การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยกระบวนการชุมชน

ตามกฎกระทรวงฉบับที่  537 (พ.ศ.2516) ออกตามความใน พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และได้จัดการวางโครงการเป็นป่าสัมปทานไม้สักให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2515 และจัดเป็นป่าสัมปทานไม้กระยาเลยให้กับบริษัทป่าไม้จังหวัด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2516 การอนุญาตให้มาทำไม้ในครั้งนั้นเป็นเหตุทำให้ป่าไม้บริเวณป่าดอยชียงดาวตลอดจนป่าบ้านหัวทุ่งถูกตัดฟัน โค่นล้มและถูกบุกรุกแผ้วถางหนักลงไปมาก ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง

และเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2518 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำหนดให้ป่าเชียงดาวเป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้นหนึ่ง ห้ามมิให้มีการสำรวจคัดเลือกไม้ รวมถึงการอนุญาตใดๆ โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุเนื่องจากป่าของพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศในเขตเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน มีสภาพป่าหลายชนิดหลายประเภท มีความหลากหลายทั้งทางด้านพืชพรรณของป่าอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นป่าต้นน้ำ ดั้งนั้นในปี พ.ศ.2519 กรมป่าไม้จึงได้จัดส่งนักวิชาการป่าไม่เข้าไปสำรวจสภาพป่าและดำเนินการตามลำดับขั้นตอนให้เป็นเขตรักษาพันธุ์ป่าทั้งนี้ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503  (ปัจจุบันได้ปรับปรุงแก้ไขเป็นพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี พ.ศ.2535)จนกระทั่งปี พ.ศ.2521 จึงได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้บริเวณป่าดอยเชียงดาว ซึ่งครอบคลุมบ้านหัวทุ่งด้วย เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยเรียกว่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่”

ระหว่างทางดอยหลวง ที่ “บ้านหัวทุ่ง”
ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าต้นน้ำ  ที่มีดอกไม้สวยหลากสี พืชพันธุ์ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง อาจเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคนที่หวังไว้ว่า สักวันหนึ่งจะมีโอกาสเดินเท้า ปีนป่ายขึ้นไปจุดสูงสุดบนยอดดอย เพื่อสัมผัสกับความสมบูรณ์และความสวยงามของเทือกเขาหินปูนที่สูงเสียดฟ้าแห่งนี้...“ดอยหลวงเชียงดาว”...ทำให้ในแต่ละปีเมื่อเข้าห้วงฤดูหนาว จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่...

ระหว่างเส้นทางมุ่งสู่อุทยานดอยหลวงเชียงดาว คือ ระหว่างทางที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื้น ไอเย็นของอากาศที่สัมผัสปะทะตัว ระหว่างทางที่มีทิวไม้ยืนต้นสูงตระหง่านเรียงราย และเป็นระหว่างทางที่มีชุมชน ผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย หากดอยหลวงเชียงดาวแห่งนี้ คือความสมบูรณ์ของผืนป่าที่มีคุณค่ายิ่งนัก คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชุมชนรอบๆ ดอยหลวงเชียงดาวทั้งบนที่สูงและพื้นราบ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยบริเวณนี้มาหลายชั่วอายุคนนั้นต่างคือส่วนหนึ่งของความอุดมสมบูรณ์เหล่านั้น

บ้านหัวทุ่ง ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในชุมชนที่มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชนเล็กๆ ที่มีผู้คนมีสำนึกรักษ์ป่า ..แต่กว่าจะมีวันนี้ได้นั้น บนเส้นทาง เรื่องราวการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ บ้านหัวทุ่งได้ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ป่าวิกฤติหนักและช่วงเวลาที่ชุมชนระส่ำระส่ายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

...และเรื่องราวของบ้านหัวทุ่งก็เริ่มต้นขึ้นที่บ้านทุ่งละคร  คนลัวะ คนลื้อ คนยองที่เดินทางจากจังหวัดลำพูน อพยพย้ายที่ทำกิน จนกระทั่งเข้ามาบุกเบิกที่ทำกินใหม่ เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยกันบริเวณบ้านทุ่งละคร ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จาก 10 หลังคาเรือนก็ขยับขยายมากขึ้น

