ปกหน้า
นี่ไม่ใช่บทส่งท้าย แต่เป็นบทเริ่มต้นของการเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็ง แม้ว่าจะเป็นบทท้ายของหนังสือเล่มนี้ก็ตาม เพราะเรื่องราวที่ได้เดินทางมาและได้เล่าสู่กันฟังในบทที่ผ่านมาเป็นเพียงการเริ่มต้นของการเดินทาง ในการตามหาความหมายของชีวิตครอบครัวเท่านั้น แน่นอนคำตอบของชีวิตที่แท้จริงของหลายคนย่อมอยู่ที่ครอบครัว ดังคำกล่าวที่ว่า “ครอบครัวคือหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุด” แต่ในวิถีทางการดำรงตนในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ก็ยังมิได้แสดงให้เห็นถึงการมุ่งสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง ยังมุ่งที่จะสร้างความมั่งคั่งทางครอบครัวโดยหวังว่าเมื่อครอบครัวมั่งคั่งแล้วความมั่นคงเข้มแข็งก็จะตามมาเอง หลายๆ ครอบครัวจึงดิ้นรนไขว่คว้า ตามล่าหาขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า บ้างก็ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว บ้างต้องละถิ่นฐานบ้านช่องไปทำงานต่างถิ่น หลายๆ ครั้งที่เราจัดกระบวนการเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็ง เราจึงเห็นแต่กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กๆ ในขณะที่พ่อแม่วัยทำงานก็ยังบ้าคลั่งทำงานเป็นหลักอยู่ แน่นอนครับว่าเงินก็สำคัญแต่ก็ไม่ใช่ที่สุด และไม่น่าจะใช่คำตอบของความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์เราต้องการ
การทบทวนหลักคิดของครอบครัวและการตั้งเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงของครอบครัว จึงยังเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง เพราะเราเชื่อว่า “เป้าหมายกำหนดชีวิต” และความคิดกำหนดวิถีปฏิบัติ ดังคำกล่าวที่ว่า “เพียงแค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนไป” มีหลายคนมีความคิดปิ๊งแว๊บเข้ามาแล้วสามารถเปลี่ยนตัวเองให้ยิ่งใหญ่ได้ มีหลายคนเพียงแค่ปรับความคิดมุมมองของชีวิตก็สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้
เช่นกันงานครอบครัวเข้มแข็งที่ผ่านมา มีเรื่องราวดีดี กิจกรรมดีดีเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย สร้างความปิติให้หลายคน แต่อีกหลายๆ คน มองเห็น รับรู้ แล้วผ่านเลยไป เพียงแค่ เออ....ก็ดี แต่....เอาไว้ก่อน....ฉันทำอยู่แล้ว....เป็นเรื่องพื้นๆ และอีกสารพัดเหตุผลที่เอามายกอ้าง
แต่ในความเป็นจริงของชีวิตและครอบครัวในมุมของสังคม เราก็ยังพบอยู่เสมอๆ ว่า....
- เรามีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราก็มีเวลา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากัน
- เราได้กินข้าวร่วมกันในครอบครัวน้อยลง ทั้งๆ ที่มีข้าวปลาอาหารให้กินอย่างบริบูรณ์
- เราได้ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวน้อยลง ทั้งๆ ที่เรามีกิจกรรมสังสรรค์ทางสังคมมากมาย
- เรามีการพูดคุยกันในครอบครัวน้อยลง แม้จะมีโลกสื่อสารผ่านมือถือ อินเตอร์เน็ตที่สามารถเชื่อมโยงโลกใบนี้ให้เล็กลงเท่ารูเข็ม
- เราดูห่างเหินกัน ทั้งๆ ที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ในบ้านอันหรูหราใหญ่โต
- เรารักกันและกัน เรารักครอบครัว แต่เรากลับแสดงคำพูดและท่าทางที่ทำร้ายคนที่เรารักและคนรอบข้างเราอยู่เสมอมา
- เราบอกว่ารักครอบครัว แต่เรากลับทำร้ายครอบครัว ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว
- เราอยากกอดคนที่เรารัก กอดพ่อ กอดแม่ กอดลูก แต่เราก็เขินอายเกินไปที่จะเข้าไปโอบกอดคนที่เรารักเหล่านี้
นี่เป็นความเปราะบางท่ามกลางการผุกร่อนของครอบครัว ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่กัดกินตัวเราวันละนิดๆ
กระบวนการเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็ง ที่จุดประกายจากสถาบันครอบครัวรักลูก จึงเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางความตีบตันของชีวิต ครอบครัว และสังคม เป็นจุดประกายเล็กๆ แห่งความหวังที่จะช่วยกันเสริมสร้างความดีงามที่มีอยู่ ช่วยกระตุกให้คนในครอบครัวได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิตและครอบครัว และช่วยกันปกป้องครอบครัวให้คงอยู่ได้อย่างปึกแผ่นและมีความสุข
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวได้ได้คิด และนำไปสู่การคิดได้ร่วมกัน เกิดการปรับเปลี่ยนตัวเอง เป็นการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของครอบครัวและชุมชน เพื่อหวังนำพาครอบครัวและชุมชนไปสู่ความเข้มแข็ง ด้วยเราเชื่อว่า “เริ่มเปลี่ยนตัวเองก่อน แล้วครอบครัวเปลี่ยน สังคมเปลี่ยนตาม” มิใช่รอเปลี่ยนแปลงคนอื่น และนี่จะเป็นการเปลี่ยนจากจุดเล็กๆ แต่สะเทือนสังคมใหญ่ได้ในอนาคต หากเราร่วมด้วยช่วยกัน
เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามได้เริ่มแตกยอดผลิใบแล้ว รอเพียงให้คนมาช่วยกันรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดูแลไม่ให้แมลงกัดกิน และเมื่อลำต้นกล้าแกร่งออกดอกออกผลแล้ว ก็รอที่จะแตกกอ เพาะกล้าเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ให้ขยายไปทั่วผืนแผ่นดิน ธรรมะของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ บอกว่า “คิดดี ทำดี พูดดี คบคนดี และอยู่ในสถานที่ดี” ในกระบวนการเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็งก็เป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ามกลางสภาวะอย่างนั้นเช่นกัน เรื่องราวดีดีที่เล่าสู่กันฟังนี้จึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความดีที่เกิดขึ้น เราสามารถจะสัมผัสความดีงามที่แท้จริงเช่นนั้นได้ไม่ยาก เพียงแต่เริ่มต้นคิดดี พูดดี ทำสิ่งดีดี ให้กับคนข้างเคียง เพียงเท่านี้ “ครอบครัวดีดี” ก็จะเกิดขึ้นได้
ปกหลัง
..........................................
บางตอนจากบทส่งท้ายหนังสือ "คืนความเข้มแข็งให้ครอบครัวคนน่าน" หนังสือเรื่องเล่า บทเรียน และประสบการณ์ จากการทำงานครอบครัวเข้มแข็งจังหวัดน่านกว่า ๕ ปีที่ผ่านมา กลั่นเป็นชุดความรู้นี่ผ่านหนังสือที่ทำขึ้น ไม่มีวางขาย แต่มีเพื่อการเรียนรู้และแบ่งปัน
ดีมากเลยที่ทำเป็นหนังสือให้ได้เรียนรู้และแบ่งปันคนอื่น