รพร. เชียงของ
เช้าวันหนึ่ง ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ รถพยาบาลพร้อมเปิดเสียงสัญญาณไซเรน ขับเข้ามาและหยุดลงบริเวณด้านหน้าอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ลุงวงศ์ พนักงานเปลวัย 59 ปี ลุกขึ้นเข็นรถเข็นแบบนอนเข้าไปรับผู้ป่วย ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงราวกับว่าผู้ป่วยรายนั้นเป็นญาติของตน
ผู้ป่วยลงจากรถเพียงลำพัง เป็นชาย อายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี รูปร่างสันทัด แลดู
ซีดเซียว ท่าทางอ่อนเพลีย เสียงพูดฟังไม่ชัดคล้ายกับมีปัญหาที่กล่องเสียง จุดเด่นคือ บริเวณคอด้ายซ้ายมีก้อนเนื้อร้ายปิดด้วยผ้าปิดแผลผืนใหญ่ น้ำสีเหลืองๆซึมออกมาตลอดเวลา พี่จิ๋ม ออกจากเคาน์เตอร์พยาบาลเพื่อเข้ามาประเมินอาการอย่างรวดเร็ว ตามที่ได้ฝึกมาอย่างดี“ อ๋อ ลุงเย็นตาโฟ นี่เอง รพศ. เชียงรายเขาส่งตัวมารักษาต่อที่นี่ ” หลังจากที่แพทย์ได้ทำการตรวจอย่างละเอียดแล้ว จึงให้ลุงนอนพักรักษาตัวที่ตึก
ผู้ป่วยในชาย
เซ็นโฟ แซ่จ๋าว หรือ เย็นตาโฟ เป็นชาวเขาเผ่าเย้า มีภรรยาและบุตรอยู่ที่อำเภอพญาเม็งราย จ. เชียงราย มารับจ้างเฝ้าสวนให้กับนายจ้างที่บ้านทุ่งทราย อ. เชียงของ หลายปี ทุกคนที่ รพร.เชียงของ รู้จักลุง เพราะมารับบริการรักษาพยาบาลที่ รพ.
หลายครั้ง และเกือบทุกครั้งเจ้าหน้าที่ที่งานอุบัติเหตุและฉุกเฉินจะช่วยกันเรี่ยไรเงิน
เพื่อช่วยค่ารถและค่ารักษาพยาบาล กรณีที่จะต้องส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่
รพศ. เชียงราย
ช่วงแรก ลุงเย็นตาโฟ ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน ก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หน้าที่ทุกอย่างจึงตกเป็นของพยาบาล เช่น การอาบน้ำ
การปฏิบัติภารกิจส่วนตัว การทำแผลที่มีกลิ่นเหม็นเน่า มีน้ำเหลืองไหลตลอดเวลา บางครั้งซึมเปื้อนหมอน เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน เป็นต้น ตลอดเวลาที่ลุงมาอยู่ที่นี่ เจ้าหน้าที่ทุกคนได้สัมผัสถึงกลิ่นเหม็นเน่าของแผลติดตามเสื้อผ้า เนื้อตัว แต่กลับไม่มีใครรังเกียจ ทุกคนช่วยกันดูแล เปรียบเสมือนลุงเป็นญาติคนหนึ่ง
พี่น้อย แม่ครัวที่รับผิดชอบขึ้นข้าวตึกผู้ป่วยในชาย หลังจากแจกอาหารกลางวันเสร็จได้กล่าวกับเพื่อนร่วมงานเชิงตัดพ้อญาติผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไม่เคยมาดูแลผู้ป่วยเลย เมื่อเข้าไปสอบถามจึงรู้ว่าผู้ป่วยไม่สามารถลุกนั่งเองได้ ตักอาหารกินเองด้วยความลำบาก จึงตัดสินใจป้อนข้าวให้ หลังจากสนทนากันพักใหญ่ ก็ได้ข้อตกลงว่าใครขึ้นข้าวตึกนี้ ก็ต้องช่วยกันดูแล
ทุกมื้ออาหาร ของทุกๆวัน ลุงเย็นตาโฟ จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจาก
แม่ครัว หลังจากแจกอาหารผู้ป่วยคนอื่นๆเสร็จภารกิจสำคัญที่ต้องทำคือการป้อนข้าว เวลาผ่านไปอาการของลุง เริ่มหนักขึ้นทานอาหารได้น้อยลง จึงได้จัดอาหารเสริมให้ โดยช่วงแรก ให้นม สลับกับโอวัลติน แต่ลุงก็ยังไม่ยอมทานอาหาร แน่นอนงานของคนครัวเพิ่มขึ้น จากที่เคยป้อนข้าวให้จะต้องเพิ่มเทคนิคการหลอกล้อเพื่อให้ลุงยอมทานอาหาร
