การไปเรียนเมืองนอกในทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ก็คือ ไปประเทศตะวันตกที่มีวิทยาการสมัยใหม่ที่ก้าวหน้า จะมีใครสักกี่คนที่บ้าไปค้นหาความก้าวหน้าทางอารยธรรมในอดีตเหมือนดิฉัน

         เมื่อเรียนจบและได้ทำงานที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาหนังที่ให้ประสบการณ์ดี ๆในชีวิตอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง  ความมุ่งมั่นที่จะไปอินเดียก็ยังไม่อ่อนแรงลง  จนเมื่อได้งานประจำที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โอกาสที่จะได้ทำตามความมุ่งหวังก็มาถึง  เมื่อมีข่าวทุนรัฐบาลอินเดียแจ้งเวียนมายังหน่วยงาน  แต่ด้วยระบบราชการก็ทำให้ต้องรออยู่เกือบสองปี  ซึ่งระหว่างนั้นดิฉันก็ไปเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษที่ AUA ไปพลาง ๆ เมื่อข่าวทุนแวะเวียนมาอีกรอบโอกาสที่รอคอยก็มาถึง  ในปี 2537 ความสนใจเรื่องทุนอินเดียสำหรับคนไทยมีน้อยมาก เพราะการไปเรียนเมืองนอกในทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ก็คือ ไปประเทศตะวันตกที่มีวิทยาการสมัยใหม่ที่ก้าวหน้า  จะมีใครสักกี่คนที่บ้าไปค้นหาความก้าวหน้าทางอารยธรรมในอดีตเหมือนดิฉัน  ผู้สมัครทุนอินเดียในปีนั้นจึงมีไม่ถึง 10 คน การคัดเลือกก็ขึ้นอยู่กับว่าหากมหาวิทยาลัยที่เราเลือกสมัครไปตอบรับให้เข้าศึกษาได้ เราก็ได้ทุนโดยไม่มีการสอบข้อเขียนหรือสัมภาษณ์แต่อย่างใด  ดิฉันได้จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัย 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ที่เดลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอินเดีย  และอีกแห่งเป็นมหาวิทยาลัยในรัฐกุจาราต ทางตะวันตกของประเทศ  ดิฉันตัดสินใจเลือกไปกุจาราต เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท ในสาขาพิพิธภัณฑสถานวิทยา (Museology) พร้อมกับความุม่งหมายที่จะค้นหาคำตอบให้กับคำถามมากมายที่ค้างคาใจมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา และในระหว่างการทำงานในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