จากผืนป่ารก ก็เริ่มมีชุมชนเข้ามาจับจองตั้งบ้านเรือนอาศัย ถางทางทำไร่ทำนา พ่อถวิล ศรีเงิน  รองประธานป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง  ย้อนความหลังให้ฟังว่า “ก่อนเราอยู่กันเป็นหมู่เป็นกลุ่ม ยามหน่อหาหน่อ ยามเห็ดหาเห็ด หน้าฝนทำไร่เลื่อนลอย ทำไร่ ปลูกข้าว หน้าแล้งเลี้ยงวัว ควาย เราเก็บกินจากป่า ไปไร่ไปสวนก็ห่อข้าวไปกิน สภาพป่าเมื่อก่อนป่ามีหมดทุกอย่าง ใครจะล่าสัตว์ก็ล่ากันไป เพราะใบป่ามีสัตว์สมบูรณ์ทั้งสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ไก่ เก้ง ลิง ชะนี และเสือ เราดูแลอยู่กันโดยมีการแบ่งเป็นป๊อกๆ ในการดูแล”

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่ “ป่าสัมปทาน”
“ประมาณสัก
40 ปีได้แล้วที่ชุมชนเราเกิดความเปลี่ยนแปลง มีคนเพิ่มมากขึ้นเพราะเริ่มมีการชักชวนกันเข้ามาอยู่ ทำให้ที่ทำกินลดลง นอกจากนี้ จากที่เราเคยเลี้ยงวัว ควาย ปล่อยกินหญ้ากลางทุ่ง พอราคาวัว ควายสูงขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มขายวัว ขายควายเริ่มมีควายเหล็ก(รถไถ) เข้ามา ประกอบกับมีการประกาศการสัมปทานไม้ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า จากป่าเปลี่ยนเป็นนาไร่ ชาวบ้านหันมาทำไร่ข้าวโพด ทำไร่เลื่อนลอยกันหมด ป่าหมดสภาพ ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็งรัง ไม้เนื้อแข็งถูกตัดทำลาย บริษัทสัมปทานเอารถมาลากไม้ออกไป ทำให้ต้นไม้ใหญ่เริ่มหมด นอกจากไม้จะหมด บริเวณต้นน้ำที่เคยชุ่มชื้นก็แห้งผาก เมื่อต้นน้ำแห้งผาก ก็ส่งผลทำให้บริเวณปลายน้ำก็แย่ไปด้วย เมื่อไม่มีน้ำในการทำกิน การเกษตรก็ย่ำแย่ตาม

...ชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอยอยู่ 3 ปี ก็เริ่มเห็นน้ำแห้ง น้ำที่เราจะเอามาทำไร่ทำสวนตามฤดูกาลก็เริ่มแห้งหาย หมดสภาพ ตอนนั้นเองพ่อหลวงจูได้มีการประกาศให้ชาวบ้านเข้าร่วมประชุม หารือเรื่องการใช้น้ำ เพราะพบว่าน้ำจากต้นน้ำมีชาวบ้านใช้ประโยชน์ไม่ได้กี่หลังคาเรือน ส่งผลทำให้เกิดความเดือดร้อนกันหลายบ้าน

ในเวทีประชุม พ่อหลวงจูได้ประชุมขอร้องให้ชาวบ้านเลิกการบุกรุกทำลายป่า โดยเฉพาะขอให้อย่าไปทำไร่ที่บริเวณป่าต้นน้ำ โดยมีการแจ้งว่าหากมีคนเข้าไปทำก็จะปรับ และผลจากการหารือครั้งนั้นนำมาสู่การจัดตั้งหัวหน้าเหมืองฝาย โดยมีนายเป๊ง ศรีเงินเป็นหัวหน้าเหมืองฝาย คอยดูแลป่าต้นน้ำไม่ให้ใครทำอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่า การดูแลโดยคนๆ เดียวลำบากมาก สุดท้ายก็ยังมีการลักลอบตัดไม้อยู่”

