ซูซาน บอยล์, ฮีทเธอร์ เวล กอสส์, self-esteem, comfort zone
แปลจาก "Why Does The World Love An Underdog?" ของ Heather Vale Goss
http://heathervale.com/blog/2009/04/26/why-does-the-world-love-an-underdog/



ซูซาน บอยล์ - ทำไมคนเราถึงได้รักมวยรองบ่อน

ซูซาน บอยล์ - ก่อนและหลัง

ทำไมคนเราถึงได้รักมวยรองบ่อน
Heather Vale Goss
26 เมษายน 2552

ช่วง2-3อาทิตย์ที่ผ่านมา เว้นแต่ว่าคุณจะมุดอยู่ใต้ดิน คุณคงเคยได้ยินข่าวคราวของ ซูซาน บอยล์ หญิงสาววัย 47 ปี ผู้ที่กลายมาเป็นประเด็นข่าว หลังจากที่เธอได้ร้องเพลงในรายการ Britain's Got Talent

กลายเป็นว่าเธอเป็นที่รักของใครต่อใคร อะไรหลายอย่างก็ไหลมาเทมา ในส่วนของสามัญชนอย่างพวกเราก็เฝ้ามองปรากฏการณ์นี้ ด้วยสายตาว่ามันยังไงกันแน่

แล้วตอนนี้เองที่หลายคนต่างใบ้รับประทาน ก็เพราะเธอเริ่มเปลี่ยนโฉมเข้าให้แล้ว ทั้งทรงผม ขนตา และเสื้อผ้า ทั้งหมดทำให้เธอดูอ่อนวัยลงมากกว่า 10-15 ปี

ซูซาน บอยล์ใน Britain's Got Talent // เปลี่ยนโฉม  

ซูซานเองก็ไม่ได้คิดไปว่าตัวเองจะเชยระเบิดได้ขนาดไหน จนเธอได้ดูตัวเองในจอทีวี ยิ่งชาวโลกต่างโฟกัสสายตามาที่เธอ ตัวเธอเองก็เลยอยากให้ตัวเองดูดีที่สุด แต่บางคนยังอยากให้เธอเชยระเบิดเหมือนเก่ามากกว่า

ก็อย่างที่นาย โทนี่ โจนส์ บรรณาธิการฝ่ายแฟชั่นจากหนังสือพิมพ์แทบบลอยด์ของอังกฤษอย่าง เดอะ ซัน กล่าวอ้างไว้ว่า ผู้อ่านจำนวนมากอยากให้ซูซานเป็น "อย่างที่พวกเราเป็น" ในส่วนของรายการ Britain's Got Talent ก็เช่นกัน มีแรงกระเพื่อมให้เธอเป็น "สามัญชน" และเป็น "ตัวเธอเอง"

 

(ส่วนแทรกที่จะมีเรื่อย ๆ ต่อไป จะเป็นความคิดเห็นของตัว Heather Vale Goss เอง - ต่อประเด็นที่เธอเพิ่งชงขึ้นมา)

ตลกดีแฮะ ดูยังไงเธอก็ยังเป็น"คนเดิม"สำหรับฉันอยู่ดี แล้วก็ยังติดดินเหมือนเดิมอีกด้วย

ไม่มีใครผิดหรอกเรื่องนี้ ก็เพราะพวกรายการอยากให้เธอดูหรูก็เพราะ ยิ่งเมื่อทำให้เธอสลัดคราบตัวรองบ่อนออกไปมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมากขึ้นเท่านั้น

 

เรื่องของเรื่องก็เริ่มมาจากตัวซูซานเอง ที่แหมะตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว ขาดทั้งแรงผลักดันและความทะเยอทะยาน คิดไปไกลถึงขั้นว่าตัวเธอเองเป็นเหยื่อเสียด้วยซ้ำ

ก็เป็นทีของพวกทำรายการทีวี ที่จะเอา "ความภาคภูมิใจในตัวเอง" อันมีอยู่น้อยนิดของเธอมาเล่น

