When we know how we want to die, we know how we want to live

                ประโยคเด็ดประโยคหนึ่งจากหนังและหนังสือชื่อดังเรื่อง Tuesdays with Morrie ฉันเห็นด้วยกับประโยคนี้แบบเต็มหัวใจ

            หนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie เขียนขึ้นจากเรื่องจริง เริ่มตีพิมพ์ในปี 1997 เป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีจากการจัดอันดับของ the USA Today’s Best Sellers List เป็นระยะเวลา 6 ปี และได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี 1999

            หนังสือเรื่องนี้ มีสองตัวละครหลักคือ Morrie Schwartz ซึ่งเป็นอาจารย์สาขาสังคมวิทยาในมหาวิทยาลัย Brandeis กับลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาที่ชื่อ Mitch Albom หนังสือจะบอกเล่าถึงบทเรียนชีวิตต่างๆที่ Mitch ได้เรียนรู้จากอาจารย์ของเขาซึ่งกำลังป่วยเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS – หรือเรียกอีกชื่อว่า Lou Gehrig’s Disease) ซึ่งโรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยค่อยๆเป็นอัมพาตขึ้นมาเรื่อยๆจากขาไล่มาแขนจนถึงกระบังลม ทำให้การหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด

            Morrie เกิดในครอบครัวที่ยากจน มีน้องชายหนึ่งคน ทั้งสองอาศัยอยู่กับพ่อซึ่งไม่ค่อยเอาใจใส่เลี้ยงดู ขณะที่เขาอายุได้แปดขวบ เขาได้รับโทรเลขข่าวร้ายเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่ เนื่องจากเขาเป็นคนเดียวในครอบครัวที่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ ทำให้เขาต้องเป็นคนทำหน้าที่บอกข่าวร้ายนี้กับครอบครัว พ่อของเขาซึ่งแต่งงานใหม่และต้องการให้น้องชายของ Morrie เข้าใจว่าแม่เลี้ยงคือแม่ที่แท้จริง จึงได้ขอให้ Morrie ปกปิดการตายของแม่เขาไม่ให้น้องรู้ การกระทำของพ่อได้สร้างความกดดันทางอารมณ์ให้กับเด็กอายุแปดขวบอย่างรุนแรง Morrie ได้เก็บรักษาโทรเลขซึ่งเสมือนเป็นหลักฐานการเสียชีวิตของแม่เอาไว้ตลอดเวลา

                Mitch ตัวละครหลักอีกคน เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของ Morrie ขณะที่เขาทำงานเป็นอาจารย์ในสาขาสังคมวิทยา Mitch จบการศึกษาในฤดูใบไม้ผลิปี 1979

สิบหกปีหลักจากจบการศึกษาไป Mitch รู้สึกสับสนกับการดำเนินชีวิตของตัวเองเป็นอย่างมาก เขาทิ้งความฝันที่ต้องการเป็นนักเปียโน ไปประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์ใน Detroit ซึ่งมีรายได้มากกว่า เขาได้เห็นอาจารย์ของเขาโดยบังเอิญในรายการโทรทัศน์ซึ่งขณะนั้นเริ่มป่วยเป็นโรค ALS แล้ว เขาจึงได้กลับไปหาอาจารย์ที่บ้านที่ West Newton, Massachusetts อีกครั้ง แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ต้องไปทำรายงานข่าวเกี่ยวกับการแข่งขันเทนนิส Wimbledon ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งที่นั่นเองทำให้เขามีเวลาคิดเกี่ยวกับเรื่องราวของ Morrie และได้เริ่มเข้าใจชีวิตของตัวเอง หลังจากกลับจากประเทศอังกฤษเขาได้เดินทางไปพบ Morrie ที่บ้านทุกวันอังคารเพื่อเรียนรู้บทเรียนชีวิตที่ Morrie ได้ถ่ายทอดให้

            บทเรียนชีวิตที่ได้รับจาก Morrie มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Mitch ตัดสินใจที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพี่ชายของเขาซึ่งได้แยกไปอาศัยที่สเปนและกำลังป่วยเป็นโรงมะเร็ง

                หลังจากได้ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตอันมีค่าสิบสี่บท Morrie ก็สิ้นลมหายใจ

 

            ฉันเองยอมรับว่าสนใจงานด้าน Palliative care มากขึ้นหลังจากได้อ่านหนังสือและดูหนังเรื่องนี้

ยิ่งเมื่อได้มีประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้มากขึ้นก็เห็นด้วยว่าเป็นความจริง เพียงแต่เราอาจจะไม่ต้องรอจนถึงวันที่เรารู้ว่าจะตายอย่างไรแล้วค่อยทำอย่าง Morrie แต่ทุกๆคนมีสิทธิ์ที่จะเริ่มใช้ชีวิตอย่างมีความหมายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

 “When we know how we want to die, we know how we want to live” ฉันแอบเติมคำว่า “want” ให้กับประโยคนี้เพราะคิดว่าแม้เราจะเลือกสาเหตุการตายหรือโรคที่จะต้องตายไม่ได้ แต่เราเลือกเส้นทางการตายได้ ว่าจะตายอย่างเสียดายชีวิตที่ผ่านมา หรือตายอย่างเป็นสุขว่าได้ทำสิ่งที่อยากทำเพียงพอแล้ว

