คนเราบางทีมันก็โง่เหมือนกันนะ...
เค้าว่าถูกใจก็ว่าดี ถ้าว่าไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดีเท่านั้นแหละ มันก็มีแค่นั้นแหละ มันไม่รู้จักตัวตน
ได้กินตามใจ ได้อยู่ตามใจอะไรมันก็ว่าดีเท่านั้นแหละ แต่มันดีอยู่แต่มันว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ว่าระดับที่จะพัฒนาตัวเองมันจะต้องอยู่เหนือนี้อีก...
เราสังเกตุดูนะ พระเณรก็ดี ญาติโยมก็ดีที่ไม่เข้าใจ มันทิฏฐิมานะมาก ยิ่งบวชนานยิ่งทิฏฐิมานะมาก
มันต่างกับพระพุทธเจ้าเยอะ ตัวนี้แหละตัวที่ต้องแก้ไขด่วน ปฏิบัติไปแล้วมันไปติด
ก็เมื่อญาติโยมเขารู้จัก ญาติโยมเขาถามหาแล้ว มันหลงแล้วทีนี้ มันเลยไปไม่ได้ “ถูกโลกธรรมครอบงำ” เป็นอย่างนี้เยอะนะ สังเกตุดู
เมื่อปัญหามันเป็นอย่างนี้เราจะแก้ไขอย่างไร…?
เราก็ต้องกลับมาแก้ไขตัวเอง ทำตัวเองมันรู้ให้มันแจ้งให้มันชัดเจน เราจะได้บอกคนอื่นได้ สอนคนอื่นได้ เพราะนิพพานมันเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ เราจะได้บอกเค้าได้
นิพพานมันไม่ใช่มีตัวมีตนที่จะเข้าไป เข้าไปบรรลุหรือว่าไม่ได้บรรลุอย่างนั้น มีขั้นมีตำแหน่งอย่างนั้น
มันไม่เหมือนยศทางโลกเค้านะ มีแต่ปล่อย มีแต่วาง
พระพุทธเจ้าถึงน่าอัศจรรย์ ถึงแม้นเขาจะสรรเสริญถึงจะกราบไหว้ ถึงจะเอาของปฏิกูลหรือว่าเอาของหอมมาทาท่านก็ไม่สนใจ ไม่สะทกสะท้าน ท่านถึงเป็นบรมครูอย่างแท้จริง…
เราอย่าไปรู้จักแต่ความสงบภายนอก ความสงบภายในนี่สำคัญ
ความสงบภายนอกมันไปหาที่ไหนก็พอได้หรอก “ก็ลิงอยู่ในป่ามันก็สงบล่ะซิ” แต่มันไม่เห็นได้บรรลุอะไร อย่างนี้เป็นต้น
แต่ความสงบภายในที่เราละตัว ละตน ที่เรามีสติปัญญาที่จะแก้ไข
เราฝึกไปบ่อย ๆ มันก็ชำนาญ คล่องแคล่ว ได้รวดเร็ว
ถ้าอย่างนั้นมันก็ถูกราคะครอบงำจิตใจ ถูกโมหะครอบงำจิตใจ ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
อันนี้เพราะเราไม่แก้ไขตัวเอง เราโง่ เราไม่ได้สร้างปัญญาเกิดขึ้น เราก็จะไปโทษสิ่งภายนอก
ถ้าเราไม่แก้ไขมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย เมื่อเจอเมื่อไหร่ก็ต้องขาอ่อนอย่างเก่า เจอเมื่อไหร่ก็ต้องดีใจเสียใจอย่างเก่านั่นแหละ...
เราอยากบรรลุธรรม อยากถึงเป้าหมายแต่ว่าเราทำอีกอย่างหนึ่ง มันก็ขัดกัน
การกระทำมันกระทำทางจิตใจนี้ มันขัดกัน...
ศาสนาพุทธที่แท้จริงนี่ไม่ใช่ว่า เราใส่ชุดอย่างนี้ เราแต่งกายอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น
ตัวศาสนาที่แท้จริงก็คือ ตัวที่หมดอุปทานหมดตัวตนนี้ เราต้องเข้าใจ
ทำอย่างไรเราถึงจะหมดตัวหมดตนได้ มันก็ต้องเน้นถึงศากยทิฏฐิ ทิฏฐิมานะต้องแก้ไข
เริ่มรู้จักความคิด เริ่มรู้จักอารมณ์ มันถึงไปได้…
บางทีเราก็ไม่รู้จักศาสนาเหมือนกันนะ...!
