ตอนย่ำรุ่งอ่านคัมภีร์ภาษาบาลีเล่มหนึ่งพบประโยคหนึ่ง
ซึ่งเข้ากับสังคมปัจจุบันที่พยายามทวนกระแสแห่งปรัชญาเศรฐกิจพอเพียง
มีอยู่ว่า..
ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพํ อติโลโภ หิ ปาปโก ฯ
แปลว่า คนเราได้สิ่งใด ก็ควรพอใจกับสิ่งนั้น
เพราะเหตุว่าความโลภอยากได้เป็นสภาวะที่ทำให้ใจเศร้าหมอง.
ความสันโดษหรือความมักน้อยคือพอใจในสิ่งที่ตนมียินดีกับสิ่งที่ตนได้มานั้น
มีนัยที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
ธรรมฐิตขออาจเอื้อมขยายความอีกสักหน่อยซึ่งแบ่งออก ๓ ลักษณะ คือ
ยินดีพอใจตามที่ตนมี ๑.
ยินดีพอใจตามที่ตนได้ ๒.
ยินดีพอใจตามที่ควร ๓.
ประการแรกที่ว่า ยินดีพอใจตามที่ตนมีนั้น คือพอใจกับสิ่งที่ตนมีครอบครองเป็นของๆตนอยู่แล้ว
ในสังคมมนุษย์เรานั้นยังพอมีความสุขสงบให้เชยชมอยู่บ้าง
เพราะคนยังมีความพอใจสันโดษกับของๆตนนี่แหละ
ไม่ทำอะไรตามอำเภอใจมีความเคารพในสิทธิการครอบครองของกันและกันอยู่ เมื่อใดมนุษย์ขาดสิ่งนี้ไป
เมื่อนั้นสันติสุขสงบก็จะไม่เกิดขึ้น
และในสังคมปัจจุบันก็กำลังเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นอยู่
ประการที่สองที่ว่า ยินดีพอใจตามที่ตนได้นั้น คือยินดีพอใจกับสิทธิที่ตนได้มา ได้เท่าไร ได้อย่างไหน
ก็พึงพอใจเท่านั้น อย่างนั้น ไม่ปรารถนาให้เกินสิทธิในส่วนของตน
เพราะโดยมากคนเรามักมี..ความอยาก..ที่ทะลุมิติแห่งสิทธิของตนเสมอ
(ลองค้นหาในมโนสำนึกตนดูสิ ธรรมฐิตเคยค้นและเคยพบมาแล้ว)
ถ้าสิ่งที่ได้มาไม่สมสัดส่วนกับความอยากนั้น
ใจก็จะกระสับกระส่ายเกิดทุกข์น้อยๆขึ้นมาจนได้
เพราะความอยากยังไม่เต็มแต่..สิทธิเกินขอบเขตเสียแล้ว.
ความอยากกับสิทธิที่ตนได้นั้นคงยากที่จะสมส่วนกันได้
เพราะความอยากเราแต่ละคนสร้างมันขึ้นมาเอง
แต่คนที่ลดความอยากด้วยการพอใจยินดีกับสิ่งที่ตนได้ตามสิทธิของตน
ก็จะเกิดความสงบสุขน้อยๆขึ้นมาได้
ประการที่สามที่ว่า ยินดีพอใจตามที่ควรนั้น คือพอใจยินดีเท่าที่จำเป็น
ถึงแม้ว่าน่าจะได้สิ่งนั้นๆอีกก็ตามที
แต่พินิจพิเคราะห์แล้วสิ่งนั้นไม่สมควรกับตนได้มาก็ไม่มีประโยชน์อะไร เช่นว่าเรามีเงินพอมากมายที่จะซื้อรถอีกคันได้ แต่มันไม่มีความจำเป็นที่จะใช้มัน
ซื้อมาก็เปล่าประโยชน์จอดไว้ดูเล่นเฉยๆ
คำว่า..ควร..กับ..ไม่ควร..นี้คนโดยส่วนมากมักเอาความต้องการอยากได้ของตนเป็นเกณฑ์
หากตนต้องการอยากได้สิ่งไหนก็คิดว่าสิ่งนั้นควรแก่ตน
หากไม่อยากได้ก็ทึกทักว่าไม่ควร
แต่อาจจะเป็นความคิดที่ถูกหรือผิดก็ได้
(งั้นตอนต่อไปมาดูว่าในพระพุทธศาสนามีหลักเกณฑ์ตัดสินคำว่า
.ควร..ไม่ควร..อย่างไร)
แค่บาลีประโยคเดียวทำให้เป็นเรื่องยาวอีกจนได้..
ธรรมะสวัสดีขอรับ..
กราบนมัสการเจ้าค่ะ
อ่านธรรมะยามเช้าเสร็จ ข้อที่หนึ่งและสองพอจะเข้าใจ
แต่ข้อสามยังไม่กระจ่างเจ้าค่ะ กำลังว่าจะถามว่าควร หรือไม่ควรตัดสินอย่างไร...
ก็พอดีท่านธรรมฐิตบอกว่ามีตอนต่อไปให้ติดตาม
รอติดตามตอนต่อไปอยู่นะเจ้าคะ...
ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ท่านธรรมฐิตินะครับ ที่ได้ใช้ช่องทางไอทีเพื่อเผยแผ่ธรรม และทำใหโลกนี้น่าอยู่เพิ่มขึ้น สมดังคำว่า ถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศนะครับ
ขออนุญาตมาแย้งเล่นๆ นะครับว่า
คนเราได้สิ่งใด ก็ควรพอใจกับสิ่งนั้น
ฝรั่งเขาว่า คำสอนแบบนี้นี่แหละเป็นอุปสรรคของการพัฒนา
กราบนมัสการค่ะท่าน มีคาถาใดบ้างคะที่จะสั่งใจของตนให้รู้จักพอได้ เพราะรู้ดีว่าตัวเองยังมีกิเลส (ต้องการสิ่งที่เป็นวัตถุ) เป็นข้อเสียที่แก้ไม่หายสักทีค่ะ
ธรรมฐิตก็ทำเท่ากำลังสติปัญญาที่พอมีพอรู้กะเขาบ้างตามหน้าที่ขอรับ..
ประโยคที่ว่านี้มันมีอะไรที่น่าศึกษาอีกเยอะขอรับ..
ลองติดตามตอนต่อไปเพื่อได้ข้อคิดบ้างนะขอรับ..