 

            Pamela เป็นคนไข้ชาวตรินิแดดที่ฉันได้เจอตอนที่มาเรียนต่อด้าน Palliative care ที่โทรอนโต Pamela อายุเพียง 40 ต้นๆ ยังไม่เคยแต่งงาน วันที่เจอ Pamela ครั้งแรกฉันแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือผู้ป่วยที่เพิ่งได้อ่านประวัติไป ตามประวัติบอกว่า Pamela เป็นมะเร็งรังไข่กระจายไปท่อไตและลำไส้ใหญ่ ทำให้มีทั้งถุง Colostomy ติดอยู่ที่หน้าท้องและ ท่อ Nephrostomy ติดอยู่ที่หลังด้านขวา นอกจากนั้นอาการปวดบริเวณรูทวารหนักยังเล่นงานเธอซะจนนั่งไม่ได้และต้องได้ยา Morphine ระงับปวดมากถึง 240 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับยาอื่นๆอีกมากมาย แต่ Pamela ที่เราได้เจอกลับมีสีหน้ายิ้มแย้ม ดูยอมรับกับภาวะที่เป็นได้ดี พูดคุยกับหมอเหมือนไม่ได้พูดถึงร่างกายของตัวเอง  ฉันประทับใจกับความเข้มแข็งของ Pamela มาก แม้นั่นจะเป็นครั้งเดียวที่ได้พูดคุยกับเธอ

            Pamela มีพี่สาวเป็นพยาบาล 2 คน ที่ช่วยกันผลัดเวรดูแลเธอที่บ้าน ทั้งฉีดยาแก้ปวด ทำแผล เช็ดตัว ซึ่งเป็นคำขอร้องของ Pamela ที่มีต่อพี่สาว และพี่สาวตั้งใจทำให้ด้วยความเต็มใจ คนในครอบครัวนี้รักกันเหนียวแน่นมากซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันคิดว่าทำให้ Pamela ยอมรับความตายได้อย่างสงบและน่าทึ่ง ตอนที่ฉันถามพี่สาวของ Pamela ว่ามีโอกาสได้พักผ่อนบ้างไหม เธอตอบว่า ไม่มีคำว่าพักผ่อนในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงเดียวที่จะได้ใช้เวลาทำเพื่อน้องสาวมากที่สุด

           

            1 สัปดาห์หลังจากนั้น เธออาการทรุดลงอย่างมากเมื่อฉันได้ไปเยี่ยมเธออีกครั้งนั้น เธอไม่สามารถพูดคุยตอบโต้ได้แล้ว  แต่สีหน้าของ Pamela กลับดูยิ้มแย้ม สดใส ไม่เหมือนคนไข้ Last hours ที่เคยได้ดูแลมา พี่สาวของ Pamela บอกว่า Pamela กำลังใช้ตัวเธอเองเป็นครูสอนให้ทุกคนรู้ว่าความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดและจะตายอย่างมีความหมายได้อย่างไร ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามาเกิดขึ้นกับตัวเองในวันหนึ่ง ฉันยังไม่มั่นใจว่าจะยอมรับสภาพได้มากแค่ไหน แม้จะเห็นและดูแลคนไข้ด้านนี้มาพอสมควรก็ตาม

 

                ฉันถามว่าอะไรทำให้ Pamela เข้มแข็งได้อย่างนี้ พี่สาวของ Pamela จึงวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะ Pamela เป็นคนที่มีทัศนคติต่อชีวิตดี คิดในทางบวกเสมอ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบๆตัว และทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ในการใช้ชีวิตที่ผ่านมา พ่อและแม่ของเราเลี้ยงดูพวกเรามาอย่างดี ซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้พวกเรารักและสนิทกันมาก แม้ท่านทั้งสองจะจากไปแล้ว แต่ความรักและความอบอุ่นในครอบครัวของเราไม่เคยหายไป”ฉันคิดว่าอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Pamela มีความสุขในช่วงสุดท้ายก็เพราะรู้ว่าคนที่รักในครอบครัวทุกคนมาอยู่รายล้อม และ ช่วยดูแลเธออย่างดีที่สุด แม้พี่สาวจะไม่ได้มาอยู่ข้างเตียงตลอด 24 ชั่วโมงแต่การเดินไปเดินมาในบ้าน พูดคุยกันด้วยเสียงที่ผู้ป่วยคุ้นเคยก็ทำให้ผู้ป่วยอุ่นใจได้มาก

                แม้เรื่องของ Morrie และ Pamela จะมีจุดเริ่มเรื่องที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงสำหรับชีวิตวัยเด็ก และการเลี้ยงดูจากครอบครัว แต่ทั้งสองคนเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและตายอย่างมีความสุขไม่ต่างกัน เรื่องของ Morrie และ Pamela ทำให้ฉันมาคิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองแล้วก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อเราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มีความสุขที่สุดอย่างที่ต้องการ เมื่อถึงเวลาตายก็ทำให้เรายอมรับได้ตามความเป็นจริง และเรานั่นเองที่เป็นผู้เลือกว่าจะมีชีวิตแบบไหน