ส่วนที่ 1
การวางแผนกลยุทธ์ระดับสถานศึกษา
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางสังคมอย่างรุนแรง มีผู้ว่างงานจำนวนมาก จากการที่ธุรกิจจำนวนมากปิดกิจการลง มีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่ถิ่นอื่นสูงมาก คนยากจนมีจำนวนเพิ่มขึ้น มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนไทยลดลง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ยาเสพติด เอดส์ อาชญากรรม ฯลฯ ทำให้การพัฒนาคนต้องมุ่งเน้นฟื้นฟูสภาพสังคมให้ดีขึ้นด้วย
สังคมไทยมีลักษณะเปิดกว้าง ยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ง่าย ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริโภคที่เป็นผลเสียต่อคนและสังคม โดยเฉพาะด้านบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ ดนตรี ฯลฯ ทำให้ค่านิยม ประเพณี และวัฒนธรรมไทยเสื่อมถอยลง สังคมเปลี่ยนเป็นสังคมวัตถุนิยมมากขึ้น
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่มีราคาแพง ทำให้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาคน
สถานศึกษามีมาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน และยังให้บริการการศึกษาได้ไม่ทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ทำให้การพัฒนาคนมีคุณภาพไม่เพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลง
นโยบายการลดอัตรากำลังคนภาครัฐ ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาขาดในบางพื้นที่ และบางสาขา ซึ่งเป้ฯอุปสรรคต่อการพัฒนาการเรียนการสอน
การจัดการศึกษามีการแทรกแซงจากนักการเมือง ทำให้ไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการ เช่น การโยกย้ายข้าราชการทุกระดับการจัดสรรงบประมาณ ฯลฯ
การจัดการศึกษายังขาดการกำกับ ติดตามและประเมินผลที่เป็นระบบในทุกขั้นตอน มีการวิจัยด้านการจัดการศึกษาจำนวนน้อย ทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษาขาดประสิทธิภาพและไม่ตรงกับความต้องการ
การจัดการเรียนการสอนเน้นเนื้อหาวิชามากกว่าทักษะกระบวนการ รวมทั้งเน้นทักษะความรู้สายสามัญกว่าสายอาชีพ โดยไม่มีการสอดแทรกการประกอบอาชีพระว่างเรียนอย่างจริงจัง ทำให้ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาแล้วมีความรู้และทักษะที่จำเป็นไม่เพียงพอต่อการศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร
หน่วยงานและสถานศึกษายังไม่มีสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารและจัดการศึกษาอย่างเหมาะสม เพียงพอ และยังไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายถึงกัน
เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ เป็นการสร้างกลยุทธ์ใหม่ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคล สังคมไทย ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในสังคมโลกเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สถานศึกษา จำเป็นต้องมีแผนกลยุทธ์กำหนดทิศทางในการบริหารจัดการศึกษา
ระบบการวางแผนที่ดี หมายความถึง กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดพันธกิจ ภารกิจหลักของหน่วยงาน และผลลัพธ์ที่คาดหวังจะให้เกิดขึ้นจากผลผลิตที่ได้วางแผนไว้ทั้งในแง่ปริมาณงาน เวลา คุณภาพ และต้นทุน พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการในการบรรลุถึงวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนในขั้นตอนการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อจะเป็นกรอบในการกำหนดพันธสัญญาระหว่างหน่วยปฏิบัติ (ผู้ใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงาน) และหน่วยงานผู้ดูแลทรัพยากรของชาติ (แทนประชาชน) นอกจากนั้นในระบบการวางแผนที่ดีจะต้องมีกระบวนการจัดลำดับความสำคัญในแต่ละระดับ ตั้งแต่กลยุทธ์ แผนงาน งาน/โครงการ กิจกรรม ผลผลิตและผลลัพธ์ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะชวยในการตัดสินใจในการบริหารงานและการจัดสรรทรัพยากร