จัดการน้ำโดยชุมชนด้วย “ระบบเหมืองฝาย”
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งการทำสัมปทานไม้ การลักลอบตัดไม้ การทำไร่เลื่อนลอยกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน ผลที่ชัดเจนที่สุดคือ แหล่งน้ำที่ชาวบ้านเคยใช้สอยกินใช้ ทำการเกษตรกลับเหือดแห้ง คนต้นน้ำอาจมีน้ำใช้บ้างเล็กน้อย ขณะที่คนปลายน้ำกลับไม่มีน้ำใช้สอยเลยเพราะน้ำไม่เพียงพอ ปัญหาเช่นนี้ทำให้พ่อหลวงบ้านในสมัยนั้นได้ชวนชาวบ้านร่วมกันประชุมหาทางออก ที่ปลายทางของการจัดประชุมครั้งนั้น ทำให้มีการนำเอาระบบเหมืองฝายซึ่งเป็นระบบการจัดการน้ำดั้งเดิมของชุมชนเข้ามาใช้อย่างเป็นระบบมากขึ้น มีการตั้งหัวหน้าเหมืองฝายขึ้นมารับผิดชอบดูแลป่าต้นน้ำ และคอยปราบการลักลอบตัดทำลายไม้

ศิริวรรณ  รู้ดี  หนึ่งในแกนนำชุมชน “โดยในการทำไร่ ทำนานั้น เราจะมีหัวหน้าหนึ่งคนคอยดูแลรักษาน้ำ รักษาป่า ซึ่งเมื่อก่อนเราใช้ไม้ไผ่ในการกั้นน้ำที่เป็นการตีฝายแบบภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่ประกอบด้วยฝายใหญ่ที่ใช้แบ่งลำน้ำ ปูมสำหรับกันน้ำ และแต เพื่อผันน้ำเข้านาตามขนาด และปริมาณของพื้นที่

ในการตีฝายใหญ่นั้น ชาวบ้านจะมาตีฝายร่วมกัน เมื่อตีฝายใหญ่ได้แล้ว หัวหน้าเหมืองฝายจะทำการวัดความกว้างของฝาย แล้วหารเฉลี่ยตามปูม ตามครัวเรือนที่ใช้น้ำ จากนั้นจึงจะมีการวัดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าที่นา โดยวัดน้ำ ลึก กว้างเท่าไหร่ที่ขึ้นอยู่กับพื้นที่นาที่ทำกิน ว่าเป็นที่ดอน ที่ลุ่ม โดยเอาไม้นิ้ววัดความลึกว่าลึกเท่าไหร่ และความกว้างว่ากว้างเท่าไหร่

สำหรับชาวบ้าน เหมืองฝายเป็นการแบ่งน้ำของทุกคนที่กินน้ำสายเดียวกัน น้ำที่จะไหลให้ทุกคนได้ใช้ ใครน้อย ใครมากก็ว่ากันตามจำเป็น ตามการทำกิน โดยใช้วิธีการวัดน้ำเพื่อที่จะเอาน้ำเข้านาเท่าๆ กัน ด้วยวิธีการแบบนี้ ในระบบเหมืองฝายจึงต้องมีแก่เหมือง แก่ฝายที่จะทำหน้าที่คอยดูแล คอยจัดการ และชาวบ้านที่มีที่นาที่ใช้น้ำก็จะต้องตอบแทน ให้ค่าดูแลแก่แก่เหมือง แก่ฝาย

สมัยก่อนนั้น น้ำมีน้อย พอจะทำนาชาวบ้านก็จะต้องแบ่งน้ำ เราใช้วิธีการแบ่งกันเป็นวัน ดูปริมาณน้ำแต่ละวัน ดังนั้นแก่เหมือง แก่ฝาย ผู้ช่วยต่างก็ต้องมีความยุติธรรม เคารพในกฎระเบียบ ส่วนชาวบ้านเองก็เคารพกัน และเคารพกฎระเบียบร่วมกัน หากมีคนลักน้ำ โดยการเจาะรูหรือตอกแตให้ต่ำลง เพื่อให้น้ำเข้ามากขึ้น ก็จะมีการลงโทษ ว่ากันไปตามกฎระเบียบเหมืองฝาย”

“ผี” และน้ำ
ด้วยระบบจัดการนำดังกล่าว สำหรับชาวบ้านแล้ว พวกเขาจึงต้องเคารพและเชื่อในระเบียบกฎกติการ่วมกัน เพื่อให้เกิดการแบ่งปันใช้สอยน้ำร่วมกัน สิ่งยึดเหนี่ยวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านเคารพในระบบก็คือ ความเชื่อในผี ด้วยเชื่อว่าธรรมชาติมีผีปกปักษ์รักษาดูแล สิงสถิตย์อยู่ ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจึงต้องมีการเลี้ยงผีเพื่อบอกกล่าว ขอขมาผีเหล่านั้น ให้ผีคอยช่วยดูแลฝาย

