สาธิตเกษตรฯ บินไกลไป วาเซดะ /เรื่องเล่าจากโตเกียว

       ความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ของนักเรียนโรงเรียนต่างจังหวัด ที่มุ่งหน้าไปไกลสู่มหานครระดับโลกอย่างโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะนักศึกษาทุน 125 ปี มหาวิทยาลัยวาเซดะ ... ครึ่งปีที่ผ่านมา ต้องปรับตัวแค่ไหน หรืออยากได้ทุนต้องทำยังไง “น้องพลอย” จะบอกเล่าประสบการณ์จากเมืองใหญ่ให้ชาวแคมปัสรับรู้
       
       นักศึกษาทุน มหาวิทยาลัยวาเซดะ
       “น้องพลอย” รัตนวรรณ อรุณธัญญะ ศิษย์เก่าจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชลบุรี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาน้องใหม่ ชั้นปีที่ 1 อยู่ที่ “School of Liberal Studies” มหาวิทยาลัยวาเซดะ โตเกียว โดยสาวน้อยคนเก่งคนนี้ ไปเรียนไกลถึงโตเกียว เพราะสามารถสอบได้ทุน ครบรอบ 125 ปี จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ


       “พลอยทราบข่าวเรื่องทุน เพราะทางมหาวิทยาลัยวาเซดะ ส่งข่าวมาประชาสัมพันธ์ที่โรงเรียนค่ะ ตอนนั้นเรียนชั้นมัธยมปีที่ 6 และกำลังหาที่เรียนพอดี จึงลองสมัครสอบ พร้อมกับหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ติด 1 ใน 5 มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น โดยคณะที่พลอยสอบได้นั้น มีทุนครบ 125 ปี ให้กับ นักศึกษาจากประเทศไทย จำนวน 2 ทุน”
       
       “หลักเกณฑ์ของการคัดเลือกทุน มีการสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่จะพิจารณาคุณสมบัติ เรื่องเกรดเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป คะแนน TOEFL 550 และข้อสำคัญ ทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลงาน กิจกรรมที่ทำในโรงเรียน ซึ่งพลอยเป็นนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียนสาธิตฯ เกษตร ชลบุรี เคยทำค่ายอาสา เป็นประธานชมรม เข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ เข้าค่ายแข่งขันภาษาไทย –วิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการทำกิจกรรมทั้งหมดนี้ คิดว่ามีส่วนช่วยให้ได้รับทุนค่ะ”

       พลอยเล่าว่า “ทุน ที่วาเซดะให้นั้น เปิดโอกาสให้ทุกปี นอกจากนี้ นักศึกษาสามารถเข้ามาหาทุนได้เองด้วย เช่น ถ้าเรียนดี แล้วเราก็ยื่นเรื่องไปทางมหาวิทยาลัยพิจารณา เพื่อหาทุนให้เราได้ สำหรับทุนที่พลอยได้ เป็น ทุนครบรอบ 125 ปี ของมหาวิทยาลัย ซึ่งครอบคลุมค่าเล่าเรียน 600,000 เยน ต่อเทอม ใน 2 ปีแรกเท่านั้น แต่อีก 2 ปีที่เหลือ พลอยตั้งใจว่าจะตั้งใจเรียนให้ดี เพื่อหาทุนเองค่ะ”
       
       พลอยเปิดเผยถึงรายละเอียดสำหรับการสอบข้อเขียนว่า “เป็นการเขียนเรียงความ ซึ่งดูความสามารถในการใช้ภาษา เหมือนเป็นหลักสูตรนานาชาติ ที่มาเรียนในญี่ปุ่นเท่านั้นเอง ดังนั้น ในการสมัครสอบชิงทุน จึงไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อนก็ได้ค่ะ แต่ในคณะนี้ มีวิชาบังคับให้เรียนภาษาญี่ปุ่นอีกครั้งอยู่แล้ว เหมือน นักศึกษาต่างชาติมาเรียนอินเตอร์เมืองไทย ก็ต้องเรียนภาษาไทย เพราะเป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตประจำวัน”

       ภาษาญี่ปุ่น คือ สิ่งจำเป็น
       พลอยพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการปรับตัวในการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น โดยเล่าว่า “ปรับตัวเรื่องภาษามากที่สุดค่ะ เพราะแม้ว่าเราจะมาเรียนหลักสูตรนานาชาติเป็นภาษาอังกฤษ แต่ในการใช้ชีวิตประจำวันนั้น ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น ดูป้ายต่างๆก็เป็นภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็มักไม่พูดภาษาอื่นกัน ถ้าเราพูดไม่ได้เลย จะหาเพื่อนต่างคณะยาก พลอยอยู่ญี่ปุ่น มา 6 เดือน ก็รู้จักกับเพื่อนต่างคณะ เพราะทำกิจกรรมร่วมกันเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากเราพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เราก็ได้เพื่อนมากขึ้น”
       
       เรื่องภาษาอังกฤษกับคนญี่ปุ่นนั้น พลอยมองว่า “คนที่นี่มักไม่ค่อยพูดอังกฤษ เพราะอายสำเนียง และบางคนที่พูดไม่เก่ง หรือไม่ได้จริงๆ เค้าก็จะไม่พูดภาษาอังกฤษกับเราเลย”

