หลังเกิดกระแสข่าวการทุจริตโครงการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการและบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้เชิญส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดสรรงบฯไทยเข้มแข็งกว่า 100 แห่ง มาประชุมเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติในการเบิกจ่ายงบฯ ไทยเข้มแข็งให้เป็นไปตามนโยบายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลังได้จัดเจ้าหน้าที่ชี้แจงหน่วยงานที่มาประชุมให้เข้าใจถึงกลไกและแนวทางในการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบฯ ไทยเข้มแข็ง ที่มีความเข้มงวดมากกว่าการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั่ว ๆ ไป
          ทั้งนี้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดสรรงบฯ ไทยเข้มแข็ง จะต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดของโครงการ  ความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ และการเบิกจ่ายเงินแต่ละงวด ตามแบบฟอร์มที่กำหนด  โดยให้รายงานผลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (GFMIS) เพื่อให้กรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจนำข้อมูลไปเผยแพร่ใน เว็บ www.tkk2555.com เพื่อให้สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน
          นอกจากนี้ที่ประชุมได้แจ้งให้หน่วยงานที่ได้รับงบฯไทยเข้มแข็ง โดยเฉพาะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องติดป้ายประกาศที่หน้าโครงการ อาทิ ชื่อโครงการ  วัตถุประสงค์เป้าหมายโครงการ  ใครเป็นผู้รับเหมา  เพื่อให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณโครงการลงทุนช่วยกันตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน โดยเปรียบเทียบเม็ดเงินงบฯ ที่ได้รับจัดสรรกับเนื้องานที่ได้รับนั้น คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่จากนั้นจะมีคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มี นายพนัส สิมะเสถียร อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เข้าไปตรวจสอบประสิทธิผลของโครงการใน 3 ระดับ คือ 1.ระดับภาพรวม จะดูผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ การจ้างงาน การบริโภค 2.ระดับแผนงานรายสาขา จะประเมินผลลัพธ์ของงานว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนงานหรือไม่ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้แค่ไหน และ 3.เข้าตรวจสอบการดำเนินงานโครงการในพื้นที่โดยสุ่มตัวอย่าง โดยคณะกรรมการชุดนี้จะต้องรายงานความก้าวหน้าของโครงการและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะ ๆ และเมื่อโครงการลงทุนเสร็จสิ้นจะมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง
         ทั้งนี้กระทรวงการคลังคาดหวังว่า   หากการเบิกจ่ายงบฯไทยเข้มแข็งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 80-85% ของวงเงินที่ได้รับการจัดสรร เมื่อรวมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการเบิกจ่ายงบฯปี 2553 แล้ว คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ไตรมาส 4 ปีนี้โตได้ไม่ต่ำกว่า 3% แน่นอน แต่ที่สำคัญจะต้องพยายามอุดรูรั่วไหลให้ได้

ประชาชาติธุรกิจ