ในช่วงเดือนเก้าทางเหนือ คือ ช่วงประมาณเดือนมิถุนายนของทุกปี ชาวบ้านจะทำการเก็บรวบรวมเงินเพื่อนำไปเลี้ยงผี โดยในการเลี้ยงผีจะเลี้ยงด้วยหมู ไก่ และเหล้า มีการเก็บเงินไปเลี้ยงผี  ปีละครั้ง เดือนเก้าเหนือ มิถุนายน ในการเลี้ยงหมู เหล้า ไก่ พิธีกรรมนี้ชาวบ้านสืบทอดกันมายาวนาน ซึ่งในการเลี้ยงผีนั้นแต่แต่ละบ้านที่ใช้น้ำร่วมกันจะมารวมกันเลี้ยงผี แต่ต่อมาจึงแยกกันเลี้ยง (“ผี” ที่มีการทำพิธีเลี้ยงผีนั้น จะมีทั้งผีฝาย ผีก็อด ที่จะต้องเลี้ยงด้วยไก่ พิธีบุญน้ำซับก็จะเลี้ยงด้วยไก่เช่นเดียวกัน และเลี้ยงผีขุนน้ำที่จะเป็นการทำบุญ)

จากผีน้ำสู่ “ป่าชุมชน”
จากสภาพน้ำแห้งผาก เพราะชาวบ้านตัดไม้กันเป็นจำนวนมาก ไหนจะการสัมปทานป่าที่ลากไม้ออกจากป่ากันอยู่ทุกวันๆ หากแต่ชาวบ้านก็ไม่ได้นิ่งเฉยดูดายต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้นำชุมชนได้จุดประกายสร้างการร่วมคิด ร่วมหาทางออกโดยการจัดเวทีประชุมชาวบ้านที่เอาปัญหามาถก แลกเปลี่ยนกันจนก่อเกิดการจัดตั้งหัวหน้าเหมืองฝายขึ้นมาดูแลป่าต้นน้ำ และแม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมดูแลการตัดทำลายไม้ได้มากเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดที่จะดูแลป่าของชุมชน ที่อาจกล่าวได้ว่า พ่อหลวงบ้านทุ่งละคร และผู้ช่วยพ่อหลวง คือ ส่วนสำคัญที่จุดประกายพลังความคิดในการรักษ์ป่าแก่ชาวบ้าน

แต่หลังจากสมัยพ่อหลวงจูแล้ว สถานการณ์การดูแลป่าของชุมชนก็เปลี่ยนไป ชาวบ้านบางส่วนมองเห็นความสำคัญของการจัดการป่าชุมชน และมีความต้องการที่จะจัดการป่า จนได้มีการบอกกล่าวแก่ผู้นำชุมชน ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนก็ยังเห็นประโยชน์จากการใช้สอยป่าในแง่รายได้ แง่เศรษฐกิจมากกว่า

เริ่มต้นจาก 40 
ด้วยมุมที่คิดต่างกัน ประกอบกับในเวลาต่อมา เมื่อชุมชนขยายมากขึ้น ผู้คนเพิ่มขึ้น ทำให้การดูแลของผู้นำชุมชน ของหน่วยราชการเองไม่ทั่วถึง ทำให้ในปีพ.ศ.2540 มีการแยกหมู่บ้าน เกิดหมู่บ้านหัวทุ่งที่มีจำนวนครัวเรือนราว 130 ครัวเรือน (ปัจจุบัน 139 ครัวเรือน จำนวนประชากร 452 คน) โดยมีนายติ๊บ ศรีบุญยัง หรือพ่อหลวงติ๊บเป็นผู้ใหญ่บ้าน

