เพลงมาจากไหนใครคือผู้สร้าง

เพลงประกอบการสอน สำหรับเด็กปฐมวัย

ความมาย

ความสำคัญ

ประเภทของ

ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ให้ความหมายของเพลงไว้ว่า เพลง คือ สำเนียงขับร้อง ทำนองดนตรี เป็นต้น

วิทยา นาควัชระ (2528) กล่าวถึงเพลงว่า่ เพลงเป็นสื่อทางศิลปะชนิดหนึ่งซึ่งแสดงถึงความรู้สึกในใจของมนุษย์ แสดงถึงอารมณ์ที่เหมาะเจาะมีความไพเราะ แสดงถึงความงาม ความสุขความทุกข์ ความระทมใจ และความประทับใจ

วิจิตรา เจือจันทร์ (2533) ได้ให้ความหมายของเพลงว่า เพลงหมายถึง บทประพันธ์ที่มี

ทำนองใช้ขับร้องหรืออาจจะมีดนตรีประกอบด้วย เพลงเป็นศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนทุกชาติเป็นสิ่งจรรโลงใจทำให้บุคคลเกิดอารมณ์คล้อยตามได้ง่ายที่สุด

อัควิทย์ เรืองรอง (2539) ได้กล่าวว่า บทเพลงเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง (Genre) เพราะเป็นการรังสรรค์ขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ผ่านภาษาอันเป็นวัสดุในการสื่อสารเช่นเดียวกับวรรณกรรมโดยทั่วไป บทเพลงมีลักษณะเด่น 2 ประการคือ ด้านการใช้ภาษาที่ผ่านการ

เลือกสรรกลั่นกรอง (Diction) และเรียงร้อยอย่างมีศิลปะโดยผสานกับท่วงทำนองอย่างกลมกลืนกันระหว่างวรรณศิลป์และคีตศิลป์

Neufeldt and Guralnik (1994) ให้ความหมายของเพลงไว้ดังนี้

1. การกระทำหรือศิลปะของการขับร้อง

2. ดนตรีที่บรรเลงหรือแต่งขึ้นเพื่อบรรเลงเพลง

3. คำประพันธ์ที่แต่งไว้สำหรับขับร้อง เช่น คำโคลง หรือโคลงที่แสดงความรู้สึก

4. เสียงดนตรีที่บรรเลงเพลง

Karrach (1992) กล่าวว่า เพลงสำหรับเด็กตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Children’s Songหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Nursery Rhymes นั้นจัดเป็นบทกวีนิพนธ์ชนิดแรกที่มนุษย์ได้ฟัง บทกวีนิพนธ์ประเภทนี้อาจจะไม่ใช่บทกวีนิพนธ์ที่ดีมากนักแต่ฟังแล้วให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา มีจังหวะลีลาที่เด็กเล็กทุกคนชอบฟังและง่ายต่อการจดจำเนื้อหา บทกวีนิพนธ์เหล่านี้จะนำมนุษย์ให้หลุดพ้นจากโลกปัจจุบันสู่ดินแดนแห่งจินตนาการ ดินแดนที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นแสนสุข สวยงามและชวนให้ใคร่รู้

สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2539) อธิบายความหมายของเพลงไว้ว่า เพลงเป็นสื่อที่แต่ละคนจะรับรู้ รับความรู้สึก เข้าใจและเกิดอารมณ์

ปัญญา รุ่งเรือง (2546) อธิบายความหมายของดนตรีว่า เป็นคำที่มีความหมายกว้างมิได้

หมายถึงเฉพาะท่วงทำนองที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีหรือวงดนตรีเท่านั้น ความหมายกว้างที่สุดของดนตรี คือ เสียงที่เป็นทำนองและมีจังหวะจะโคน ได้แก่ การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี การร้องเพลงการขับลำนำ เช่น เสภา แหล่ สวดสรภัญญะ สวดคฤหัสถ์และการอ่านทำนองเสนาะ เป็นต้น

จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (2528) ได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่าดนตรีหมายถึง บทเพลงเป็นบทประพันธ์ที่มีทั้งคำร้องและทำนองเพลงจากความหมายของเพลงดังกล่าวข้างต้นอาจสรุปได้ว่า เพลง หมายถึง บทประพันธ์ที่ประกอบด้วยทำนองและเนื้อร้องใช้ขับร้องหรืออาจมีดนตรีประกอบ

  

เพลงมีความสำคัญต่อจิตใจของผู้ฟัง ให้ความบันเทิงและลดความเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ทำให้มนุษย์เกิดสุนทรียภาพทางอารมณ์ ได้มีนักการวิชาการกล่าวถึงความสำคัญของเพลงไว้ดังนี้

โกวิท ขันธศิริ (2520) กล่าวถึงความสำคัญของการสอนเพลงไว้ดังนี้

1. ช่วยพัฒนาความเจริญเติบโตของเด็กในด้านต่างๆ

2. เสียงและดนตรีมีอิทธิพลต่อการแสดงออกและการตอบสนองของเด็ก

3. ช่วยพัฒนาความสามารถในทางดนตรีของเด็กให้เข้าสู่หลักเกณฑ์

4. เป็นสื่อการแสดงออกทางด้านอารมณ์

5. เป็นภาษาหนึ่งที่สามารถสื่อความหมายโดยที่ภาษาพูดไม่สามารถจะแสดงออกได้

นอกจากนี้เพลงยังมีอิทธิพลในด้านอื่นๆ ดังเช่น ธนู บุญยรัตพันธ์ (2519 อ้างใน พันธ์ศรี

สิทธิชัย, 2529) กล่าวว่า เพลงมีอิทธิพลต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ทุกวงการจึงอาศัยเพลงเปน็ สื่อกลางเพื่อนำไปสู่เป้าประสงค์ เพลงจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อชีวิตและสังคม บุคคลสามารถนำเพลงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนได้ทุกสาขาวิชา

สุมนา พานิช (2531) กล่าวว่า การนำเพลงเข้ามาประกอบการสอนเด็กวัยต่างๆ นั้น จะ

พบว่ามีการนำไปใช้กับเด็กเล็กมากที่สุด เนื่องจากเด็กในวัยนี้ชอบความสนุกสนาน เป็นวัยที่ชอบเรียนรู้และชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพลงจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กๆ มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลงได้ นอกจากนี้เพลงจะช่วยพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา

ราตรี รุ่งทวีชัย (2539) กล่าวว่า ในการสอนหากครูมีเทคนิคในการนำเพลงมาสอนสอดแทรกได้ทุกครั้งนักเรียนจะมีความสุขในการเรียนมาก อาจใช้เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน ทบทวนแก้ความเบื่อหน่ายหรือสรุป การสอนดนตรีให้กับเด็กเล็กในชั้นประถมต้นนั้น การร้อเพลงควรเป็นกิจกรรมหลัก ส่วนการเล่นเครื่องดนตรีหรือการฟ้อนรำจะเป็นกิจกรรมรองลงไป

 

สำหรับประเทศไทยดนตรีมีบทบาทควบคู่กับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของคนไทยทุกด้านโดยเฉพาะในงานพิธีต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานบวช งานแต่งงาน เป็นต้น มักจะมีดนตรีเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ แต่การที่คนไทยในอดีตไม่ได้นำดนตรีมาผสมผสานกับวิชาการอาจเป็นเพราะการศึกษาของไทยเริ่มต้นมาจากวัดซึ่งมีพระเป็นผู้สั่งสอนให้ความรู้ และพระเหล่านั้นต้องอยู่ในพระธรรมวินัย การเรียนการสอนในระยะแรก จึงมิได้นำเพลงมาประกอบการสอน (อรวรรณบรรจงศิลป์, 2526)

การศึกษาของไทยระยะหลังของกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีนักการศึกษาและครูไทยนำบทเพลงและดนตรีเข้ามาเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนขึ้น ซึ่งบางท่านเชื่อว่าคงเริ่มมีการแต่งเพลงกันในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยเริ่มแต่งเพลงง่ายๆ สำหรับใช้ประกอบการเรียนการสอนกันมากขึ้น

