เป็นรางวัลที่นายกรัฐมนตรีให้เกียรติไปมอบรางวัล   ในการประชุม นักวิจัยใหม่พบเมธีวิจัยอาวุโส สกว.   เมื่อวันที่ ๑๕ ต.ค. ๕๒   โดยมีคำสดุดีดังนี้

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุวรรณ จันทวรรณกูร
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรื่อง ผึ้ง โรคศัตรูผึ้งและจุลินทรีย์ประจำถิ่น

1. ประวัติส่วนตัว
          ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุวรรณ จันทวรรณกูร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาชีววิทยา (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2538 และสำเร็จการศึกษาระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา     จุลชีววิทยา จาก Cardiff University สหราชอาณาจักร ในปี พ.ศ. 2542 ได้รับทุนการศึกษาและทุนวิจัย ดังนี้

1.    โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ปี พ.ศ. 2535-2542
2. ทุนวิจัยหลังปริญญาเอก Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology of  Japan ประเทศญี่ปุ่น ปี พ.ศ. 2543-2544
3. ทุนวิจัยหลังปริญญาเอก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปี พ.ศ. 2544-2546 และทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปี พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน
4. ทุนวิจัยระยะสั้น
- หน่วยวิจัยผึ้งแห่งชาติ ห้องปฏิบัติการกลาง สหราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2548 และ RIKEN ประเทศญี่ปุ่น ปี พ.ศ. 2551 สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและทุน Hitachi research fellowship ปี พ.ศ. 2552

2. ผลงานวิจัยโดยสรุป
          การเลี้ยงผึ้งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศ  ผู้วิจัยได้ทำการสำรวจการเลี้ยงผึ้งและโรคศัตรูผึ้งในประเทศไทย พบว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งยังมีปัญหาอยู่หลายด้าน อาทิ โรคจากเชื้อจุลินทรีย์ และไรปรสิต ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ค้นพบว่าไรปรสิตในผึ้งเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสู่ผึ้ง ดังที่มักมีการตั้งข้อสงสัยว่าเมื่อใดรังผึ้งถูกบุกรุกโดยไรมักจะมีอัตราการตายของผึ้งสูง ที่เรียกว่า “Bee parasitic mite syndrome” นอกจากนี้ยังพบว่าไรหนึ่งตัวสามารถมีสารพันธุกรรมของไวรัสหลายชนิดอีกด้วย ดังนั้นผู้เลี้ยงผึ้งควรจะกำจัดไรในรังผึ้งเพื่อป้องกันการระบาดโรคที่เกิดจากไวรัส  นอกจากนี้จากข้อมูลของรหัสพันธุกรรมหรือการใช้รหัสพันธุกรรมพบว่าจีโนมของไวรัสและผึ้งพบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาก ทำให้ไวรัสมีความจำเพาะเจาะจงสูง เมื่อสำรวจชนิดของไวรัสในผึ้งที่เลี้ยงในภาคเหนือของไทย พบเชื้อไวรัส deformed wing virus และ acute bee paralysis virus มากที่สุด   รวมทั้งได้ศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อราก่อโรคชอล์คบรูดและโรคตัวอ่อนเน่าจากแบคทีเรียที่พบในไทยและการใช้สมุนไพรในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค เพื่อลดการตกค้างของสารเคมีอันตรายในน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้งอื่นๆ  นอกจากนี้ยังพบความหลากหลายของเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อโรคอาศัยอยู่ร่วมกับผึ้ง ค้นพบแบคทีเรียสปีชีส์ใหม่ (new species) ในรังผึ้ง และความสามารถของจุลินทรีย์ที่พบในการผลิตสารต้านเชื้อโรคในผึ้งอีกด้วย 

3. ปัจจัยที่ส่งเสริมให้งานวิจัยประสบความสำเร็จ
          ปัจจัยที่ทำให้งานวิจัยประสบความสำเร็จ คือ ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย  ทั้งจากสถาบันที่สังกัด นักวิจัยที่ปรึกษา คณาจารย์ผู้ร่วมงาน นักศึกษาที่ร่วมวิจัย เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง เพื่อนนักวิจัย ครอบครัว พร้อมกัลยาณมิตร และที่สำคัญคือได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยที่ต่อเนื่องจาก สกว.-สกอ. 

4. การใช้ประโยชน์ของการวิจัย
          ในด้านการวิจัยเรื่องผึ้งซึ่งเป็นแมลงเศรษฐกิจของประเทศนั้น ผลงานวิจัยที่ได้สามารถนำไปใช้ลดอัตราการตายของผึ้งและการควบคุมโรคศัตรูผึ้ง และนำไปประกอบในการร่างมาตรฐานการชันสูตรโรคผึ้ง มาตรฐานน้ำผึ้ง โดยองค์ความรู้และหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ดีจะนำไปสู่การสร้างนโยบายที่ถูกต้องได้ รวมถึงการสร้างข้อบังคับต่างๆ ในอนาคตตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคผึ้งแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ หนังสือ  และเว็บไซต์
http://www.beeprotection.com ส่วนการบำบัดโรคศัตรูผึ้งได้ทำการทดลองต่อยอดและยื่นขอจดสิทธิบัตรแล้ว จำนวน 1 ฉบับ

 

วิจารณ์ พานิช
๕ พ.ย. ๕๒

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุวรรณ จันทวรรณกูร ได้รับรางวัล