Nippon Foundation ดำเนินการโครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเซีย (API – Asian Public Intellectual) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ หลังจาก อ. หมอประเวศ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกของประเทศไทยได้ ๒ – ๓ ปี ท่านก็ขอลาออก เขาก็มาเกณฑ์ผมเข้าไปแทน ผมจึงมีโอกาสได้เข้าโรงเรียนคณะกรรมการคัดเลือกปีละครั้ง ครั้งละเต็มวัน
คราวนี้ทำงานกันในวันที่ ๕ ต.ค. ๕๒ โดยผมถือว่า เป็นการเข้าโรงเรียน เพราะคณะกรรมการแต่ละคนมีความคมในความคิดมาก จนผมยกให้เป็นครูของผม ยิ่งกรรมการแต่ละคนคมคนละแบบ คนละแนว ผมยิ่งสนุก และได้เรียนรู้มาก
ที่จริงไม่ใช่เฉพาะกรรมการตัดสินเท่านั้นที่เป็นบ่อเกิดของความสนุก และปัญญา ผู้สมัครรับทุนก็มีแนวคิดและโครงการแปลกๆ และประเทืองปัญญา
ทางโครงการเขามีนิยามของคำว่าปัญญาชนสาธารณะ ว่าเป็นคนที่ทำงานเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิม แต่เมื่อจะใช้ในการคัดเลือก เราต้องกำหนดนิยามสำหรับใช้งานเอาเอง เช่นผมเน้นหาร่องรอยของความอัดอั้นตันใจ หรือไม่พอใจสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ คือมีความเชื่อว่าปัญญาชนสาธารณะต้องเป็นปัญญาชนแบบลงมือทำ และแรงขับดันให้ลงมือทำคือความไม่พอใจกับสภาพปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน เราก็มองความริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำสิ่งเดิมๆ ที่มีคนทำมาแล้วมากมาย โดยสำหรับคนที่ค่อนข้างอาวุโส เราจะมองความเป็นคน “กัดติด” กับเรื่องนั้น หรือรักเรื่องนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อความเด่นดังของตัวเอง
แต่ก็มีบางคน มีไฟ มีความตั้งใจ มีความแปลกใหม่ แต่พื้นฐานความเข้าใจเรื่องนั้นไม่แน่น และเป็นเรื่องที่ถ้าทำผิดแนว ก็จะอันตรายต่อบ้านเมือง คนแบบนี้ เราไม่เลือก
ผมจับประเด็นแนวทางตัดสินใจของกรรมการได้อย่างหนึ่ง คือเรื่องที่ใหม่ หรือฉีกแนว มากเกินไป ยังมีการกล่าวขวัญถึงในสังคมน้อย และผู้สมัครก็อธิบายให้เข้าใจได้ไม่แจ่มแจ้ง กรรมการก็จะไม่ get สาระสำคัญของเรื่อง และโครงการ ผู้สมัครที่ผมเห็นว่าเด่นมาก เพราะผมคิดว่าผมเข้าใจความสำคัญของเรื่อง แต่กรรมการท่านอื่นไม่มีใครเห็นตรงกับผมเลย จึงตกไป
ผมได้แนะนำผู้บริหารโครงการ API ประเทศไทย ให้พิจารณา downstream management และพิจารณาการทำงานแบบ inclusive เพื่อสร้างวงปัญญาชนสาธารณะของประเทศไทยให้กว้างขึ้น เราต้องการคนที่คิดเพื่อคนอื่น คิดเพื่อสาธารณะมากขึ้น ในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน
คือ API ควรหันมาพิจารณาทำงานสร้างชุมชนปัญญาชนสาธารณะแบบที่ไม่ใช่ fellowshops-based แต่เป็นแบบ networking-based ด้วย จะได้พลังมากกว่ามาก
สาระที่ผมได้เรียนรู้มีมากมาย ที่ประทับใจได้แก่
• ผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่สาธารณะ นอกจากศึกษาคนใหญ่คนโตมีชื่อเสียงแล้ว น่าจะศึกษาคนพื้นบ้านด้วย รศ. ดร. จุรี วิจิตรวาทการ เล่าเรื่องที่มีคนทำวิทยานิพนธ์ผู้หญิงมุสลิม ๓ จังหวัดภาคใต้ที่ลุกขึ้นมาเล่นการเมืองท้องถิ่น จนเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตัวเอง คนในครอบครัว และในท้องถิ่น
• การใช้สัญญลักษณ์/ศิลปะที่มีตัวตนแทนคนจำนวนมากที่ไม่มีปากเสียง เอาไปปลุกจิตสำนึกของผู้คนในดินแดนต่างๆ ให้ลุกขึ้นมาแสดงออกแทน บอกคนในสังคมนั้นๆ อย่างกรณี “การเดินทางของคำจิ่ง”
• เมื่อหลายปีมาแล้ว ผมได้เข้าใจอุบายของคุณพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ ในการใช้ปลาโลมา เป็นสื่อสร้างกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล หรือใช้ต้นสาคู เป็นอุบายรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ปีนี้ผมได้เข้าใจอุบายในการใช้นกเป็นสื่อสร้างกระแสรักษาป่า ของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
• ผมได้รู้จักโครงการโรงเรียนพ่อแม่นครสวรรค์ ที่เน้นการเลี้ยงลูกด้วยจิตตื่นรู้ คือใช้แนวทางการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (contemplative learning) และเมื่อกลับมาบ้าน ค้น Google ด้วยคำว่า “โรงเรียนพ่อแม่” ก็พบกิจกรรมเรื่องนี้มากมาย เห็นโอกาสเชื่อมโยงเครือข่ายเรื่องสำคัญนี้ และเห็นโอกาสเชื่อมโยงกิจกรรมของ ม. มหิดลนครสวรรค์เข้ากับชุมชนนครสวรรค์ผ่านโรงเรียนพ่อแม่นครสวรรค์
• นิตยสารมนต์รักแม่กลอง เป็นนิตยสารราย ๒ เดือนที่คุณภาพสูงมาก อ. พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร บอกว่ากำลังจะมีข่าวดี ว่านิตยสารนี้จะได้รับรางวัลอะไรสักอย่างหนึ่ง นิตยสารนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการรักษ์แม่กลอง ให้จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่ไม่ไหลไปตามกระแสเงินนิยม
• ผมได้มีโอกาสโต้เถียงกับกรรมการ ในเรื่องพลังของความเป็นปัญญาชน ที่มาจากตัณหา กับที่มาจากฉันทะ แตกต่างกัน คนที่มีธรรมะสูงตั้งแต่อายุน้อยๆ ไม่แสดงความไม่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่แบบดิบๆ แต่แสดงออกมาผ่านฉันทะ ที่ต้องการทำเพื่อผู้อื่น ควรได้รับการสนับสนุน
วิจารณ์ พานิช
๖ ต.ค. ๕๒
กราบเรียนอาจารย์วิจารณ์
โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเซีย (API – Asian Public Intellectual) ดูจะเป็นโครงการที่ดี แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้รับทุนโครงการอยู่มากเหมือนกัน
ถ้าวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้หรือทดลองทำงานในต่างสถานที่น่าจะได้มาก แต่ผลงานไม่ทราบว่าเกิดสำริดผลมากน้อยเท่าไหร่ครับ อ่านจากเว็บไซต์ก็ไม่ค่อยได้นำเสนอโครงการที่ได้รับคัดเลือกและผลของโครงการ มีข่าวเชิงวิชาการเป็นส่วนมาก
สายมากแล้วเวลามีเท่านี้คงต้องกลับมาอ่านภายหลัง
ขอบคุณครับ
อภิชา
เข้ามาอ่านค่ะ ได้ประโยชน์มาก