       ความต่างทางวัฒนธรรม
       แม้ว่า พลอย จะเป็นนักศึกษาใหม่ในโตเกียว แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา 6 เดือน นักศึกษาทุนคนนี้ ก็ได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างในวัฒนธรรมพอสมควร “เรื่องที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างคนไทย กับคนญี่ปุ่น คือ ความมีระเบียบวินัยค่ะ เช่น เวลาขึ้น-ลง บันไดเลื่อน คนญี่ปุ่นจะยืนชิดซ้ายในทันที ถ้าหากเดินช้า หรือยืนเฉยๆ โดยจะเว้นด้านขวาไว้สำหรับคนที่เร่งรีบ หรือต้องการเดินขึ้นไปก่อน ในเรื่องการต่อแถว ไม่ว่าจะมีคน หรือไม่มีก็ตาม คนญี่ปุ่นจะยืนในจุดที่กำหนด หรืออย่างการข้ามถนน แม้ว่าถนนจะโล่ง ไม่มีรถสักคัน แต่ถ้าสัญญาณไฟสีเขียวให้คนข้ามถนนยังไม่ขึ้นมา เค้าก็จะยืนรออยู่อย่างนั้น แม้กระทั่งเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในที่สาธารณะ อย่างในรถสาธารณะ - รถไฟ จะเป็นมารยาทที่ทราบกันว่า จะงดการใช้ เพราะถือเป็นการรบกวนผู้อื่นค่ะ” และเมื่อถามว่า พลอย ชอบวัฒนธรรมอะไรของชาวญี่ปุ่นมากที่สุด เธอตอบว่า “เรื่องของไม่หาย แม้จะลืมทิ้งเอาไว้ค่ะ”
       
       อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า จะมีแต่เรื่องด้านดีเพียงอย่างเดียว เพราะเมืองโตเกียวก็มีด้านลบในมุมมองของเธอเช่นกัน “พลอยไม่ชอบ ความแออัดของโตเกียว อีกมุมหนึ่ง คือ ความสนใจแต่ตัวเอง ให้ความสำคัญกับตนเองเท่านั้น เหมือนจะขาดน้ำใจต่อกัน เช่น การยืนบนรถไฟ เวลาใครถือของมาเยอะ หรือของตกข้างทาง ใครลำบากเดือดร้อน ก็ไม่มีใครสนใจกัน คงเหมือนไปตามเมืองที่เจริญด้านวัตถุ สังคมเมืองที่เฉยชาต่อสิ่งรอบข้าง รถไฟที่แออัด ต่างก็ไม่มีใครสนใจคนรอบตัว เด็กผู้หญิง หรือคนแก่ ขึ้นมาในรถไฟ ก็ไม่สนใจเลย ตัวเองต้องมาก่อน กรุงเทพฯ ที่ว่าเป็นเมืองที่มีคนแข่งขันกันมากแล้ว ยังดีกว่าอีกค่ะ เพราะอย่างน้อยคนไทยเรายังช่วยเหลือกันบ้าง มีมนุษยสัมพันธ์ต่อกันบ้าง”

       นอกจากนี้ พลอยยังเล่าว่า เธอเคยเจอเหตุการณ์ที่รู้สึกแย่ๆ ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เดินทางมาโตเกียว “ตอนนั้นพลอยเพิ่งมาถึง ต้องไปเปิดบัญชีธนาคาร ไปซื้อโทรศัพท์มือถือ เมื่อคนญี่ปุ่นเห็นว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ เค้าจะไม่ค่อยให้ความสนใจช่วยเหลือ หรือให้ความสำคัญกับเราเลย ความจริงแล้วบางคนก็ให้ความสำคัญนะคะ แต่ตอนนั้นพลอยเพิ่งไปญี่ปุ่นแรกๆด้วย ก็จะรู้สึกเหมือนตัวเราโดนแบ่งแยก เป็นความแปลกแยกไปจากคนญี่ปุ่น แต่เท่าที่ทราบมา คนญี่ปุ่นไม่เหยียดคนต่างชาติ อย่างมากก็อาจจะมีผู้สูงอายุ ที่ไม่ชอบคนที่ไม่พูดภาษาญี่ปุ่นบ้าง แต่สำหรับเหยียดเชื้อชาติไม่ค่อยมี หรือหากจะมีบ้างเท่าที่ได้ยิน คือ คนรุ่นเก่าบางคน เค้าไม่ค่อยชอบคนเกาหลีค่ะ”
       
       สิ่งที่ พลอย ไม่ชอบอีกอย่าง คือ สังคมวัยรุ่นบางกลุ่มของเมืองโตเกียว “พลอยคิดว่า บางครั้งเค้าดูแรงๆ ทั้งผู้ชายผู้หญิง เช่น วัยรุ่นแถวย่านฮาราจูกุ ชิบุย่า ซึ่งคงคล้ายกับปัญหาวัยรุ่นเมืองไทย แต่ที่นี่ก็เป็นปัญหาวัยรุ่นแบบญี่ปุ่น”
       

ทิ้งท้าย