.

1

เฮฮาจราจรมหานครฮานอย

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

 

คำบอกกล่าวเล่าขานเกี่ยวกับการจราจรในเวียดนามที่ได้ยินได้ฟังมานั้น ทำให้ผมรู้สึกหวาดๆ อยู่ไม่น้อยก่อนการเดินทางไปเยือนมหานครฮานอยเป็นครั้งแรก คือฟังมาว่าในกรุงฮานอยนั้นการจราจรไร้ระเบียบและพลุกพล่านเป็นที่สุด และก็มีคำแนะนำเชิงสำทับของผู้ที่เคยไปมาแล้วอีกว่า เวลาข้ามถนนห้ามหยุดกลางถนนเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจถูกรถชน!
.
ถ้อยคำเหล่านั้นมันทำให้ผมขาดความเชื่อมั่นในการเดินข้ามถนนแห่งจินตนาการไปมิใช่น้อย ก่อนเครื่องแตะรันเวย์นอยไบผมมิวายที่จะมองผ่านกระจกหน้าต่างลงไปยังเส้นขนมจีนเบื้องล่าง แต่ยามเช้าของเดือนตุลาคมที่ยังไม่สิ้นกลิ่นมรสุมตะวันออก หมอกปกคลุมฮานอยหม่นมัวเกินกว่าผมจะมองเห็นการจราจรจากมุมสูง ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็รู้ ความรู้สึกตื่นเต้นกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาแทนความหวาดหวั่น เพื่อนร่วมทางอีกแปดชีวิตก็ดูท่าทีเหมือนว่าจะได้สัมผัสอารมณ์นั้นดุจเดียวกัน เด็กชายผาเมฆลูกคุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ ดูจะเริงร่าเป็นพิเศษ
.
คุณขวัญยืน ลูกจันทร์ ทูตภาษา และคุณสมชาย บำรุงวงศ์ ผู้ได้รับฉันทานุมัติจากกลุ่มให้เป็นขุนคลังกองเสบียง ช่วยกันเจรจาจับรถตู้จากสนามบินสู่ใจกลางเมือง โดยมีเป้าหมายปลายทางที่โรงแรมขนาดเล็กตามที่บุ๊กไกด์แนะนำว่าเชื่อถือได้  รถตู้สิบห้าที่นั่งนำพาคณะเราและแทรกด้วยผู้โดยสารคณะอื่นอัดแน่นแล่นไปตามไฮเวย์ ไกลพอสมควรกว่าจะเข้าเขตชั้นใน ผมเริ่มได้เห็นความพลุกพล่านของการจราจรตามคำเล่าลือนั่นแล้ว...ทั้งรถประจำทาง รถท่องเที่ยว รถยนต์ส่วนบุคคลสารพัดยี่ห้อ แท็กซี่ สามล้อถีบ มอเตอร์ไซค์ แม่ค้าหาบคอน และผู้คนสัญจรบนท้องถนน ล้วนขวักไขว่ไปหมด (น่าแปลกที่ไม่เห็นมีรถกระบะเลยสักคัน) ภาพความไร้ระเบียบตามคำเล่าบอกปรากฏชัดยิ่งขึ้นเมื่อล่วงเข้าใจกลางเมือง โดยเฉพาะตรงทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ ต่างคนต่างไป ไหลหลามสะเปะสะปะ เสียงแตรดังลั่นมิได้ขาดระยะ โอ...วุ่นวายสับสนอลหม่านจริงแท้ แต่ผมก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดรถจึงไม่ติดเหมือนในกรุงเทพฯ ต่างเลื่อนไหลไปราวกับเศษไม้ใบหญ้าที่ถูกพัดพาไปกับธารน้ำหลากนั่นทีเดียว ผมเก็บซ่อนข้อสังเกตนั้นไว้ในใจ
.
และแล้วความหวาดหวั่นในเรื่องเดินข้ามถนนกลางกรุงฮานอยของผมและคณะได้มลายหายไปสิ้น เมื่อเราต่างได้พิสูจน์ด้วยการเดินบนท้องถนนแห่งความขวักไขว่นั้นในชั่ววันและคืนแรกที่ไปถึง แรกๆ ก็เดินตามคนเวียดและนักท่องเที่ยวผู้ชำนาญถนน ไม่นานพวกเราก็มั่นใจ แทนที่จะกลัวก็กลับรู้สึกสนุกในการเดินถนนปะปนกับยวดยานต่างๆ ที่คลาคล่ำ คุณศักดิ์สิรินั้นถึงกับออกอาการสำเริงสำราญเอามากๆ
 

