วันพ่อปีนี้ได้หยุดงานติดต่อกัน ๓ วัน จึงมีเวลาไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด จังหวัดนครนายก พ่อของดิฉันเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีน ลูกๆ เรียกพ่อว่า “เตี่ย” เรียกปู่ว่า “ก๋ง” สัดส่วนความเป็นจีนของครอบครัวเราคงน้อย เพราะไม่เคยได้ยินใครพูดภาษาจีนเลย เตี่ยเสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๒ ปี ในปี ๒๕๓๒ ถ้าตอนนี้เตี่ยยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุ ๑๐๒ ปี น้องสาวของเตี่ยที่ถัดกันยังมีชีวิตอยู่ ปีนี้ก็อายุ ๙๘ ปีแล้ว
เมื่อถึงวันพ่อ เราก็คิดถึงเตี่ย พี่ๆ น้องๆ เลยไปเจอกันที่บ้านของแม่ ดิฉันเดินทางไปกับลูกสาว ลูกเขย และแม่ของลูกเขย เราออกเดินทางจากกรุงเทพเมื่อเวลาเลยเที่ยงไปแล้ว การเดินทางสะดวก รถไม่ติด ถึงที่บ้านที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี ประมาณบ่ายสองกว่า
ตอนไปถึงแม่นั่งอยู่กับลูกสาวคนโต (อายุ ๗๗ ปี) และลูกสาวคนรอง วันนี้แม่ดูแข็งแรงและแจ่มใสมาก (แม่อายุ ๙๖ ปี) แม่ของลูกเขยจึงหลงคิดว่าลูกสาวคนรองของแม่เป็นแม่เสียเอง เอาของฝากไปมอบให้เสียดิบดี พวกเราจึงขำกันใหญ่ว่าลูกสาวดูแก่กว่าแม่เสียอีก
บ่ายวันนี้อากาศไม่ร้อนมาก แต่ยังมีแดด เราจึงนั่งคุยกันอยู่ในบ้าน พร้อมกับเอาข้าวเหนียวกับไก่ทอดที่เราซื้อเป็นเสบียงออกมาแบ่งกันกิน เป็นอาหารมื้อกลางวันเหมือนทุกครั้งที่เรามาเยี่ยมแม่ เราคุยกันถึงเตี่ยว่ามีบุญที่เสียชีวิตแบบไม่ทุกข์ทรมาน เตี่ยมีโรคหอบที่เกิดขึ้นตอนอายุมากแล้ว แต่ไม่รุนแรง ได้ยาขยายหลอดลมเพียงวันละ ๑ เม็ด เตี่ยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยมาก เท่าที่จำได้คือคราวที่ประสบอุบัติเหตุ รถที่นั่งกลับจากกรุงเทพคว่ำตกถนนเลียบคลองรังสิต (ไม่ตกคลอง) และอีกครั้งเมื่อตอนที่มีเลือดออกในทางเดินอาหาร
ก่อนหน้าที่เตี่ยจะเสียชีวิต เตี่ยพาแม่เดินทางไปกรุงเทพบอกว่าจะมาเยี่ยมลูกหลานทุกคน ช่วงที่พักอยู่ที่บ้านของพี่สาวแถวงามวงศ์วาน เตี่ยบ่นว่ารู้สึกแน่นๆ ท้อง เราจึงกระตุ้นให้เตี่ยเดินออกกำลังในบริเวณบ้านเพราะคิดว่าท้องอืด กลับจากกรุงเทพได้ประมาณ ๑๐ วันเตี่ยก็เสียชีวิต