หลังจากตั้งหมู่บ้านหัวทุ่ง พ่อหลวงติ๊บได้ทำการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน และประชุมชาวบ้านในเรื่องการจัดการดูแลป่า ในครั้งนั้นมีทั้งชาวบ้านที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยคนที่ไม่เห็นด้วยก็จะมองเรื่องการไม่สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ หากแต่ด้วยความมุ่งมั่นที่มาตลอดของพ่อหลวงติ๊บ ทำให้เกิดชักชวน สร้างแนวร่วมคนทำงานรุ่นแรกได้กว่า  40 ครัวเรือน โดยมี YMCA เข้ามาทำงานให้ความรู้เรื่องการจัดการป่า และความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับป่าไม้แก่ชาวบ้าน รวมทั้งมีหน่วยงานราชการที่ได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องการดูแลทรัพยากรอีกด้วย

พ่อถวิล  ศรีเงิน “เราเริ่มต้นด้วยการประชุมและรับสมัครกรรมการ ที่เริ่มจากไม่มีค่าใช้จ่ายให้ แต่เน้นเอาหัวจิตหัวใจมาสู้ร่วมกัน ตอนนั้นเองมีคน 40 คนเข้ามาร่วม พอได้คน เราก็เริ่มขอความร่วมมือจากเขตสงวนทำการกันแถวเขตแนว 8,000 ไร่ โดยอนุรักษ์ปักป้ายติดกับต้นไม้ แล้วหลังจากที่มีการจัดตั้งปักป้าย ก็มีการประชุมชาวบ้านอีกครั้งเพื่อจัดทำกฎระเบียบ ที่ให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ารับได้หรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่”

กล่าวได้ว่า หลังจากที่ชุมชนได้ริเริ่มมีการดูแลจัดการป่ามาเกือบ 35 ปี นับตั้งแต่สมัยที่มีการสัมปทานป่าจนกระทั่งประกาศยกเลิกสัมปทานและประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาวนั้น รูปธรรมของการจัดการป่าโดยชุมชนยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านพยายามรักษาป่า แต่ก็ไม่สามารถจัดการได้อย่างจริงจังและเห็นผล   

โฉมหน้าสำคัญจึงเกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศจัดตั้งป่าชุมชนของเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนืออย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ.2540 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลรักษา ประกาศขอบเขตพื้นที่และมีกฎระเบียบอย่างเป็นทางการขึ้น จุดดังกล่าวส่งผลทำให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่า ประโยชน์ของการรักษาดูแลทรัพยากร ขณะเดียวกันบทเรียนจากอดีตที่ป่าเสื่อ น้ำเหือดหายนั้นก็ได้กระตุ้นเตือนให้ชาวบ้านหวงแหนและไม่ต้องการที่จะให้เหตุการณ์เช่นกันเกิดขึ้นอีก “ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง” จึงเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนั่นเอง ดังนั้นสำหรับชุมชนแล้วการแยกหมู่บ้านเกิดในปี 2540 จัดตั้งป่าชุมชนก็ในปี 2540 รวมทั้งแกนนำรักษ์ป่ารุ่นแรกก็ยังมี 40 ครัวเรือนอีกด้วย

ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง
สภาพพื้นที่และขอบเขตของการจัดการป่าชุมชนบ้านหัวทุ่งนั้น ครอบคลุมพื้นที่ป่าประมาณ 4,000 กว่าไร่ ที่จัดเป็นพื้นที่ป่าใช้สอย 2,000 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์อีกประมาณ 2,000 ไร่ โดยมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 400 - 800 เมตร

หาแนวร่วม ชักชวนผู้ตัดไม้กลับตัวกลับใจ
ขณะที่การจัดการป่าชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีกฎระเบียบที่ชาวบ้านร่วมกันกำหนด  และร่วมกันออกแบบ ...แต่ในชุมชนเองก็ยังคงมีการลักลอบตัดไม้อยู่ มีทั้งคนเห็นด้วยกันการจัดการป่าและไม่เห็นด้วย และด้วยความคิด มุมมองที่ต่างกันเช่นนี้เอง สำหรับคนที่เห็นด้วยก็พร้อมเข้าเป็นแนวร่วม คอยเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลป่า ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดการป่า ก็ยังคงเลื่อยไม้ขายอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนเช่นนี้ ทำให้ผู้นำชุมชนต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ หาแนวทางที่จะยับยั้งและควบคุมคนที่จะลักลอบตัดไม้  วิธีการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา คือ การหาแนวร่วม ขยายผลกับคนเลื่อยไม้