4 คน 4 style ที่ลุงต้องเจอ
รำไพ จะเตรียมอาหารเกือบทุกชนิดที่สามารถทำได้ขึ้นมาด้วยเสมอเพื่อให้ลุง
ได้เลือก เริ่มตั้งแต่อาหารอ่อน ถ้าลุงไม่ปลื้ม เธอมีโจ๊ก สำรอง ถ้ายังไม่ปลื้มอีกเธอมีนม ขนม โอวัลตินให้เลือกอีก ไม่กินก็ให้รู้ไปรำไพตื้อสุดๆ ในที่สุดลุงยอมทานขนมกับนม
กันธิมา จัดอาหารตามคำสั่งแพทย์มา พร้อมด้วยรอยยิ้มและคำทักทาย “เซ็นโฟ กินข้าวนะ เดี๋ยวป้อนให้ ต้องกินนะ ไม่กินข้าวก็ไม่ได้กินยา ไม่กินยาก็ไม่หายนะ”
เธอหลอกล่อเหมือนเด็กแต่แปลก ลุงก็ยอมทานข้าวของเธอทุกครั้งถึงแม้บางครั้ง
ที่เธอลืมชงโอวัลตินเธอก็จะลงมาทำให้เขาอีกรอบ
น้อย มาด้วยน้ำเสียงหวานๆ ใช้คำพูดที่ฟังแล้วชวนหัวเราะ ดึงดูดให้ลุงอมยิ้มตหลังจากป้อนข้าวเสร็จเธอจะต้องถามเขาทุกครั้งว่ามื้อต่อไปยากกินอะไรเอานู้นไหม
เอานี้ไหม ถ้าเขาชอบจะพยักหน้า ถ้าไม่ชอบก็จะส่ายหน้า
สุพรรณี ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้ขึ้นบริการอาหารตึกชายบ่อยนักหลังจากที่ได้ยินจากเพื่อนๆเล่า และเท่าที่เธอได้มาเห็นเองกับตาเธอก็ปฏิบัติกับลุงเหมือนอย่างที่ทุกคนทำ บางครั้งเธอบอกว่าดูเหมือนลุงจะยังไม่อิ่มแต่คงเหนื่อยมากเธอจะเอานม ขนม วางไว้ข้างๆเพื่อให้เขาหยิบกินได้ง่ายขึ้น
ถึงแม้แต่ละคนจะมีวีการดูแลที่แตกต่างกันแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ไม่มีใครรังเกียจ ทุกคนให้การดูแลสัมผัสร่างกายช่วยให้ลุกนั่งและที่สำคัญทุกคนทำเพื่อให้เขาได้รับประทานอาหาร ทุกๆวันจะต้องมีการสนทนาถึงลุงไม่ว่าจะเป็นอาการป่วย
อาหารที่ต้องทำให้ในมื้อถัดไป การส่งงานการฝากดูแลต่อ แต่ก็ไม่วายที่ทุกคนจะถาม
ถึงญาติ แต่ก็ไม่มีแม้เงาของญาติเลย
และแล้ว วันแห่งความเศร้าใจก็เดินทางมาถึงเช้าตรู่ของวันหนึ่ง เซ็นโฟ ก็จาก
ไปอย่างสงบ รำไพคือคนแรกที่ทราบและนำมาบอกต่อทุกคนเศร้าขอให้เขาไปดี
บางคนทำงานมานานการที่ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา แต่กับกรณีของเซ็นโฟ
ทำเอาเขาเกือบร้องให้ด้วยความสงสาร วันนั้นบรรยากาศห้องครัวเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงพูดคุยบรรยากาศว่างเปล่าเสมือนหนึ่งการไว้ทุกข์ กรณีของเซ็นโฟทำให้หลายคนเปลี่ยนทัศนคติ ของการบริการอาหาร ทำไมต้องรีบเก็บถาดเพื่อทำเวลาถึงแม้จะมีงานอีกมากมายที่รอเราอยู่ข้างหน้า แต่สิ่งที่เราได้มากกว่าการให้อาหาร คือการช่วยเหลือผู้ป่วย ถึงแม้ผู้ป่วยบางคนจะมีญาติมาเฝ้าหากถึงเวลาอาหารญาติไม่อยู่ ทุกคนก็พร้อมปฏิบัติฉดุจญาติมิตร ประคองนั่ง ป้อนข้าว รินน้ำให้ บอกผู้ป่วยว่าไม่ต้องลุกเอาถาดมาให้นะ เดี๋ยวจะเดินมาเก็บที่เตียงเอง หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนไข้ที่ไม่ยอมทานอาหาร
เบื่ออาหาร ใช้สารพัดวิธีหลอกล่อให้คนไข้รับประทานอาหาร รางวัลที่ได้จากผู้ป่วยคือรอยยิ้ม คำขอบคุณ ความปิติใจที่เงินไม่สามารถซื้อมาได้