ไดโนเสาร์ "หายไปไหน"
เรื่องเร้นลับเหนือคำอธิบายคราวนี้เป็นรายการของพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี นับเวลาย้อนถอยหลังไปถึง 140ล้านปี ก็คือยุคของสัตว์เลือดเย็นตัวโตเท่าบ้านมีรูปร่างพิลึกกึกกือเหลือเชื่อ สมัยโน้นไม่ว่าจะเป็นในป่าใหญ่ที่ปกคลุมเต็มไปด้วยต้นเฟิร์นยักษ์หรือแถบลุ่มแม่น้ำที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและสาหร่ายยักษ์ ในห้วยหนองคลองบึงก็คงเต็มไปด้วยเจ้าตัวสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ทั้งสิ้น จวบจนกระทั่ง 65 ล้านปีมานี่เอง พวกไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆ กันก็หายสาปสูญสิ้นพันธุ์ไปหมด เล่นเอาพวกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างพากันงงงันไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครสามารถจะตอบคำถามได้เลยว่า…เหตุไฉนทำไมไดโนเสาร์จึงสูญพันธุ์ ?
ทฤษฎีน้ำล้นออกจากมหาสมุทรอาร์คติก
ทฤษฎีสุดท้ายนี้ได้รับความนิยมไม่น้อย เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับน้ำในมหาสมุทรอาร์กติก นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในทฤษฎีนี้ได้รับอธิบายสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เอาไว้ว่า ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ น้ำบริเวณผิวหน้าของมหาสมุทรจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำที่เย็นเฉียบ ไม่ได้อุ่นเหมือนกับที่เราเคยสัมผัสกันมา ขณะนั้นเองพื้นโลกในยุคเมโสโศอิกจะเกิดการเอียงตัว ส่งผลให้มหาสมุทรอาร์กติกถูกตัดขาดออกจากบริเวณอื่น ๆ ทำให้เกิดน้ำกร่อยและน้ำจืดขึ้น ในบริเวณดังกล่าว ความหนาวเย็นของน้ำในมหาสมุทรอาร์กติกเมื่อไหลเข้ามาผสมน้ำอุ่นจากมหา สมุทรแอตแลนติกทำให้เกิดชั้นน้ำแข็งลอยอยู่บนน้ำทะเลที่มีน้ำหนักมากกว่าเหตุการดังกล่าวทำให้ อุณหภูมิของโลกต่ำลงถึง 10 องศาเซลเซียส หากว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจะส่งผลให้ เกิดความหนาวเหน็บแพร่กระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งบนโลกนี้ ทำให้พืชพรรณธัญญาหารได้ รับความเสียหายอย่างหนัก
ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่มีการอ้างอิงและพูดถึงกันมากทฤษฎีหนึ่ง เมื่อย้อนกลับไปศึกษาถึงช่วงเวลา ที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่นั้น เราพบว่ามันปรากฎกายอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จนถึงยุคเครตาเชอุสตอนปลาย หลังจากนั้นก็ไร้ร่องรอยไปเฉย ๆ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้สันนิษฐานข้อมูลเอาไว้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าใน ยุคเครตาเชอุสตอนปลายนั้น อาจมีลูกอุกกาบาต ที่มีความกว้างถึง 3 เมตร จำนวนมากพุ่งเข้ามาชนโลกของเรา ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดหมอกควันหนาทึบบดบัง แสงอาทิตย์ที่ส่องให้ความอบอุ่นแก่โลกเป็นเวลานาน สัตว์เลือดเย็นอย่างไดโนเสาร์ไม่สามารถที่จะปรับอุณหภูมิของตนเอง ให้อบอุ่น ได้เหมือนสัตว์เลือดอุ่น จึงพากันล้มตายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
บันได เด็คแคน ( Deccan Traps ) เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อ 500.000 ปีก่อน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ไม่เหมือนกับการระเบิดทั่ว ๆ ไปของภูเขาไฟเพราะการไหลของลาวาที่ เกิดจากหินบะซอลต์ที่ค่อนข้างแผ่งเบานี้ เกิดขึ้นจากการที่ทวีปขนาดเล็กอย่างอินเดียพุ่งเข้าชน กับ ทวีปเอเชีย ทั้งนี้เพราะอินเดียจะเคลื่อนที่ผ่านแนวดิ่ง ตากอส อาร์ตี เปลาโก เหตุที่เป็นเช่น นั้นเพราะลาวาของหินบะซอลต์จะจับก๊าซไว้ในตัวมันในปริมาณที่ต่ำมาก ดังนั้นเมื่อภูเขาไฟปลด ปล่อยลาวาจำนวนมหาศาลออกมา มันจึงไม่เกิดความรุนแรงมากเหมือนลาวาของหินชนิดอื่น ๆ ปริมาณลาวาของหินบะซอลต์จะไหลออกมาอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ จึงทำให้เกิดบันไดหรือธาร ที่สวยงามตามธรรมชาติขึ้น โดยปกติแล้ว แนวดิ่งจะอยู่ใต้ทวีปต่าง ๆ บนโลกใบนี้ ดังนั้น จึงมีโอกาสที่มันจะส่งผลให้เกิดการระเบิดของลาวาขึ้นได้ แต่ก็ไม่บ่อยนัก ภายหลังจากการ ระเบิดสิ้นสุดลงจะทำให้เกิดปล่องภูเขาไฟขึ้น ซึ่งบริเวณร่องและขอบของปล่องภูเขาไฟจะเต็ม ไปด้วยหินบะซอลต์ ซิ่งทฤษฎีบันไดเด็คแคนนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัตว์ขนาดใหญ่อย่างไดโนเสาร์สูญพันธ์ไปได้


พอดีว่าอยากรู้ว่าทำไมในโลกยุคปัจบันถึงไม่มีไดโนเสาร์แต่ตอนนี่รู้แล้วครับขอบคุณครับ