การบริหารเชิงกลยุทธ์ เป็นศาสตร์และศิลป์ในการดำเนินการใน 4 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกัน คือ การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ การกำหนดกลยุทธ์ การปฏิบัติตามกลยุทธ์ และการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์
สาระหลักการจัดทำแผนกลยุทธ์ระดับสถานศึกษา
ในการที่จะดำเนินพันธกิจให้เป้าหมายของการให้บริการสาฐารณะให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ หน่วยงานทุกระดับโดยเฉพาะสถานศึกษต้องมีการวางแผนงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ มีข้อมูล
ครอบคลุมทั้งในด้านงบประมาณ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ผลผลิต และกลยุทธ์ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้นตอน คือ
การศึกษาสถานภาพสถานศึกษา เป็นการสำรวจวิเคราะห์ภารกิจและผลผลิตหลัก สภาพแวดล้อมภายนอกและภายในที่เกี่ยวข้องกับการบริการการศึกษาของสถานศึกษา ผลจากการศึกษาสถานภาพทำให้ทราบว่าสถานศึกษามีโอกาส อุปสรรค จุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปกำหนดทิศทางพัฒนาสถานศึกษา
การกำหนดทิศทางสถานศึกษา เป็นการกำหนดจุดหมายแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของสถานศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้นตามสถานภาพของสถานศึกษาและความต้องการของสังคม
การกำหนดกลยุทธ์สถานศึกษา เป็นการกำหนดวิธีการปฏิบัติงานของสถานศึกษา ซึ่งต้องเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสถานภาพของสถานศึกษาที่ได้ศึกษาไว้ โดยยึดทิศทางของสถานศึกษากลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลประโยชน์ ลักษณะงานที่ทำ และทางเลือกที่เหมาะสม
คำถามเชิงกลยุทธ์
|
|
ขณะนี้เป็นอย่างไร |
จะเป็นอะไร |
ต้องทำอะไร |
ทำแล้วได้อะไร |
สร้างผลงานอะไร |
จะต้องทำอย่างไร |
|
สถานภาพ สถานศึกษา |
สถานศึกษามีโอกาส อุปสรรค จุดแข็ง จุดอ่อน อย่างไรบ้าง |
|
|
|
|
|
|
วิสัยทัศน์
|
|
สถานศึกษาที่ต้องการจะเป็นอย่างไร ในอนาคต ภายใต้สถานภาพปัจจุบัน |
|
|
|
|
|
พันธกิจ
|
|
|
บทบาทภาระหน้าที่ของ สถานศึกษาที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ |
|
|
|
|
เป้าประสงค์
|
|
|
|
ผลประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากดำเนินกลยุทธ์และพันธกิจ |
|
|
|
ผลผลิตหลัก
|
|
|
|
|
ผลงานที่จะนำไปสู่ ผลประโยชน์ |
|
|
กลยุทธ์
|
|
|
|
|
|
กระบวนการ สร้างผลงาน |
กระบวนการวางแผนกลยุทธ์ และคำถามเชิงกลยุทธ์
แผนภูมิแสดงกระบวนการกำหนดวัตถุประสงค์ นโยบาย เป้าหมาย
แผนงานและโครงการพัฒนาการศึกษา
|
วิเคราะห์องค์การ สำนักงานและสถานศึกษา |
|
ประมวลข้อคิดเห็นและทิศทาง การจัดการศึกษาและการ พัฒนาการศึกษาในอนาคต |
|
วิเคราะห์ภารกิจ ระบบการศึกษา |
|
ปัญหาและความต้องการพัฒนา ของระบบการศึกษาทั้งระบบ |
|
ความต้องการและทิศทาง การศึกษาในอนาคต |
|
ปัญหาและความต้องการในการพัฒนา การบริหารสำนักงานและสถานศึกษา |
|
ประมวลปัญหาและความต้องการ ในการพัฒนาการศึกษา |
|
จัดลำดับความสำคัญปัญหา และความต้องการ
|
|
ร่างวัตถุประสงค์ ของแผนพัฒนา |
|
วิเคราะห์ปัญหา ค้นหาสาเหตุ สร้างทางเลือก ในการขจัดสาเหตุและทางเลือกในการดำเนินการ พัฒนาแล้วกำหนดแนวทางดำเนินการ |
|
ร่างวัตถประสงค์ ของแผนพัฒนา |
|
นโยบายการพัฒนาการศึกษา (ระยะ 5 ปี) |
|
กำหนดวัตถุประสงค์ ของแผนพัฒนา |
|
วิเคราะห์นโยบายเพื่อกำหนดกิจกรรมที่ต้อง ปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวนโยบาย |
|
กำหนดเป้าหมายรวม |
|
จัดกลุ่มกิจกรรมตามโครงสร้างแผนงาน ( Programme Structure) |
|
กำหนดวัตถประสงค์/เป้าหมาย นโยบาย รายแผนงาน |
|
