ปัจจุบันเด็กๆ ของเรามีการเรียนกันอย่างมากมาย จนคิดเลยไปว่านั่นคือชีวิตหรือลมหายใจของเขาเลยก็ว่าได้ แต่ที่จริงแล้วการเรียนที่เราทุ่มเทกันมากมายนั่น ใช่สิ่งที่ต้องเรียนจริงๆ หรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่ยังคงค้างคาใจของผมอยู่
เท่าที่สังเกต เห็นว่าความรู้หลายอย่างเลยที่คนในสังคมของเราไม่ได้ใช้(ดูจากกลุ่มของผู้ใหญ่) ส่วนใหญ่ที่ดีหน่อยก็นำเอาความรู้ประสบการณ์มาใช้ร่วม และมีหลายคนเลยที่ทำตามหน้าที่ ทำตามสิ่งที่ใช้ทั่วๆ ไป
คล้ายกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแบบง่ายๆ อีกด้วย จากความจริงที่สังเกตเห็นก็ได้นำมาซึ่งสิ่งที่คิดใหม่ คิดในสิ่งที่มีหลักการผสมผสานกับชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ นี่เป็นหลักคิดในหัวข้อที่จะเขียนในคราวนี้
น้องหยกตอนนี้เค้าอยู่ ป.5 โดยปกติก็พยายามสอนให้เค้าช่วยตัวเอง เรื่อยมาอยู่แล้ว เริ่มจากการทำกิจกรรมง่ายๆ นั่นก็คือการจัดการกระเป๋าสตางค์ค่าขนมของเขา และมาคราวนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเพิ่มพลังการซึมซับความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ โดยเรามุ่งหวังว่าจะต้องไปสอบเรียนต่อที่ นครสวรรค์ หรือที่พิษณุโลก ในปลายปี2553 เพื่อเข้าเรียน ม.1
โดยปกติเพื่อนของเขาก็ใช้วิธีการไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากการเรียนปกติ ตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น. ของทุกวันทำการ
ทุกครอบครัวทำกันจนเป็นค่านิยมไปแล้ว ทำให้คิดไปว่าถ้าไม่ทำแบบนี้เราก็จะไม่สามารถไปสอบเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ ได้เลย ...จริงๆ เป็นแบบนั้นหรือเปล่าน้า คำถามครับคำถาม เราไม่มีทางออกอื่นๆ เลยหรือ คิดนอกกรอบก็ไม่สามารถทำได้กระนั้นหรือ ..
จากตรงนี้..เนื่องจากเรายังมีเวลาอยู่บ้างและก็ได้คิดหาทางออกไว้รองรับแล้ว ผมจึงได้ร่วมคิดกันกับน้องหยกว่า หากเรายังจะคงรักษาความสมดุลระหว่างการเรียนและการพักผ่อนที่พอเหมาะนี้ไว้ เราจะเลือกใช้เวลากับการเรียนในแบบของเดิมๆ ไว้ที่ 8.30-17.00 น.และในช่วงตั้งแต่17.00-20.00 น. เป็นเวลาที่ใช้ในการศึกษาตามสะดวกรวมทั้งการพักผ่อน ดูทีวี ทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วย
กิจกรรมการเสริมพลังของเราเริ่มจาก ผมจะต้องทำตามคนอื่นๆ คือพาลูกไปสมัครเรียน ในตอนเย็น โดยสิ่งที่เราเห็นก็คือ เราจ่ายเงินไปสิ่งตอบแทนก็เป็นความรู้ที่ลูกได้รับโดยดูจากสมุดการฝึกวิชาต่างๆ นั่นเอง และสิ่งที่เห็นได้ชัดอีกอย่างก็คือความเบื่อหน่ายกับการเรียนของตัวเด็กรวมทั้งประสบการณ์ของผมเองด้วย จากจุดนี้เอง ผมก็นำมาคิดปรับใหม่ว่า ใหนๆ ผมก็ต้องเสียเงินให้คุณครูและสิ่งที่ตอบแทนมาก็คือสมุดการทำแบบฝึกวิชาต่างๆ ผมก็มาคุยกับลูกว่าจะเป็นไปได้มั้ย ถ้าพ่อจะให้หนูฝึกทำกิจกรรมวิชาต่างๆ ลงในสมุด โดยน้องหยกจะได้รับผลตอบแทนชั่วโมงละ 25 บาท แต่เดือนหนึ่งไม่เกิน 300 บาท จะดีมั้ยน้า
น้องหยกเองก็สนใจเพราะเหนื่อยมากก็ได้รับผลตอบแทนมาก เหนื่อยน้อยก็ได้รับผลตอบแทนน้อย ดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี เราคุยกันและสรุปแนวการปฏิบัติมาคือ ชั่วโมงละ 10 บาท (ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าจะได้ไม่เป็นภาระหนักกับพ่อ หยกเค้าคิดให้)โดยในทางปฏิบัติน้องหยกมีอิสระในการทำกิจกรรมต่างๆ สามารถกำหนดเวลาอย่างไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ โดยมีหลักฐานการทำกิจกรรมต่างๆ บันทึกลงในสมุด และนำมารับค่าตอบแทนไป เค้าเองก็ตื่นเต้นและมีพลังในการฝึกฝนมากขึ้น แนวคิดนี้เพิ่งเริ่ม ได้ความอย่างไรก็จะมาเล่าต่อ
ทำงัย จะให้ลูกมีกำลังต่อสู้น่ะ