(เผยแพร่ทาง Learners.in.th เมื่อ 16 ธ.ค.2552)


(ภาพประักอบนี้เป็นช่วงที่ผมกับพี่น้องทำบุึญตักบาตรเทโวประจำปี 2552)

สวัสดีครับ พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา สวป.สภ.พาน เชียงราย ขอรายงานตัวครับผม

วันนี้วันพุธแรม 14 ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลู ตรงกับวันที่ 16 ธันวาคม 2552 กลางเดือนของเดือนสุดท้ายในปีนี้ซึ่งเป็นวันพระที่ตอนเช้าเห็นพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยหลายท่านต่างยิ้่มแย้มแจ่มใสเมื่อเดินออกจากวัดที่ไปทำบุญศุลทานกัน เห็นแล้วสดชื่นดีครับที่ญาติๆ ของผมมีจิตใจเบิกบานร่าเริงแจ่มใสด้วยกุศลผลบุญที่ได้ทำมาก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเ้ดี๋ยวนี้คนเราเหินห่างวัดห่างวากันพอสมควร มิืน่าล่ะถึงทำให้บางคน (ย้ำนะครับ "บางคน") ทำอะไรลงไปโดยไม่นึกถึงบา่ปบุญคุณโทษเอาซะเลย นี่ถ้าสังคมเรายังพึ่งวัดพึ่งวาน้อมนำเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตเหมือนแต่ก่อนก็คงจะไม่เป็นเฉกเช่นวันนี้เป็นแน่ แต่คิดว่ายังจะยังไม่สายเกินไปที่เราจะหันกลับไปทำอย่างน้อยก็กึ่งหนึ่งที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายาย พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย พ่อใหญ่แม่ใหญ่ของเราทำมาแต่เก่าก่อน ยิ่้งตอนนี้ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันรณรงค์เรื่องพวกนี้ด้วยแล้วคงจะดีัขึ้นอีกโขเลยผมว่านะ

ในส่วนของตำรวจเราก็เล็งเห็นความสำคัญของศาสนาที่จะให้เจ้าหน้าที่น้อมนำมาปฏิบัติเช่นเดียวกันดังที่โรงพักเมืองพานของผมทำอยู่และเคยนำมารายงานใน Learners.in.th แล้วในเรื่อง "ตำรวจเข้าวัด" จำเป็นนะครับในยุคนี้สมัยนี้ไม่ใช่มองไปเพียงเฉพาะข้างหน้าแต่ลืมหันกลับไป ดูข้างหลังซึ่งมีแต่สิ่งดีๆ ทั้งนั้น ผมคิดว่าสังคมไหนๆ ก็จะมีวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อเป็นของตนเอง สังคมไทยเราก็เช่นเดียวกัน เรามีพุทธศาสนารวมถึงศาสนาอื่นๆ ที่พี่น้องเคารพนับถือเป็นหลักปฏิบัติหากทุกคนไม่ลืมสิ่งดีๆ เหล่านี้และหันกลับไปนำมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตอย่างน้อยที่สุดสักเสี้ยวหนึ่งของปู่ย่าตายายที่ท่านได้ทำมาก็คงจะทำให้สังคมในภาพรวมของไทยเราดีขึ้นอย่างแน่นอนผมเชื่อของผมอย่างนี้                                                                                                                                                                                                                                     
  
และเพื่อเป็นความรู้ความเข้าใจแก่พี่ๆ น้องๆ สมาชิก Learners.in.th ในวันนี้ผมขออนุญาตนำความรู้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเำพณีที่บรรพบุรุษตำรวจไทยของเราได้กระทำมาและสืบต่อมายังตำรวจรุ่นหลังๆ อย่างเช่นพวกเรามาบอกมาเล่าให้ฟังกันนั่นก็คือ "อุดมคติตำรวจ" ตามผมมาเลยครับ


บทอุดมคติของตำรวจที่ปรากฏอยู่นี้เป็นร้อยกรองฉบับเดิมที่นิพนธ์โดยท่านเจ้าคุณศาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดมกุฎกษัตริยาราม ซึ่งในเวลาต่อมาทรงได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก

 
ในขณะนั้นกรมตำรวจมีความประสงค์ที่จะนำบทอุดมคติของตำรวจบทนี้สลักลงในหินอ่อนประตูทางเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แต่ด้วยบทร้อยกรองอุดมคติบทนี้ล้วนแต่มีคติเตือนใจเป็นอย่างยิ่งและสมควรที่ข้าราชการตำรวจทุกท่านจักได้ยึดมั่นไว้เป็นอุดมคติของตนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการให้ก้าวหน้าสืบไป จึงมีคำสั่งที่ 17/2499 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2499 เรื่องบทร้อยกรอง “อุดมคติของตำรวจ” ให้ข้าราชการตำรวจและนักเรียนตำรวจทั้งหลายได้ท่องจดจำ “อุดมคติของตำรวจ” ไว้ให้ขึ้นใจอยู่เสมอและให้กล่าวหลังจากสวดมนต์ไหว้พระแล้วทุกวันเพื่อเป็นการไม่เกิดความสับสนในบทอุดมคติของตำรวจที่มีข้อความคลาดเคลื่อนไปจากของเดิมและเพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้ทราบและยึดมั่นไว้เป็นอุดมคติของตนเพื่อปฏิบัติราชการในแนวทางเดียวกันต่อไป ซึ่งผมเองสมัยที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจนั้นก็ท่องอุดมคตินี้ทุกคืนช่วงสวดมนต์ก่อนนอนเช่นเดียวกัน
  
 
อุดมคติตำรวจนี้สถานีตำรวจภูธรพานได้ยึดและน้อมนำมาเป็นหลักปฏิบัติประจำใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจของเราตลอดเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกเช้าภายหลังเคารพธงชาติเสร็จแล้วหัวหน้าสายตรวจประจำวันนั้นจะนำแถวเจ้าหน้าที่สายตรวจและเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีกล่าวคำปฏิญาณตนและอุดมคติก่อนที่จะมอบหมายภารกิจในการปฏิบัติหน้าที่ผลัดนั้นทุกครั้งดังที่ปรากฎในเว็บไซต์ของผม (http://phanpatrol.spaces.live.com) และ สภ.พาน (http://phancop.spaces.live.com) อยู่เป็นประจำ

 

สวัสดีครับ

*************************

ติดตามการทำงานทั้งหมดของผมได้ที่