กำหนดโครงการและจัดลำดับ ความสำคัญของโครงการ |
|
ประมวลแผนงาน/โครงการ เป็นแผนพัฒนาระยะ 5 ปี |
|
จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี |
|
บริหารแผน/ติดตาม/ควบคุมกำกับ/ประเมิน |
|
จัดทำรายงานสรุปประจำปี |
|
จัดสรรงบประมาณ |
|
นโยบายดำเนินการ ประจำปี |
|
ประเมินระยะครึ่งแผนประเมินแผนพัฒนาระยะ5 ปี |
การศึกษาสถานภาพสถานศึกษา
การศึกษาสถานภาพของสถานศึกษา เพื่อให้รู้สถานภาพของสถานศึกษาว่าเป็นอย่างไร โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพแวดล้อมภายนอกและภายในของสถานศึกษา ผลจากการศึกษาสถานภาพสถานศึกษาจะทำให้ทราบว่าสถานศึกษา มีโอกาสอุปสรร จุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปกำหนดทิศทางพัฒนาสถานศึกษา
ขั้นตอนการศึกษาสถานภาพสถานศึกษา
1. วิเคราะห์ภารกิจและผลผลิตหลัก
สถานศึกษาจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจที่กำหนดไว้ คือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้
ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะเป็นคนดีเก่งและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานหลักของสถานศึกษาเพื่อให้ผลงานหลัก มีคุณภาพสถานศึกษาต้องตระหนักในภารกิจหลักโดยมุ่งกำหนดเป้าหมายวางแผน และดำเนินการสู่ความสำเร็จอย่างไรก็ตามการกำหนดเป้าหมาย และกิจกรรมดำเนินงานต้องคำนึงถึงกฎหมายนโยบาย และความคาดหวังของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2540 แนวนโยบายเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาล พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม นโยบายรัฐบาล นโยบายทางการศึกษา มาตรฐานการศึกษาของชาติ ความคิดเห็นและความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง สังคมรวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
ผลผลิตหลัก คือสิ่งของหรือบริการที่เป็นรูปธรรมหรือรับรู้ได้ที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อให้บุคคลภายนอกได้ใช้ประโยชน์ ผลผลิตคือการตอบคำถามว่า อะไรที่ได้รับจากการดำเนินการผลิตหรือให้บริการหรือ จัดซื้อ การวางแผนงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานให้ความสำคัญกับ
ผลผลิตที่เกิดขึ้นในส่วนของผลผลิตของส่วนราชการต้องส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่รัฐบาลคาดหวังตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกำหนดมาจากความต้องการของประชาชนและสังคม และสำหรับผลผลิตหลักของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ การจัดบริการการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้กับเด็กในวัยเรียน 4 กลุ่ม คือ เด็กวัยเรียนปกติ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และตัวชี้วัดความสำเร็จของการจัดบริการการศึกษา
กระบวนการวิเคราะห์ภารกิจและผลผลิตหลัก
1. ประชุมคณะวางแผนเพื่อศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ สถานศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา และนโยบายบางหน่วยงานต้นสังกัด เป็นต้น
2. ระดมความคิดกำหนดรายการและเรียงลำดับความสำคัญภารกิจที่สถานศึกษาจะต้องปฏิบัติ
3. จัดหมวดหมู่ สิ่งที่สถานศึกษาต้องปฏิบัติ เช่น ภารกิจด้านการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากร เป็นต้น
4. เมื่อได้ภารกิจของสถานศึกษาแล้วคณะวางแผนจำเป็นต้องวิเคราะห์เป้าหมาย ผลผลิตหลักของสถานศึกษาหรือนักเรียนว่ามีกลุ่มใดบ้าง ซึ่งสถานศึกษา ในแต่ละแห่งงมีกลุ่มเป้าหมายผลผลิตหลักต่างกัน เช่น นักเรียนปกติ นักเรียนด้อยโอกาส นักเรียนพิการ และนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ เป็นต้น
5. วิเคราะห์การดำเนินงานเกี่ยวกับผลผลิตหลักของสถานศึกษาในด้านปริมาณและคุณภาพในรอบปีที่ผ่านมา
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