มาดูว่ามันเป็นยังไงกันแน่ และเราจะได้อะไรจากเรื่องนี้กันบ้าง

มันเป็นเรื่องจริงที่คนเรามักจะเชียร์ทีมรองบ่อน แล้วตัวฉันกล้าดียังไงมาพูดว่า ซูซานเธอขาดแรงผลักดันและความทะเยอทะยาน ใช่ไหมคะ

ก็ได้ ฉันอยากจะเริ่มว่า คุณไม่ควรตัดสินหนังสือเอาจากปกหน้า เหมือนอย่างคนนั่งข้างๆคุณนี่ ข้างในนั้นอาจจะมีอะไร ๆ ดี ๆ เยอะแยะ อย่างกรณีของซูซานก็คือ น้ำเสียงอันไพเราะของเธอเองไง

เห็นไหม หลายคนที่ตัดสินเธอแต่ภายนอก เธอไม่ทันได้อ้าปากพูดด้วยซ้ำ แล้วเป็นไง

 

อ้าว แล้วส่วนอื่นๆของหนังสือล่ะ อ่านให้มันขำหรือไง ก็ใช่ ไอ้ที่ว่ามาก็ไม่เลวนัก แล้วตกลงตัวอย่างอันไหนที่จะยกมาประกอบที่เธอพูดว่า อยู่ในโลกของตัวเองน่ะดีแล้ว เหมือนหนูแอบอยู่ในรู

มันก็ไม่เสียหายอะไรถ้าจะเอาแต่เฝ้ารอโอกาสของตัวคุณเอง แทนที่จะออกไปขวนขวายคว้ามันมา หรือว่ารอจนฉันอายุเข้า 35 ก่อนแล้วกันนะ ฉันถึงจะได้แสดงพรสวรรค์อันบรรเจิดนี้ต่อชาวโลก หรือยังไง

 

ความจริงแท้ในการดื่มด่ำความสำเร็จอย่างหนึ่งก็คือ คุณต้องให้เสียก่อน แล้วคุณเองก็จะได้รับมันกลับ ไม่ใช่ว่าจะเอาไปใช้กับพวกเกมการแข่งขันนะ มันคนละเรื่อง การร้องเพลงตอนอาบน้ำ ร้องให้แมวคุณฟัง หรือร้องให้คุณแม่ฟังเป็นปี ๆ มันออกจะไม่ค่อยลงทุนเท่าไหร่เลยนี่

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าความใฝ่ฝันของเธอคือการเป็นนักร้องอาชีพ แล้วทำไมเธอเองกลับปล่อยเวลาให้ผ่านมาเนิ่นนานปานนั้นด้วย ไม่ยอมไล่ล่าหาแต่เนิ่นๆล่ะ

ก็อาจจะมีข้อแก้ต่างให้ ประเภทที่ว่า "ก็ยังไม่มีใครให้โอกาสเธอนี่"

มาดูกัน ซูซาน


ผู้ชนะและคนที่ไปได้ดี ไม่เคยนั่งรอพระเอกมายื่นโอกาสให้หรอก เขาต้องออกไปคว้ามันเองทั้งนั้น


เอางี้ ฉันเองก็พอจะรู้มาว่าซูซาน เธอได้ลงทุนทำดีโมเทปเมื่อสัก 10 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เธอกลับล้มเลิกมันตั้งแต่ส่งเทปไปให้บริษัทแผ่นเสียงแค่ 2-3 บริษัท เธอแจกดีโมฯส่วนที่เหลือให้พวกพ้องไปฟังกันเล่น ๆ หน้าตาเฉย

ก็ถือว่าใช้ได้ สำหรับการให้ที่เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น แต่ก็ยังห่างไกลจากการเป็น "สุดยอดผู้ชนะ - Super achiever" ก็เพราะมันยังมีอีกเป็นร้อยเป็นพันบริษัท ให้เธอส่งดีโมเทปนั่นไป อย่างที่เขาพูดกันไง กว่าจะสำเร็จได้ต้องลองกันเป็นร้อยครั้ง นี่ไงถ้าเธออยากได้ความสำเร็จจริง ๆ