(พิทยา รุ่งราตรี, 2534) ต่อมามีนักการศึกษาไทยหลายท่านให้ความสนใจที่จะนำเพลงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการเรียนการสอนของเด็ก เพลงประกอบการสอนสำหรับเด็กในประเทศไทยจึงเกิดขึ้นโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการแต่งเพลงและเห็นความสำคัญของเด็กปฐมวัย อาทิคุณหญิงเบญจา แสงมะลิ อาจารย์ดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา อาจารย์อำไพ สุจริตกุล อาจารย์

ประคอง สุทธิสาร ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กและพบว่า ดนตรีมีส่วนสำคัญใน

การช่วยพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน จึงได้เริ่มนำเพลงสำหรับเด็กซึ่งมักจะคำนึงถึงความเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กเป็นสำคัญ เช่น บทเพลงสั้นๆ ง่ายๆ มีคำคล้องจอง และทำนองที่อาจได้มาจากเพลงกล่อมเด็ก เพลงพื้นเมือง เพลงไทยเดิม เพลงสมัยนิยม ซึ่งนำมาดัดแปลงให้ง่ายขึ้น หรือนำมาจากทำนองเพลงสากล แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าเพลงประกอบการสอนนั้นมีวิวัฒนาการและความเป็นมาอย่างไร (นันทิรัตน์ คมขำ, 2539)

ดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา (2521 อ้างใน นันทิรัตน์ คมขำ, 2539) กล่าวว่า ประเทศไทยเริ่ม

นำเพลงมาใช้ประกอบการเรียนการสอนประมาณ พ.ศ. 2495 ได้มีการฟื้นฟูปรับปรุงการเรียนการสอนแบบมีกิจกรรมประกอบและแบบเรียนปนเล่น จึงมีการนำเพลงมาใช้ประกอบการเรียนการสอน โดยท่านเป็นผู้เริ่มการนำเพลงประกอบการสอนที่ใช้ทำนองเพลงสากลเป็นคนแรกในประเทศไทย

Blackburn and White (1983 อ้างใน พันธ์ศรี สิทธิชัย, 2529) ได้ศึกษาถึงผู้นำดนตรีมาใช้ในการเรียนการสอนครั้งแรก คือ Potargolas นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งได้นำดนตรีมาใช้ใน

การศึกษาคณิตศาสตร์ โดยนำตัวโน๊ตง่ายๆ ทำนองไพเราะมาใช้กับเด็กระดับประถม Potargolas ใช้ดนตรีเร้าความสนใจให้เด็กเกิดความสนุกสนาน โดยใช้ทักษะทางคณิตศาสตร์และการเรียนรู้ทางอนุมาน เครื่องดนตรีที่ใช้ คือ กีตาร์ และหลอดกระดาษ จากการทดลองสอนนี้ทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน ซาบซึ้ง และเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมทั้งเข้าใจถึงความเกี่ยวพันด้านความคิดทางคณิตศาสตร์กับสิ่งต่างๆ ในชีวิตจริงได้ดีขึ้น

ในราวคริสศตวรรษที่ 23–24 นักการศึกษาชาวตะวันตกชื่อ Frederic Froebel ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้นำดนตรีเข้ามาประกอบการเรียนการสอนโดยมีความเชื่อว่าเพลงและดนตรีจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคมไปพร้อมๆ กันดังนั้นจึงสรุปได้ว่าเพลงได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนมานานโดย

นักการศึกษาที่ชื่อ Froebel ได้เล็งเห็นความสำคัญของเสียงเพลงและดนตรีที่ช่วยเสริมทักษะและพัฒนาการเด็กในทุกๆ ด้าน ส่วนการนำเพลงมาใช้ในการศึกษาของไทยนั้น คาดว่าเริ่มประมาณ

พ.ศ__________. 2495 โดยอาจารย์ดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา เป็นผู้เริ่มนำเพลงประกอบการสอนมาใช้คนแรกของไทย

การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กโดยการใช้เพลง 

สุมนา พานิช (2531) กล่าวว่า การสอนเพลงให้แก่เด็กเล็กจะช่วยพัฒนาเด็กในด้านต่างๆดังนี้

1. พัฒนาสุขภาพพลานามัยของเด็ก เด็กได้มีโอกาสทำท่าทางประกอบและเคลื่อนไหว

ไปตามเนื้อเพลง

2. พัฒนาอารมณ์ ขณะที่เด็กเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับเพลงเด็กจะมีจิตใจร่าเริงแจ่มใสมี

ความสนุกสนาน คลายความตึงเครียดและเด็กที่ขี้อายมีโอกาสได้แสดงออกด้วย

3. พัฒนาทางด้านสังคม เพลงเป็นสื่ออย่างหนึ่งซึ่งสามารถชักจูงให้เด็กๆ และครูประจำชั้นมีความสนิทสนมกันมากขึ้น และเพลงบางเพลงต้องทำท่าทางร่วมกันทำให้เด็กได้ใกล้ชิดกันอีกด้วย

4. พัฒนาสติปัญญา เพลงช่วยให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจ สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ

และช่วยพัฒนาทักษะความสามารถด้านต่างๆ ด้วย กล่าวคือ

4.1 พัฒนาด้านภาษา เมื่อเด็กทำท่าทางประกอบเนื้อเพลงแล้วสามารถทายได้ว่า

เด็กเข้าใจความหมายเนื้อเพลงหรือไม่จากท่าทางที่เด็กทำ

4.2 พัฒนาด้านคณิตศาสตร์ เพลงช่วยให้เด็กมีความเข้าใจและจดจำเกี่ยวกับ

จำนวนและความหมายของคำบางคำทางคณิตศาสตร์

4.3 พัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และธรรมชาติศึกษา เพลงเด็กมีหลายเพลงที่

เกี่ยวกับธรรมชาติรอบๆ ตัวเด็ก เช่น เกี่ยวกับสัตว์ พืช ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นต้น เด็กสามารถ

เข้าใจธรรมชาติรอบๆ ตัวได้จากเพลงเหล่านี้และจดจำได้แม่นยำ

4.4 พัฒนาทางด้านสังคมศึกษา เพลงจะช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เช่น โครงสร้าง

ของสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กว่าในครอบครัวมีผู้ใดบ้างและใครเกี่ยวข้องเป็นอะไรกับใครบ้าง ให้เด็กมีความเข้าใจเกี่ยวกับกิริยามารยาทที่เด็กต้องปฏิบัติในด้านความมีระเบียบวินัย ครูสามารถนำเพลงมาสอนให้เด็กร้องหรือเป็นสัญญาณว่าเมื่อได้ยินเพลงเหล่านี้แล้วเด็กจะต้องปฏิบัติตามที่ตกลงกันเช่น เพลงยืนตรงหรือเพลงกระดิ่งโรงเรียน นอกจากนี้เพลงยังฝึกให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดีมีความรับผิดชอบ รู้จักเก็บของเมื่อเล่นเสร็จแล้วหรือรู้จักทิ้งของให้ถูกที่ และยังช่วยปลูกฝังให้เด็กมีความรักชาติบ้านเมืองและองค์ประมุขด้วย

วิรัช ซุยสูงเนิน (2529 อ้างใน นันทิรัตน์ คมขำ, 2539) ได้กล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องระหว่างครูกับเด็กในเรื่องการสอนตามแนวคิดของ Jeam Ratt ว่าจะต้องเป็นไปตามพัฒนาการ และความสามารถของเด็ก ในด้านการเรียนการสอน ครูจะต้องเข้าใจถึงอุปนิสัยของเด็ก ใช้หลักจิตวิทยาแต่ละคน ครูจึงต้องวางแผนการสอนเพลงให้เด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและตามขั้นตอนเป็นสำคัญ :ที่มารวบรวมจาก วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