ประจักษ์ บุญเรือง ประธานป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง  “พ่อหลวงติ๊บ ได้เชิญคนเลื่อยไม้เข้ามาคุยด้วย ก็ขอให้คนเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลป่า ขอให้คนที่เลื่อยไม้เข้ามาเป็นหัวหน้าในการนำกรรมการออกตระเวนป่า เพราะคนเลื่อยไม้จะรู้เส้นทางในป่าหมด เรียกได้ว่า เป็นวิธีการที่จะสร้างความรู้สึกร่วมให้เขา โดยการเอาเขามาเป็นแกนนำในหมู่บ้าน มีบทบาทหน้าที่ มีความสำคัญ พอคนเหล่านี้เขารับหน้าที่ ยอมกลับตัวกลับใจมาร่วมกันจัดการป่า เลิกเลื่อยไม้ และคอยลาดตระเวนตรวจตราป่าให้กับชุมชน ...ที่เราคิดให้ใช้วิธีการเช่นนี้ก็เพราะว่า คณะกรรมการกลุ่มและผู้นำชุมชน เราเชื่อว่าหากยกตำแหน่งให้เขา เขาก็จะภูมิใจ และเกิดความเข้าใจในป่ามากขึ้น และเราก็จะได้แนวร่วมสำคัญที่จะลดการตัดไม้ด้วย

และจากสมาชิกเริ่มแรก 40 ครัวเรือน ก็เราก็ขยายจนครบทุกหลังคาเรือน เราใช้วิธีการหลายแบบ เช่น เวลามีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานเรื่องป่าชุมชน เราก็จะประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องรู้เรื่อง ให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ชาวบ้านจะพากันไปร่วมพิธี ร่วมกิจกรรม ทำแนวกันไฟ เตรียมเส้นทางการศึกษา จาก 40 คน 40 ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น”

พ่อสมพล  ไชยมี ปราชญ์ชุมชนเรื่องสมุนไพร  “สำหรับตัวเรา ใจเราเองเราก็เห็นด้วยกับพ่อหลวง เพราะพ่อหลวงจะเอาข้อมูลมาให้ชาวบ้านรับรู้กันตลอด ว่าถ้าเราอนุรักษ์ป่าแล้วจะเกิดผลดีอะไรบ้าง ข้อมูลทำให้เรารู้ คณะกรรมการหมู่บ้านก็เอากรรมการมาประชุมมาก่อน”

พ่อถวิล  ศรีเงิน  รองประธานป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง “ในการทำงานเอง เราฟังเสียงของชาวบ้านด้วย ทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยยอมรับว่าก่อนหน้านี้ป่าเราก็มีการดูแลอยู่แต่เราไม่มีกฎจริงจัง เรายังเลื่อยไม้ในป่าต้นน้ำได้ จนเห็นผลลัพธ์ชาวบ้านลำบากจากป่าที่เสื่อโทรม จนทำให้เราต้องมาสร้างความเข้าใจกันว่า หากเราพากันไปฟันไม้ในป่า ใครจะโดนจับ ใครจะเดือดร้อน อย่างน้อยถ้าจะเอาก็ขอให้เอาในเขตป่าใช้สอย  เราใช้เวลาพยายามกว่า 2 ปี กว่าจะทำให้คนเข้าใจ แต่ก็เป็นช่วงเวลา 2 ปีที่คุ้มค่า”

ดอกผลจากป่า
การจัดการป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง ได้ขยายผลไปทั่วชุมชน จากคนไม่กี่ชีวิตที่เอาใจมาสู้ร่วมกัน จากการต้องทำงานอย่างหนักในการเฝ้าระวังดูแลป่า และการต้องทำงานขยายผลสร้างความเข้าใจให้คนอื่นๆ ในชุมชนเข้ามาร่วมจัดการป่า และแม้ว่าจะต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการทำความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อให้เห็นประโยชน์ คุณค่าจากป่า แต่ก็นับเป็นช่วงเวลา 2 ปีที่คุ้มค่า เพราะได้สร้างแนวร่วม และขยายผลเกิดสมาชิกกลุ่มจัดการป่าชุมชนบ้านหัวทุ่งทั่วทุกหลังคาเรือน และสำคัญยิ่งความสมบูรณ์ของป่ากลับคืนมา

