มีนักวิชาการหลายท่านได้บรรยายเกี่ยวกับการสอนอย่างไรเด็กจึงอยากเรียน ท่านอาจารย์สุพน ทิมอ่ำ ศึกษานิเทศก์ เชี่ยวชาญ สพท.นบ เขต. ๒ ท่านได้เป็นวิทยากรบรรยายให้กับคณะครูโรงเรียนการกุศลเอกชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ความตอนหนึ่งว่า "ครูเราส่วนมากมักทำตัวเป็นผู้จัดการไปทุกเรื่อง เมื่อเข้าสอนก็จัดการกับเด็ก "เงียบ" ฉันบอกให้เงียบได้ยินไหม? หูแตกหรือไงทำไมไม่ทำตาม เดี๋ยวเถอะ" คำสั่งอย่างนี้เป็นตัวปิดกันความกระตือรือล้นของเด็กที่จะเรียน ครูเราบางคนก็อายที่จะสอนออกนอกกรอบบ้าง เช่น ในกระบวนการสอนอาจจะมีเพลงมีการแสดงออกให้เด็กมีการตื่นตัว มีเกมส์ หรือตอนหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องของเพลงกับการจัดการโทรศัพท์ที่เด็กพกเข้าห้องเรียนแล้วไม่ปิดเครื่องหรือตั้งระบบสั่นไว้ เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น แทนที่ครูจะดุเด็กครูก็สอนเด็กด้วยเพลง "กำลังคิดฮอดพอดี ขอบคุณ ณที่โทรมา ถือสายรอก่อนเด้อจ้ารับช้าก็อย่าน้อยใจ กำลังเรียนอยู่พอดี" อย่างนี้ก็พอที่จะทำให้เด็กอมยิ้มและมีความสุขหรือบางคนพร้อมที่จะปิดเครื่องเพื่อเรียนจริงๆ
ท่านอาจารย์บอกว่า การสอนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องอยากที่จะทำ หากครูเราขยันพัฒนา และเข้าให้ถึงเด็กจริง ๆ ดังพระบรมราชโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประทานไว้ตอนหนึ่งว่า ให้เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ก็สามารถนำมาปรับใช้กับการสอนได้ เพราะถ้าครูเข้าถึงเด็ก ครูก็จะเข้าใจเด็ก และครูก็จะพัฒนาเด็กได้" นี้คือวิทยากรที่ได้ให้หนทางในการสอนอย่างไร เด็กจึงอยากเรียน ถ้าเราทำตามนี้ คำว่า เก่ง ดี มีสุข ก็จะคงไม่ไกลจากเด็กในโรงเรียนของเราใช่หรือไม่ (อันนี้นักบินขอฝากเป็นข้อคิดกับครูเราด้วย)
ครูบางคนไปปิดกั้นความรู้ความสามารถของเด็ก บางทีสอนไม่เข้าใจก็โทษว่าเด็กโง่ ไม่เคยคิดจะกลับมามองตัวเองว่า
ตัวเองมีวิธีการสอนให้เด็กเข้าใจได้หรือไม่ มีวิธีการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ "ครู"ต้องเชื่อว่า"คนเราสามารถพัฒนากันได้" แต่จะด้วยวิธีใหนล่ะ ...........คิดสิ..............