วันนั้นเตี่ยตื่นนอนแต่เช้าตามปกติ ล้างหน้าล้างตาแล้วคุยกับหลานสาวที่กำลังจะไปโรงเรียน แล้วอยู่ๆ ก็ล้มลงเสียชีวิต ดิฉันจึงคิดว่าเตี่ยน่าจะมีปัญหาเรื่องหัวใจ แม่ยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี เล่าให้เราฟังได้เหมือนเดิมทุกครั้ง ดิฉันนึกเสียดายที่ได้อยู่กับพ่อแม่น้อยไปหน่อย เพราะไปเรียนหนังสือและทำงานอยู่ไกลบ้าน
คุยเรื่องความหลังกันจบก็ได้เวลาแดดร่มลมตก เราก็ออกเดินสำรวจสวน มะเฟืองหวานต้นที่อยู่ข้างบ้านยังมีลูกหลงเหลือให้ได้ชิม ตอนนี้มะเฟืองลูกไม่ใหญ่นัก แต่รสชาติหวานดีเช่นเดิม เราตั้งใจว่ามาครั้งนี้จะเก็บมะพร้าวอ่อนกลับกรุงเทพด้วย แต่เลือกมาชิมหลายลูกก็ไม่ได้มะพร้าวที่อ่อนกำลังดี มีแต่แก่ไปกับอ่อนไป (ยังไม่มีเนื้อ) น้ำมะพร้าวก็ยังไม่หวาน เราคงมาเร็วไป ต่างจากปีก่อนที่มาช่วงปีใหม่ที่มะพร้าวอ่อนกำลังกิน (อ่านที่นี่)
ซ้าย-มะเฟืองหวานต้นข้างบ้าน ขวา-มะพร้าวที่ยังอ่อนเกินไป
กล้วยน้ำว้าลูกไม่งามเหมือนตอนหน้าฝน มะม่วงเขียวเสวยบางต้นออกช่อให้เห็น ส่วนต้นมะปรางที่พี่สาวลองเอามาปลูกตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ค่อยโตขึ้นเท่าไหร่
ซ้าย-ต้นมะม่วงที่ออกช่อประปราย ขวา-ต้นมะปราง
ท้องนาข้างๆ สวน ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว แต่ข้าวเริ่มล้มแล้ว อีกไม่นานคงจะได้เวลาเกี่ยวข้าวกัน
นาข้าว
ดอกไม้ริมทาง
ช่วงนี้ตามบ่อและในคลองมีปลาเยอะ แต่วันนี้เขาไม่ทำบาปกัน เราเลยได้ชิมแต่ปลาทอดมันที่น้องสาวทำเอาไว้ล่วงหน้า ไปแวะเยี่ยมบ้านไหนเขาก็ให้ปลาเค็มกลับไปกรุงเทพ มีทั้งที่ทำจากปลาช่อน ปลาชะโด ปลาสลิด
พอตกเย็นประมาณ ๑๗ น. กว่า แม่ก็เร่งให้เดินทางกลับกรุงเทพ เพราะกลัวจะมืดค่ำ ลูกอายุมากแค่ไหน แม่ก็ยังห่วงไม่หาย วันไหนที่เราจะไปเยี่ยมแม่จึงห้ามไม่ให้ใครบอกให้รู้ ไม่อย่างนั้นแม่จะคอยชะเง้อดูทาง (ถนน)ไม่วางตา คอยห่วงว่ามากันถึงไหนแล้ว เรามีลูกของตัวเองเมื่อไหร่จึงจะเข้าใจความรักและความห่วงใยของพ่อแม่
วัลลา ตันตโยทัย
๙ ธันวาคม ๒๕๕๒
วัลลา ตันตโยทัย
อาจารย์ตั้งชื่อหัวข้อเรื่องได้ดีมาก "เยี่ยมแม่ในวันพ่อ" คำสั้นๆ แต่ชัดเจน
อ่านแล้วทำให้รับรู้ความห่วงใยของ "แม่" ที่มีต่อ "ลูก" ได้มากขึ้นครับ
อ่านแล้วชวนให้คิดถึงพ่อที่จากไปด้วยวัยเพียง 58 ปี (เส้นเลือดในสมองแตก)แบบปัจจุบันทันด่วน แต่ระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ได้พยายามกลับไปอยู่กับท่านทุกครั้งที่มีวันหยุด
บ้านคุณแม่ของอาจารย์บรรยากาศร่มรื่น อากาศดี ห่างไกลมลพิษ ทุกคนจึงมีอายุยืนยาว