ประจักษ์  บุญเรือง ประธานป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง “หน้าตา ความสำเร็จของการจัดการป่า เราดูที่น้ำ น้ำที่เคยแห้งขอดในฤดูแล้ง หลังจากเราดูแลป่า น้ำกลับคืนมา เราสังเกตเห็นได้ชัด อีกประการหนึ่งเราได้ออกสำรวจแนวเขตป่าต้นไม้ที่เคยมองดูด้วยระดับสายตากลับโตขึ้นมาต้องแหงนหน้ามอง ต้นเล็กๆ ที่ไม่เคยมีก็กลับมี สัตว์ป่าในอดีต แทบจะไม่เห็นรอยเท้า ปัจจุบันเห็นตัว อย่าง นกเงือกอดีตอยู่หลังเขา ปัจจุบันเห็นนกเงือกเข้ามาอยู่ป่าที่เราดูแล”

บุญศรี   เฟื่องฟู  “ภาพที่ชาวบ้าน พบคือ ตอนนี้ ป่าที่เราฟื้นฟูที่เราทำกันมาตั้งแต่ปี
พ.ศ.
2540 ป่าฟื้นฟูมาก จากเดิมเคยเสื่อมทรามเหลือแต่ไม้เล็กๆ ก็กลายเป็นป่าหนาทึบ มีไม้มีผลมีดอกให้ใช้ประโยชน์ มีระบบการจัดการป่าในเรื่องกฎระเบียบ และยังให้ความรู้กับเยาวชน หน่วยงานราชการที่เข้ามาศึกษาดูงาน”

ทั้งนี้ ชาวบ้านได้รับประโยชน์ คือ  ป่าอุดมสมบูรณ์ทำให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้แหล่งน้ำของชุมชนมีน้ำสมบูรณ์ ชุมชนสามารถมาใช้สอยได้ ทั้งกินใช้และการเกษตร

ขณะเดียวกันป่ายังเป็นแหล่งอาหาร  ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในการเข้าไปหาอาหาร พืชผัก สมุนไพร สัตว์ แมลง โดยอาศัยสิ่งเหล่านี้มาดำรงชีวิตในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำการเกษตร ซึ่งเป็นช่วงที่ขาดรายได้ ดังนั้น ชาวบ้านก็จะลดรายจ่ายในครอบครัว จากการซื้ออาหารในแต่ละวัน โดยการไปหาอาหารจากในป่ามากิน

อาหารจากป่าที่เป็นพืช โดยอาหารจำพวกพืชบางชนิดออกทั้งปี บางชนิดออกตามฤดูกาล ซึ่งจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันและขึ้นเป็นจุดๆ เช่น ผักริมน้ำ ผักในขอนไม้ ผักตามต้นไม้ เป็นต้น อาหารจากป่าที่เป็นสัตว์ เมื่อมีพืชก็จะมีสัตว์ป่า อาทิเช่น แมลง กบ เขียด ซึ่งจะมีอยู่ทั่วไปในป่า บางปีก็มีมากบางปีก็มีน้อย บางฤดูก็มี บางฤดูก็ไม่มีสลับผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละช่วงการเกิดของพวกมันเอง

หรือ การนำไม้มาทำที่อยู่อาศัย ซึ่งใช้ตามสภาพจากไม้ที่เป็นไม้ขอนที่ล้มตายตามธรรมชาติ เช่น ใช้เป็นฟืนใช้ในครัวเรือน ในบางครอบครัวที่ไม่ใช้เตาแก๊ส ใช้ประโยชน์ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีบวชหรืองานศพ เป็นต้น ทำเครื่องประกอบอาชีพ นำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เช่น ไซ แซะ ข้อง สุ่ม ตุ้ม เป็นต้น นอกจากนั้นยังทำอาชีพเสริมให้แก่ชาวบ้านในการสานเข่งใส่ผักกาดและกะหล่ำปลี

และรวมทั้งยังเป็นแหล่งสมุนไพร ชาวบ้านได้ใช้สมุนไพรในป่ามาใช้เป็นยารักษาโรคและดูแลสุขภาพที่ได้จากธรรมชาติ โดยสมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณและวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการเข้าไปศึกษาเรียนรู้ในป่า โดยมีการปลูกฝังจิตสำนึกแก่เด็กและเยาวชนในการรักษาดูแลป่า ขณะเดียวกันก็ปลูกฝังวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีที่ดีงามให้ลูกหลานด้วย