สำนวนอรรถกถาที่กินใจของข้าพเจ้า
สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย
ผมว่าจะผ่านอรรถกถาในตอนนี้ไปแต่เมื่ออ่านแล้ว ตัดใจไม่ลงจริงเลยหวลมาหยิบออกให้ท่านทั้งหลายดูอีกทีเผื่อจะเป็นศัทธาแก่ผู้ได้พบเห็น เนื้อความว่า.....
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ เริ่มต้นแต่ทรงแสดงพระธรรมจักรจนถึงโปรดสุภัททปริภาชก แล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เวลาใกล้รุ่งวันวิสาขปูรณมี ระหว่างต้นสาละคู่ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ตรงที่เป็นทางโค้งใกล้กรุงกุสินารา.....
เมื่อพระมหากัสสปเถระผู้เป็นดังพระราชโอรสอันผู้ใหญ่ของพระพุทธองค์ได้คัดเลือกพระภิกษุ ๕๐๐ รูปเพื่อกระทำสังคายนา(รวบรวมคำสอน) ดำริประโยชน์ในการที่จะประดิษฐานวงค์ตระกูลของพระพุทธเจ้าอันเปรียบเสมือนพระพุทธบิดา.....
พระเถระจึงกล่าวเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายบัดนี้ข้าพเจ้าให้เวลาแก่ท่านทั้งหลายเป็นเวลา๔๐ วัน กิจอันใดอันเป็นปลิโพธเครื่องกังวลใจขอให้ไปทำกิจอันนั้นทั้งหมดเถิด...เมื่อนั้นพระเถระทั้งหลายต่างแยกย้ายในอันที่เป็นประโยชน์แกมหาชน ปรารถนาเพื่อยังฝนคือน้ำอมฤตให้โปรยลงในใจให้ชุ่ม ให้หายดับโศกแก่มหาชนในการจากไปของพระศาสดา.....
-
ฝ่ายท่านพระอานนท์เอง ท่านก็ถือบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว เหมือนเมื่อยังไม่เสด็จปรินิพพาน เดินทางไปยังกรุงสาวัตถีพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป.
-
แลเมื่อท่านพระอานนท์นั้นกำลังเดินทาง ก็มีภิกษุผู้เป็นบริวารมากขึ้นๆจนนับไม่ได้.
-
ในสถานที่ที่พระอานนท์เดินทางไป ได้มีเสียงร่ำให้กันอึงมี่. เมื่อพระอานนท์เถระถึงกรุงสาวัตถีแล้ว ผู้คนชาวกรุงสาวัตถีได้ทราบว่า พระอานนท์มาแล้ว ก็พากันถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปต้อนรับ “แล้วร้องให้รำพันว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ เมื่อก่อนท่านมากับพระผู้มีพระภาคเจ้า วันนี้ท่านทิ้งพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เสียที่ไหน” ....จึงมาแต่ผู้เดียว ดังนี้เป็นต้น....
ได้มีการร้องให้อย่างมากมายเหมือนในวันเสด็จปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น.
ได้ยินว่า ณ กรุงสาวัตถีนั้น ท่านพระอานนท์สั่งสอนมหาชนให้เข้าใจด้วยธรรมีกถาประกอบด้วยความไม่เที่ยง เป็นต้น แล้วเข้าสู่พระวิหารเชตะวัน ไหว้พระคันธกุฎีที่พระทศพลเคยประทับ เปิดประตูนำเตียงตั่งออกปัด กวาดพระคันธกุฎี ทิ้งขยะดอกไม้แห้ง แล้วนำเตียงตั่งเข้าไปตั้งไว้ในที่เดิมอีก “ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างซึ่งเป็นวัตรที่ต้องปฏิบัติในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรงค์พระชนอยู่” และเมื่อทำหน้าที่ก็ไหว้พระคันธกุฎี ในเวลาทำกิจมีการกวาดห้องน้ำและตั้งน้ำ เป็นต้น
-
ได้ทำหน้าที่ไปพลางรำพันไปพลาง โดยนัยเป็นต้นว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ เวลานี้เป็นเวลาสรงน้ำของพระองค์ มิใช่หรือ? เวลานี้เป็นเวลาแสดงธรรม เวลานี้เป็นเวลาประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย เวลานี้เป็นเวลาสำเร็จสีหไสยา เวลานี้เป็นเวลาชำระพระพักตร์ มิใช่หรือ?”
เหตุทั้งนี้เพราะพระอานนท์นั้นเป็นผู้มีความรักตั้งมั่นในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะความเป็นผู้รู้อมตรสซึ่งเป็นที่รวมพระพุทธคุณ และยังมิได้เป็นพระอรหันต์ ทั้งเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนที่เกิดด้วยเคยอุปการะกันและกันมาหลายแสนชาติ.
ครับนี้เป็นข้อความอรรถกถา(คำอธิบายคำสอน)ที่ผมอ่านแล้วลึกซึ้งกินใจเหลือเกิน อย่างที่บอกว่าพระอานนท์พิไรรำพันถึงพระพุทธเจ้า กวาดกุฎี(ห้อง)ของพระพุทธเจ้าไปปากก็กล่าวเรียกหาพระพุทธเจ้าเมื่อสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่.
จะยังไงก็แล้วแต่ในวรรคนี้ ได้กล่าวถึงตอนที่พระพุทธองค์ปรินิพพานจากไป กล่าวถึงพระมหากัสสปะเถระผู้เป็นพระผู้ใหญ่ เปรียบเหมือนองค์รัชทายาทที่สืบต่อราชบัลลังก์ต่อจากพุทธบิดา ได้ทำการคัดเลือกพระเถระผู้อรหันต์เตวิชชา ทรงพระไตรปิฎกทั้งหมด บรรลุปฏิสัมภิทา มีอานุภาพยิ่งใหญ่ โดยมาก ๕๐๐ รูปหย่อนหนึ่ง เพื่อกระทำการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์แก่ปวงหมู่เวนัย คือมนุษย์ เทวดาทั้งหลายฯ อันจะสืบต่อคำสอนของพระพุทธองค์ให้อยู่ตลอดกัลปาวสาน.........
สาธุ
คิดถึง "พระอานนท์พุทธอนุชา" ทุกครั้ง...
คุณณัฐอึ้งเลยหรือครับ พูดไม่ออกเลยละชิ ถึงได้แต่สาธุ ขอบคุณครับ
เป็นเนื้อความในอรรถกถาครับ ผมตัดมาลงแค่บางตอนที่เห็นว่าน่าสนใจ แต่ถ้าอยากได้อรรถรสจริงๆเเนะนำให้อ่านพระไตรปิฎกนะครับ ขอบคุณครับ