ก็ไปว่าคนโน้นไปว่าคนนี้อะไร สีเขียว สีแดง สีชมพูอะไร อย่างนี้เป็นต้น
อันนั้นมันเป็นเปลือกนอกมันหรอก
ต้องสร้างความหนักแน่นให้มันมากขึ้น ความเยือกเย็นมากขึ้น พวกนี้ต้องเพิ่มขึ้นมาก ๆ
ส่วนมากไม่ค่อยเห็นแน่นไม่ค่อยหนักให้...
เพื่อนฝูงก็คบมาเยอะแล้ว ยังอยู่ก็ดี สึกไปก็มาก หาลำบากเหลือเกิน
มีแต่กระท่อนกระแท่น คลอน ๆ แคลน ๆ อะไร มันไม่ชัดเจน เพราะว่าตัวอุปทานมันเป็นอุปสรรค
ถึงกับแบ่งพรรคแบ่งพวกก็มี เป็นธรรมยุต มหานิกาย อะไรมากมายอย่างนี้ อันนี้ก็ล้วนแต่ปลูกฝังความเห็นแก่ตัวขึ้นมาทั้งนั้น
แล้วก็คนที่เกิดมาภายหลังก็ไม่รู้ว่าเค้ากันอย่างไร อย่างไร เค้าส่องบาตรก็ส่องตามอย่างนั้น…
อันนี้ให้เราเน้นเข้าภาวนาเข้า...
เราอย่าไปมีทิฏฐิมานะ อย่าไปประมาทว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้มันไม่สำคัญ ๆ
สิ่งเล็ก ๆ นี้แหละมันสำคัญ เพราะว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้มันทำผิดทางจิตใจ ทำผิดทางวาจา อะไรตามระดับ อะไรก็หยวน ๆ หยวน ๆ ไปเรื่อยไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่รู้จักคำว่า “ธุดงค์”...
เมื่อปฏิปทามันตกอะไรมันตกแล้วทุกอย่างมันก็ไปหมด “บางทีมันไม่เหลือหางไว้ให้จับ...”
บางทีก็ไปโทษเค้าทั่ววัดทั่วบ้านทั่วเมืองว่าเค้าไม่ดี ก็ตัวเองสุขภาพจิตมันไม่ดี มันเลยเป็นอย่างนั้น...
ถ้าเราแก้ไขเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องนี้เรามันก็จะดีทุกหนทุกแห่ง แล้วในอนาคตเราก็ไม่มีปัญหา แล้วก็เป็นที่พึ่งกับคนอื่นเค้าได้ เพราะเราไม่มีอะไร
ต้องให้ชัดเจน อย่าพะว่อไปพะว่อมา อย่างนี้ไม่ได้เรื่อง...
ไปมันเกิดประโยชน์ก็ไป อยู่แล้วมันประโยชน์ก็อยู่
ประโยชน์ในที่นี้นั้นหมายถึงว่า หมดอาสวะ หมดกิเลส หมดตัวหมดตน ตัวนี้ก่อน
ไม่ใช่ประโยชนน์ลาภสักการะ หรือว่าความสุขทางเนื้อหนัง ไม่ใช่อย่างนั้น…
บางทีพระเก่าไม่เข้าใจ แล้วก็ทำให้พระใหม่สงสัยเหมือนกันนะ
ทำไมองค์นั้นเป็นอย่างนั้น ทำไมองค์นี้เป็นอย่างนี้ ทำไมบวชหลายปีแล้วไม่ทำกิจ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงสึกอะไรอย่างนี้ ทำไมพะว่อนั่น พะว่อนี่ ก็เพราะว่ามันไม่ชัดเจน ต้องพัฒนาตัวเองให้มันก้าวหน้า...
ก็โลกมันไม่รู้จักคนมันก็ต้องสงสัยน่ะซิ...
อันนี้เรารู้หลักชัดเจนเราก็ทำไปแล้วมันก็หายสงสัย
เราก็จะได้พูดได้อะไรได้ แล้วก็จะไม่ทะเลาะกับใคร…
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...