 

สุดยอดผู้ชนะ ไม่ยอมให้ความกลัวมาขวางทางเขาหรอก เขาจะหันหน้าใส่มัน ตะลุยข้ามมันไป เขาไม่สนว่าใครจะเป็นต่อมากกว่า เขาเอาไอ้ความเป็นต่อนั่น มาเคี้ยวเป็นขนมหวานเสียด้วยซ้ำไป

 


อ้อ ฉันพอจะเดาไอ้ที่คุณจะแย้งต่อไปได้แล้ว ถ้อยคำประเภท "ซูซาน เธอจะหลบฉากออกไปไล่ล่าฝันได้ยังไง เธอต้องดูแลคุณแม่นะ" หรืออย่าง "ซูซานทำมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เธอได้รับความเสียหายทางสมอง(Brain Damage)มา" หรือประเภท "คุณยังจะเอาอะไรอีก เธอคือเหยื่อแห่งชีวิตนะ"

แล้วตกลงที่คุณแม่ของเธอเองคอยกระตุ้นให้เธอออกจากโลกส่วนตัวไปไล่ล่าฝันล่ะ รวมถึงการร่วมรายการ Britain’s Got Talent อะไรต่ออะไรที่ซูซานเองชักเข้าชักออก จนกระทั่งคุณแม่เธอจากไป หรือจะให้เรียกว่าเป็นการอุทิศแด่ความทรงจำอย่างนั้นหรือ

มันจะผิดตรงไหนที่ใครสักคนจะอุทิศอะไรให้ใครเอาตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ตัวฉันเองแน่ใจว่า คุณแม่ของซูซานเองจะมีความสุขมากกว่า ถ้าได้เห็นความโด่งดังของลูกสาว เมื่อตอนเธอยังมีชีวิตอยู่

ซูซาน บอยล์

ส่วนเรื่อง ความเสียหายทางสมอง เนื่องมาจากการขาดอ็อกซิเจนในขณะคลอด ก็น่าจะเอามาอ้างได้อยู่หรอก แต่มันไม่ใช่ว่าจะมีผลกับเธอมากขนาดนั้น คุณแม่ของเธอเองยังเป็นคนแรก ๆ ในการโต้แย้งถึงประเด็นนี้ ด้วยเพราะทราบว่ามันเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น

ก็จริง ที่ซูซานได้ลองเข้าร่วมการประกวดมาหลายปีดีดัก แล้วมันก็ลงท้ายด้วยการแสดงที่ไม่สวยเท่าใดนัก แต่ก็ต้องขอย้ำอีกครั้ง ผู้ชนะไม่ถอยหลังเพราะคำปฏิเสธแค่ครั้งเดียว โดยเฉพาะนับแต่เธอได้รับชัยชนะเล็ก ๆ ในการประกวดร้องเพลงระดับท้องถิ่น

 

ผู้ชนะไม่เคยคิดว่าตัวเองคือเหยื่อ เขาจะคิดว่าเขาคือผู้อยู่รอดก่อน แล้วตามมาด้วยการเป็นผู้ตักตวง พวกเขาคิดว่า ตัวเองคือผู้ชนะ

พวกที่ชอบคิดว่าตัวเองคือเหยื่อ จะไม่มีวันได้เป็นใครสักคน ไม่ก้าวไปไหน ได้แต่ถอยหลังลงคลองไปเรื่อย ๆ

ไม่ว่าอะไรมันจะประดังเข้ามา คุณไม่ควรคิดว่าตัวเองคือเหยื่อ ยกเว้นเสียแต่ว่า คุณเองก็อยากรับสภาพนั้นต่อไป

 