ผมเดินไปสังเกตไป คิดไป ก็ให้อัศจรรย์ใจเป็นนักหนาที่รถมาก คนมาก หลากไหลชุนละมุนชุนละเก โดยเฉพาะตรงสี่แยกหรือสามแยกที่ต่างผลัดกันแตะเบรกและผลัดกันตัดข้ามไปตามเส้นทางของตน ไม่เฉี่ยว ไม่ชน ไม่มีเสียงก่นด่า ไม่มีอารมณ์บูดอารมณ์บึ้งใส่กัน และไม่มีอุบัติเหตุ กระทั่งเจ็ดวันในเวียดนามผมพบมอเตอร์ไซค์ไถลล้มเพียงคันเดียวเท่านั้น เหตุเพราะเบรกขณะคนเดินถนนตัดหน้ากะทันหัน ไม่มีใครเจ็บ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ด้านดีของการจราจรที่ไร้ระเบียบของมหานครฮานอย กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต่างมีระเบียบข้างในจิตใจ ระเบียบแห่งการถ้อยทีถ้อยอาศัย ระวังระไวด้วยใจของกันและกัน ไต่ถามคนที่นั่นได้ความสำคัญประโยคหนึ่งว่า “ทุกคนระวังตนมิให้ชนใคร แล้วก็จะไม่มีใครมาชน”
ผมได้บทกวีสั้นๆ บางบท ขณะมีความสุขกับการเดินถนนในกรุงฮานอย...นำมาแบ่งปันกันอ่านดังนี้ครับ
.         
          (๑)
          รุ่งอรุณกลางนัคราคลาคล่ำ
          จนย่ำสนธยายังตื่นเต้น
          จราจรจ้าละหวั่นทุกบริเวณ
          แต่ชัดเจนน้ำใจเวียดมิกังวล

 

          (๒)
          ถนนแคบนัก...แต่รักกัน
          แบ่งปันกันไปได้ทุกถนน
          สองล้อ สี่ล้อ และผู้คน
          โกลาหลไร้ปัญหาฮานอย

 

          (๓)
          ชีวิตอัศจรรย์อยู่ด้านใน
          มิใช่เพียงภาพที่ฉาบถ้อย
          บางเมฆหมอกมนุษย์ผุดเพชรพลอย
          สุดแต่ใครใคร่ร้อยสร้อยมณี

 

.

เวียดนามอาจมีด้านไม่ดีงามอยู่บ้าง แต่ผมจะไม่พูดถึง เพราะการไปเที่ยวครั้งนี้ ทำให้ผมได้เห็นแง่มุมงามของชีวิตผิดไปจากภาพฝังใจก่อนเดินทาง  มันเป็นเสมือนระฆังแห่งมโนคติที่ปลุกความตระหนักอะไรๆ อีกหลายอย่างที่คนเรามักด่วนสรุป ด่วนตัดสินไปตามกระแส... 
ความหวั่นกังวลของผมถ้าจะยังมีอยู่บ้างต่อการจราจรของเวียดนามนับแต่นี้ ก็คือหวั่นใจไปว่าสักวันหนึ่ง ถ้าใครไปเจ้ากี้เจ้าการจัดระเบียบให้เหมือนการจราจรในบางประเทศละก็ ภาพแห่งความงดงามใจจิตใจจราจรของพวกเขาก็คงจะมลายเลือนไปอย่างน่าเสียดาย โลกของกฎระเบียบภายนอกที่ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลเพื่อประโยชน์ของตนเองนั้น น่ากลัวยิ่งนัก
.