KM ทำแล้วดีอย่างไร
KM (Knowledge Management) ทำแล้วดี? หรือเป็นการเพิ่มภาระงานให้มากขึ้น สิ่งนี้ก็ขึ้นกับว่าคนทำ KM ทำด้วยความสมัครใจ? หรือไม่ถูกบังคับ? หรือควบคุมสั่งการ? ซึ่งการทำ KM หรือ การจัดการความรู้ ที่แท้จริงนั้น ก็ขึ้นกับบริบท ขององค์กร และการเลือกเครื่องไม้เครื่องมือ ให้เข้ากับกิจกรรมขององค์กร เพราะ KM เป็นเรื่องของการบริหารจัดการองค์ความรู้ เช่น การใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา (Dialogue) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นำมาจัดการความรู้ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือเกิดจากการถ่ายทอดความรู้ แต่ไม่ว่าความรู้นั้นจะกำเนิดมาจากที่ใด เมื่อนำมา “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน” สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น
- ทำ KM แล้วเราจะพัฒนาตัวเอง ทำให้คิดขั้นตอนการทำงานที่เคยทำอยู่เป็นประจำ แล้วถ้าเรามองคนอื่นที่ทำงานแบบเดียวกับเราว่าเขาทำงานนั้นๆอย่างไร เราอาจจะได้อะไรมากขึ้น หรือถ้ามีบางขั้นตอนที่เราทำแล้วได้ผลดีกว่า เราอาจจะเสนอแนะแลกเปลี่ยนกันได้ ก็จะทำให้เราได้วิธีการในการทำงานนั้นๆที่ดียิ่งๆขึ้น สิ่งที่เรารู้ก็จะได้ถ่ายทอดไปให้คนอื่นที่จะทำงานอย่างเดียวกันได้ด้วย
- เราสามารถนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานของเรามีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรของเราบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization )
- การใช้ระบบผู้เชี่ยวชาญ ในการสังเคราะห์องค์ความรู้จากการปฏิบัติงาน เช่น ทำ Job Module อันนี้เห็นชัดเจน หากองค์กรเราทำไว้จะดีมาก เพราะหากคนเก่ง ออกจากองค์กรไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งรอยความรู้ ไว้ให้ใช้การต่อได้
เราสามารถทำ KM ได้ตลอดเวลา ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เมื่อเราทำไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นประโยชน์ของการทำ KM และจะค่อยๆเข้าใจมากขึ้นว่า KM คืออะไร ทำแล้วดียังไง
แล้วเราจะทำ KM ให้ยั่งยืนได้อย่างไร?
สิ่งสำคัญที่สุด ก็ต้องเริ่มจากตัวเรา หน่วยงานของเรา สร้างรูปแบบการทำงานแบบไม่ควบคุมสั่งการ แต่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร และเกิดความรักองค์กร หน่วยงานของเราก็ได้ประโยชน์ แต่ตอนแรกก็ต้องอดทนต่อบรรยากาศแวดล้อมของการเริ่มเปลี่ยนแปลงที่อาจจะไม่เอื้ออำนวย
แต่ถ้าเราไม่อยู่ในฐานะที่จะเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ขององค์กรได้ เราก็เปลี่ยนที่ตัวเราเองก่อน เปลี่ยนในหน่วยงานที่เรารับผิดชอบก่อน ต่อเมื่อมีโอกาส จึงค่อยร่วมกับภาคีแนวร่วมดำเนินการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ ซึ่งเราควรเน้นที่ Tacit Knowledge นั่นคือ ความรู้ที่อยู่กับตัวบุคคล ในสมองของแต่ละคน มาจากประสบการณ์โดยตรงของคนๆนั้น และเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยยกระดับ Tacit Knowledge ผ่านการปฏิบัติงานจริง ๆ สิ่งสำคัญคือ“ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่หวังหาเสียง หรือหาผลประโยชน์ใด ๆ”
KM มมส ปีการศึกษา 2552
คณะกรรมการดำเนินงานการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน KM โดยจะเน้นการสร้างเครือข่ายภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้เข้มแข็ง ซึ่งศูนย์พัฒนาและประกันคุณภาพจะเป็นฝ่ายสนับสนุนงบประมาณ โดยคณะและหน่วยงานที่มีปัญหาที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ช่วยเหลือ ก็ต้องเขียนเค้าโครงมาเสนอยังศูนย์ฯ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของคณะกรรมการฯ ในแต่ละปี ซึ่งปีนี้จะเน้นเรื่อง “การจัดการความรู้ในการพัฒนาสมรรถนะ ”
สิ่งแรกที่ต้องทำในการพัฒนาสมรรถนะ คือ การค้นหาสมรรถนะหลัก และสมรรถนะประจำกลุ่มงานของบุคลากรในแต่ละตำแหน่งที่สอดคล้องกับภารกิจ ลักษณะงาน และความจำเป็นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านแบบสำรวจ ที่ใช้ชื่อว่า “สมรรถนะของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม”
“มมส จะมุ่งสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ ถ้าพวกเราร่วมมือร่วมใจกัน”
บันทึกนี้รวบรวมมาจากการอ่านบ้าง คิดบ้าง ศึกษาบันทึกต่างๆจากผู้รู้ในgotoknow บ้าง เช่น จากอาจาย์หมอ วิจารณ์ พานิชเพื่อจัดพิมพ์ในคอลัมน์KM ในวารสารQA ศูนย์ฯ ประจำเดือนธันวาคมคะ
โดย
น้ำหนึ่ง
3 ธ.ค. 52
แถมด้วยดอกไม้ครับ...อิอิ
สวัสดีคะอาจารย์
* ขอบคุณมากคะ
* อาจารย์สบายดีนะคะ ช่วงนี้อากาศหนาวแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
รักและเคารพ
ดีจ้าหนึ่ง
ไม่ได้มาเรียนรู้ KM กับน้องหนึ่งนานแล้วเนอะ
ขอบคุณที่ได้เรียนรู้ร่วมกันอีก...
สิ่งที่ดีๆอยู่ในตัวเรานะจ้ะหนึ่ง การเรียนรู้นั้นไม่ยากเลย ถ้าเรียนรู้มัน
ทุกอย่างไม่จีรัง การเรียนรู้ก็เช่นกัน..เปลี่ยนแปลงได้ เพราะความรู้พัฒนาได้ตลอดเวลา