จึงอาจสรุปได้ว่า เพลงมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ในระดับหนึ่ง สังเกตได้จากการนำเอาเพลงมาใช้ในชีวิตประจำวัน มยนุษย์ได้สร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมาด้วยเหตุผลและความจำเป็นของความสอดคล้องต่อชีวิตและการดำรงอยู่ตลอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันเพลงได้เข้ามามีบทบาทบในทุกวงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงไปสู่จุดมุ่งหมายที่คาดหวัง ในวงการศึกษามีนักวิชาการหลายท่านที่สนใจคิดประดิษฐ์เพลงขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อในการเรียนรู้ทักษะวิชาการต่างๆ ปลูกฝังคุณธรรม-จริยธรรม ตลอดจนใช้เพื่อความบันเทิง ในด้านการศึกษา การนำเพลงไปใช้ประกอบการสอนเด็ก มีจุดมุ่งหมายอยู่หลายด้าน เช่นใช้นำเข้าสู่บทเรียน ใช้สอน ใช้สรุปบทเรียน เพลงช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขสนุกสนาน ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจมีสามรถจำบทเรียนได้นาน เพราะมนุษย์มีความสุนทรีเกี่ยวกับเรื่องดนตรีและการร้องเพลงติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด สิ่งนั้นคืออวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายนั่นเอง มนุษย์สามารถสร้างเสียงดนตรีได้โดยการใช้อวัยวะที่มีติดตัวมา อาจกล่าวได้ว่าบรรพบุรุษได้มอบสิ่งซึ่งมีคุณค่าและสมบูรณ์พร้อมสำหรับการดำรงอยู่มาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิทุกคน ในร่างกายของมนุษย์มีอวัยวะที่ก่อกำเนิดเสียงดนตรีได้ เช่น ปาก มนุษย์สามารถใช้ปากทำเสียงต่างๆได้สาระพัด มือ เท้าก็เช่นกันล้วนแต่สามารถนำมาใช้ให้เกิดเป็นเสียงดนตรี เป็นจังหวะ เกิดทำนอง ซึ่งเป็นที่มาขององค์ประกอบด้านดนตรีในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อมนุษย์ได้มีการพัฒนาภาษาพูด จึงได้นำเอาคำพูดมาเรียงร้อย ถัอยคำให้มีความหมาย มีความคล้องจองเพื่อให้เป็นจังหวะ และทำนอง เพลงจึงสามารถนำมาใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ และใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมาย

                     

เพลงรีรีข้าวสาร

องค์ประกอบของเพลง (เนื้อร้อง:ทำนอง:จังหวะ)

เพลงรีรีข้าวสารแต่งขึ้นใหม่เพื่อความเหมาะสมในการนำมาใช้เพื่อการเรียนการสอน การละเล่นพื้นบ้านในชั้นเรียน สำหรับเด็กปฐมวัย

เรียบเรียงเนื้อร้องใหม่จากคำร้องเดิมที่มีร้องสืบต่อกันมาช้านานในสังคมไทย ทำนองการร้องเป็นจังหวะรำวงซึ่งเป็นจังหวะเพลงพื้นบ้านที่เด็กคุ้นเคย

 

เนื้อร้องกล่าวถึงขั้นตอนของการเล่นรีรีข้าวสาร ซึ่งประกอบด้วย ๑) ขั้นการเตรียมการเล่นโดยมีผู้เล่นสองคนจับมือกันชูขึ้นเหนือศรีษะ มีผู้นำยืนต่อแถวเรียงหนึ่ง ๒) ผู้นำ นำเพื่อนลอดผ่านผู้เล่นที่จับมือชูไว้แล้วนั้น ๓) เมื่อผู้นำ-ผู้ตามลอดผ่านพ้นมาแล้วให้ลอดผ่านกลับไปด้านตรงข้ามอีก 

ผู้เล่นร้องเพลงพร้อมกับแสดงท่าเล่นไปจนจบเพลง แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ข้อสังเกตของเพลงประกอบการสอนการละเล่นพื้นบ้าน แต่เด้กๆจะร้อง.....