นี่คือหัวใจของบทความนี้ที่คุณต้องเอาไปคิดให้ดี แม้ว่ามันจะทำให้คุณโกรธก็เถอะ และถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ละก็ แสดงว่าคุณเองก็เริ่มมองตัวเองเป็นเหยื่อเข้าแล้วล่ะ

อย่างน้อยที่สุด ซูซานเองก็หยุดที่จะเป็นแบบเดิม ๆ เธอเริ่มคิดว่าตัวเองคือผู้ชนะ ขณะที่อีกหลายคนยังไม่เคยคิด

นั่นก็คือ ได้เวลาที่เธอต้องตักตวงสิ่งที่เธอเสียไป เธอสร้างคุณค่าให้กับตัวเองอย่างเช่นการทำให้ตัวเองดูดีเท่าที่เธอจะทำได้ ในขณะที่หลายคนอยากให้เธอถอยหลังลงเหวเหมือนเดิม

พวกนั้นไม่อยากให้เธอดูดี ไม่อยากให้เธอปรับปรุงตัวเอง อยากให้เธอเป็นเหมือนเก่า

กลายเป็นว่าเหตุผลที่คนชอบมวยรองบ่อน กลับไม่ใช่แค่เพราะอยากเห็นหมูสนามล้มช้าง ไม่ใช่แค่อยากเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จภายใต้สถานการณ์เป็นรอง

 

แต่กลับเป็นเพราะว่า พวกเขาอยากเห็นใครบางคนร่วงลงเวทีไป อยากจะให้อะไรๆเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น และต้องยอมรับกันว่า พวกมวยรองนี่แหละ ที่ทำให้คนเรารู้สึกเหนือกว่าได้ในบางครั้ง

 


มันไม่ใช่คำพูดอย่าง "แน่สิ เธอดูเปิ่น ๆ เชย ๆ แต่ดูที่เธอร้องเพลงสิ แหม่มันช่างบรรเจิดในอารมณ์เสียไม่มี" เสียแล้ว กลับกลายเป็นคำพูดอย่าง "แน่สิ เธอร้องเพลงเป็น แต่ดูสิ ท่าทางเธอเปิ่น ๆ เชย ๆ เสียไม่มี"

ผู้อำนวยการผลิตรายการ Britain’s Got Talent ต้องเห็นภาพตรงนี้มาก่อนแล้ว จึงได้พยายามชงเรื่องให้มันเป็นไปตามสคริปต์แป๊ะ ๆ อย่างน้อยก็เริ่มด้วยการจับภาพคนดูที่หัวเราะให้กับสภาพของซูซาน ขณะที่เธอเดินออกมา แล้วก็หักมุม ด้วยการให้พวกนั้นหน้าจ๋อยเอาตอนที่ได้ยินเธอร้องเพลง

ทำไมพวกฝ่ายเสื้อผ้าต้องใช้ชุด ที่จะทำให้เธอดูอ้วนเข้าไปอีก แล้วยังพวกฝ่ายทรงผม ช่างแต่งหน้าอีก ปรับแต่งทรงผมที่หยิกของเธอ ให้ดูต่ำต้อยซ้ำเข้าไปอีก

แล้วทำไม พอตบหัวเสร็จแล้วค่อยมาลูบหลังล่ะ

 

มนุษย์เราชอบที่จะเดินเข้าหามุมโปรดของตัวเอง พอๆกับที่จะทำให้คนอื่นๆกลับเข้ามุมโปรดของใครของมัน

 


ทุบกะลาที่ครอบเราอยู่ นั่นแหล่ะคือ วิธีสร้างแรงกระเพื่อมให้กับชีวิต

คุณทำมันมาบ้างหรือยัง เอาสิ ยังจะรออะไรอยู่

มีใครที่ไหนจะเอาโอกาสมาให้คุณได้ ยกเว้นก็แต่ตัวคุณเอง

 

พยายามกะเทาะเปลือกความลึกลับในชีวิตเข้าไว้
Heather Vale Goss

ฮีทเธอร์ เวล กอสส์