การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปฏิบัติงานไม่มีข้อมูลที่แสดงกระบวนการทำงาน หรือผลผลิตที่ได้มานั้นมีข้อบกพร่องอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข หรือมีจุดเด่นอยู่ที่ไหน ที่จะต้องรักษาไว้ หรือพัฒนาต่อไป ปกติการทำงานหรือได้รับมอบหมายให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด เรามักจะทำให้แล้วเสร็จเท่านั้น จะไม่ค่อยคำนึงว่าผลผลิตที่ออกมาดีหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในระบบราชการ จุดด้อยอันหนึ่งที่ทำให้การทำงานไม่สนุกเพราะไม่มีข้อมูลย้อนกลับว่าวันนี้เราทำงานเป็นอย่างไรตรงตามจุดประสงค์ และเป้าหมายหรือไม่ ผลงานที่ทำวันนี้ได้มาตรฐานเพียงใด หน่วยงาน หรือบริษัทดีเด่นเขาจะมีข้อมูลย้อนกลับให้ผู้ปฏิบัติงานทราบผลการทำงานทันที เหมือนกับการเล่นกีฬาเมื่อแข่งขันเสร็จแต่ละแมทการแข่งข้นผู้ฝึกสอนจะมีการแก้เกมแก้ไขจุดด้อยของทีมของตนเองเพื่อให้การแข่งขันใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเกมที่ผ่านมา และนำข้อมูลย้อนกลับมาช่วยปรับปรุงแก้ไขการทำงานเพื่อให้ได้มาตรฐาน เช่นวันนี้การผลิตสินค้า ไม่ได้มาตรฐาน 15 ชิ้น จากการผลิตสินค้าทั้งหมด 100 ชิ้น เมื่อพนักงานทราบข้อมูลย้อนกลับเช่นนี้ วันต่อไปจะต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานมากขึ้น
โรงเรียนเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีครูและบุคลากรช่วยกันทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตคือ นักเรียนที่มีคุณภาพตามหลักสูตร และตามที่สังคมต้องการ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลย้อนกลับให้ทราบว่า การทำงานเป็นอย่างไรอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขมิใช่ว่าเมื่อสิ้นปีการศึกษาค่อยมีข้อมูลย้อนกลับมาให้แก้ไข ซึ่งก็สายเสียแล้วดังนั้นการติดตามผล ตรวจสอบหรือประเมินผลในกระบวนการทำงาน และผลผลิต จึงมีความสำคัญเพราะแก่นแท้ของการประเมินผล หรือการตรวจสอบการทำงานก็เพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับให้นำไปใช้ในการพัฒนา และปรับปรุงการทำงาน และผลผลิต ให้มีคุณภาพมากขึ้น ปัญหาอยู่ที่ตรงระบบการประเมินมีการทำความเข้าใจที่ตรงกันหนือไม่ ระหว่างผู้ประเมิน และผู้ถูกประเมินว่าจะประเมินเพื่ออะไร ประเมินอะไร อย่างไร และมีความเป็นไปได้เพียงใด บางครั้งมีการสร้างเครื่องมือร่วมกัน หรือวัดประเมินผลไปไปด้วยกัน
ดังนั้นการให้ข้อมูลย้อนกลับคือหัวใจของความสำเร็จที่กระตุ้นให้ผู้ทำงานเกิดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาการทำงานของตนเองให้มีคุณภาพ จากเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าบุคคลที่สำคัญสูงสุดในหน่วยงาน หรือในสถานศึกษาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่คาดหวัง ที่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ประสิทธิภาพของการบริหาร หมายถึง สัดส่วนระหว่างผลผลิต กับปัจจัยป้อนเข้า ถ้าได้สัดส่วนใกล้เคียง 100 จะสรุปได้ว่าการบริหารงานมีประสิทธิภาพสูง แต่การบริหารงานในสถานศึกษาที่มีอิสระ และมีความเข้มแข็งในการบริการงานที่ปราศจากการศึกษาทำความเข้าใจ ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารก็จะทำให้การบริหารเกิดการสดุดไม่ราบรื่นอย่างที่คาดคิดดังนั้นบทสรุปสำหรับผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรที่จะดำเนินการดังนี้
1) รวบรวมและจัดระบบของข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน การบริหารแนวใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหาร และตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลมากกว่าสามัญสำนึก
2) วางแผนและดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ การวางแผนมีส่วนช่วยให้ผู้บริหารมีทิศทางในการบริหารตามลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา และนโยบายการบริหาร
3) ศึกษากฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ผู้บริหารมีอำนาจในการบริหารอย่างอสระ ขณะเดียวกันก็รับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจของตนอย่างเต็มที่เช่นกัน
4) การบริหารและการตัดสินใจโดยองค์คณะบุคคล การศึกษาเป็นบริการกิจการสาธารณะ ที่มีผู้เกี่ยวข้อง และได้รับผลจากการบริการจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้การบริหาร และการตัดสินใจมีความถูกต้องและก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการมากที่สุด ผู้บริหารควรดำเนินการโดยองค์คณะบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
5) จัดระบบบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้อง แม้ผู้บริหารจะมีอำนาจอิสระในการบริหาร และการตัดสินใจก็ตาม แต่อำนาจมีอิสระนั้นมิใช่เป็นไปโดยปราศจากการควบคุมตรวจสอบของทางราชการ โดยเฉพาะด้านการเงินซึ่งส่วนใหญ่มาจากงบประมาณ แผ่นดิน เงื่อนไขทั้งหมดดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เป็นผู้นำจะต้องมี หรือจัดให้มีขึ้นเพื่อให้การบริหาร และการตัดสินใจของตนมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลตามเจตนารมณ์
สมกับคำพูดที่ว่า "เป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ"
สรุปความคิดเห็นจากบทความข้างต้น
การเป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ สิ่งประกอบกันเพื่อให้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาประสบความเร็จ อันได้แก่
- การเป็นผู้นำ – ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโรงเรียนนั้น ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียนทั้งสิ้น พฤติกรรมของผู้นำเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนมีความฝัน เป้าหมาย หรือสภาพความสำเร็จร่วมกัน
- ลูกค้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด – องค์กรจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องยึดถือลูกค้าเป็นเป้าหมายสูงสุด ดังคำกล่าวที่ว่า “Customer is King” ให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย วางแผนในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน
- มองเห็นเป้าหมายหรือภาพความสำเร็จตรงกัน – หากแต่ละคนมีเป้าหมายคนละอย่างคนละเรื่องแล้ว การทำงานย่อมไม่มีทิศทาง เพราะต่างคนต่างทำตามความรู้สึกนึกคิดของคนเอง ทุกคนต้องรู้เป้าหมายในการทำงานที่ตรงกัน หากทุกคนมีเป้าหมายที่ตรงกันแล้วก็จะเกิดพลัง และความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน และที่สำคัญเป้าหมายจะต้องทำให้เกิดพลัง เกิดความทะเยอทะยาน
ท้าทาย และมีความเป็นไปได้ สอดคล้องกับแนวคิดของ บูรชัย ศิริมหาสาคร ที่ว่า หนึ่งข้อของหน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือการกำหนดเป้าหมาย และวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ - การสร้างองค์กร – การสร้างองค์กรให้มีความเชื่อมั่นในเป้าหมาย เพื่อจะให้ทุกคนในองค์กรจะได้ช่วยกันทุ่มเทการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายของโรงเรียนอย่างชัดเจน การสร้างองค์กรตามความเข้าใจของข้าพเจ้าน่าจะรวมถึงการจัดคนให้เหมาะสมกับงาน “Put The Right Man On The Right Job”
- ความคิดสร้างสรรค์ – ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้บุคลากรมีอิสระในการทำงาน พร้อมทั้งสนับสนุน และให้กำลังใจในการทำงาน จะส่งผลให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอในการพัมนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของแมกเคลแลน (McClelland) ที่ว่า การให้บุคลากรมีเสรีภาพในการทำงาน (Freedom) มีโอกาสแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกบังคับ สามารถทำงานผลงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การทำงานเป็นทีม – ในปัจจุบันการบริหารงานแบบข้าเก่งคนเดียวคงใช้ไม่ได้แล้ว การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพคือการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นการดึงเอาศักยภาพ หรือความเก่งของแต่ละบุคคลในกลุ่มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และบุคคลในกลุ่มยังได้เรียนรู้การทำงานที่ดีจากเพื่อนสามารถนำไปพัฒนาตนเองได้ (Knowledge Management) และที่สำคัญที่สุดบุคลากรมีความรัก ความเข้าใจ และเอื้ออาทรต่อกันสอดคล้องกับแนวคิดของ บูรชัย ศิริมหาสาคร ที่ว่า หนึ่งข้อของหน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือ การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานเป็นทีม
- เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด – ผู้บริหารควารฟังให้มาก เพราะการฟังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รู้ถึงความต้องการของบุคลากร นักเรียน หรือผู้มีส่วนได้เสีย จะทำให้เราบริหารงานไม่หลงเดินทางผิด หากมีปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
- ความเรียบง่ายของผู้บริหาร – ผู้บริหารควรมีความคิดที่ว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมงานเพราะจะทำให้การแสดงออกเป็นไปด้วยความเป็นมิตร ทั้งกาย วาจา สร้างมิตร ไม่สร้างศัตรู ผู้บริหารไม่ถือยศฐาบรรดาศักดิ์ เข้ากับบุคลากรได้ดี
- คำชมเชย – ผู้บริหารควรชมเชยบุคลากรทุกคนเมื่อเขาทำงานประสบความสำเร็จ ให้กำลังใจบุคลากรเมื่อพบงานที่ยาก หรือท้าทาย ที่สำคัญคำยกย่องชมเชยต้องมาจากความจริงใจ คำชมเชยเป็นการเสริมแรงทางบวกให้แก่บุคลากร ส่งผลให้บุคลากรทำงานให้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตามแนวความคิดที่ว่า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นได้ก็โดยวิธีการของมนุษยสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่ของ เอลตัน เมโย “บิดาแห่งวิชามนุษยสัมพันธ์”
- การท้ายทาย – มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับนับถือจากคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น การท้าทายจึงเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง การสร้าง Carrier Path ที่ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรเห็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตน กระตุ้นให้บุคลากรมีความต้องการที่จะทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายของสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีความต้องการของ Maslow’s
- ให้ความรู้และเครื่องมือในการทำงาน – เปิดโอกาสให้ครูไปศึกษาดูงาน อบรมสัมมนา เชิญวิทยากร หรือผู้มีความรู้ความสามารถมาให้ความรู้ สนับสนุนให้ครูมีความก้าวหน้าโดยการศึกษาต่อ เพื่อพัฒนาครูให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถถึงขั้นครูมืออาชีพ สอดคล้องกับแนวคิดของแมกเคลแลน (McClelland) ที่ว่าการให้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ (New Experience) แก่บุคลากรส่งผลให้บุคลากรมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น
- การให้ข้อมูลย้อนกลับ – การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่รู้ถึงผลของการกระทำไม่รู้จุดด้วยของทีมงานของตน ทำให้ไม่สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขให้งานมีประสิทธิภาพได้ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลย้อนกลับเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ หรือแก้ไขปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือข้อมูลย้อนกลับที่ดีเพื่อกระตุ้นให้ผู้ทำงานเกิดความภาคภูมิใจในผลงาน มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาการทำงานของตนเองให้มีคุณภาพต่อไป
ความคิดเห็นส่วนตัวจากการสรุปบทความข้างต้น คือ เห็นด้วย เพราะว่า ปัจจัยทั้ง 12 ปัจจัยที่ส่งผลให้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาประสบความสำเร็จแบบมืออาชีพนั้นสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ เช่น
- แนวคิดทฤษฎีความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (Maslow’s) ประกอบไปด้วยความต้องการ 5 ขั้น คือ
1) ความต้องการด้านสรีระ (ร่างกาย)
2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
3) ความต้องการความรัก และความเป็นเจ้าของ
4) ความต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง และความภาคภูมิใจ
5) ความต้องการตระหนักในตน
- แนวคิดของเฮิร์ซเบิร์ก (Herzberg)
1) ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene Factor)- ปัจจัยที่มีส่วนทำให้มนุษย์สามารถทำงานอยู่ได้ มีความพึงพอใจในงาน เช่น เงินเดือน สถานภาพทางสังคม ความมั่นคงในชีวิตส่วนตัว เป็นต้น
2) ปัจจัยกระตุ้นหรือปัจจัยจูงใจ (Motivation Factor) – ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำงาน ก่อนให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ความสำเร็จของงาน ความก้าวหน้าของงาน การได้รับการยกย่องชมเชย เป็นต้น
- แนวคิดของแมกเคลแลน (McClelland)
1) ความมั่นคงในอาชีพ (Security) - ความต้องการความมั่นคงในอาชีพ
2) การยอมรับนับถือ (Recognition) - ความต้องการมีเกียรติ การยอมรับนับถือในความรู้ความสามารถ โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
3) โอกาสก้าวหน้า (Opportunity) – มีตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนสูงขึ้น
4) ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ (New Experience) – ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น การได้รับสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต
5) เสรีภาพในการทำงาน (Freedom) – มีโอกาสแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกบังคับ
6) การยอมรับหรือมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ (Belonging) – ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ความรู้สึกเป็นเจ้าของกลุ่ม และให้กลุ่มยอมรับตนว่าเป็นพวกเดียวกัน
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เก่งนั้นต้องมีทักษะความชำนาญ
3 ด้านด้วยกันคือ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านบุคคล และทักษะด้านความคิด (เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด) ซึ่งได้สอดคล้องกับผลการวิจัยของโรเบิร์ต แอล เคทซ์ (Robert L. Katz) ดังนี้
1.ทักษะด้านเทคนิค หรือ เก่งงาน (Technical Skill) คือ ความสามารถของผู้บริหารในการทำง
ส่งอีก รอบได้ไหมค่ะ 555+ จริง ๆ แล้วก้คล้าย กันแหละค่ะ
ขอบคุณครับ
ก็ดีครับ