เป็นการศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของสถานศึกษาทั้งในแง่เชิงบวกและเชิงลบ ข้อมูลสภาพแวดล้อมเป็นข้อมูลในการประเมินสภาพของสถานศึกษาว่าเป็นอย่างไรและพัฒนาไปในทิศทางใด สภาพแวดล้อมที่มีบทบาทต่อการดำเนินงานของสถานศึกษาแบ่งได้ 2 ประเภท คือ สภาพแวดล้อมภายนอก และสภาพแวดล้อมภายในข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม โดยพิจารณา โอกาส และ อุปสรรค จากสภาพแวดล้อมภายนอก และ จุดแข็งและจุดอ่อน จากสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา
โอกาส หมายถึง ปัจจัยหลักของสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย หรือสนับสนุนให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จ
อุปสรรค หมายถึงปัจจัยหลักของสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นภัยคุกคาม หรือข้อจำกัดที่ทำให้การดำเนินงานของสถานศึกษาไม่ประสบความสำเร็จ
จุดแข็ง หมายถึงปัจจัยหลักของสภาพแวดล้อมภายใน ที่เป็นข้อดี หรือข้อเด่นที่ทำให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จ
จุดอ่อน หมายถึงปัจจัยหลัก ของสภาพแวดล้อมภายในที่เป็นข้อด้อยซึ่งส่งผลเสีย ต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา
2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก
สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษแต่สถานศึกษาไม่สามารถควบคุมได้หรือควบคุมได้ ในระยะสั้น ๆ ประกอบด้วยปัจจัยในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้
2.1 ด้านสังคมและวัฒนธรรม(S) ได้แก่ จำนวนประชากรระบบการศึกษา ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี แนวโน้มทางสังคม การคมนาคม การสื่อสาร อาชีพและปัญหาสังคม
2.2 ด้านเทคโนโลยี(T) ได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ และภูมิปัญญาชาวบ้าน
2.3 ด้านเศรษฐกิจ(E) ได้แก่รายได้ของผู้ปกครอง ภาระทางการเงิน การว่างงาน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย การลงทุนต่าง ๆ
2.4 ด้านการเมืองและกฏหมาย(P)ได้แก่รัฐธรรมนูญพระราชบัญญัติการศึกษาหลักสูตร นโยบายรัฐบาล นโยบายหน่วยงานต้นสังกัด กฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ การแทรกแซงทางการเมือง
ปัจจัยทั้ง 4 ด้านดังกล่าวมีอิทธิพลต่อสถานศึกษา มากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานภาพของสถานศึกษาแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตามสถานศึกษาของรัฐนั้น ปัจจัยสังคมและวัฒนธรรม และปัจจัยการเมืองและกฏหมาย จะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อสถานศึกษามากกว่าด้านอื่น ๆ เพราะสถานศึกษาส่วนมากเป็นหน่วยงานภาครัฐบาลจึงต้องยึดระเบียบกฏหมาย ตลอดจนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเป็นแนวหลักในการทำงาน
กระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก
1. คณะวางแผนร่วมระดมความคิดเพื่อเขียนข้อความตามปัจจัย ทั้ง 4 ด้าน คือ
1.1 สังคม และวัฒนธรรม
1.2 เทคโนโลยี
1.3 เศรษฐกิจ
1.4 การเมืองและกฏหมาย
2. นำข้อความที่เขียนได้ในข้อ 1 มาเรียบเรียงใหม่โดยเขียนให้เป็นประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ มีปัจจัยเหตุที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษามีประเด็นเดียวในประโยคนั้น ๆ ซึ่งเรียกว่า ประเด็นสำคัญ
3. หากข้อความที่เขียนมีหลายประเด็นให้สรุปประเด็นคล้ายกันหรือซ้ำซ้อนกันให้เป็นประเด็นสำคัญ เพียงประเด็นเดียว
4. วิเคราะห์ว่าประเด็นสำคัญที่เขียนในข้อ 3 เป็น โอกาส (+) หรือ อุปสรรค (-) ต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
5. จัดเตรียมประเด็นสำคัญที่วิเคราะห์ในปัจจัยแต่ละด้านทั้ง 4 ด้าน ที่มีค่าบวกและลบเพื่อนำไปให้ค่าคะแนนในขั้นตอนประเมินสถานภาพสถานศึกษา
ตัวอย่าง วิเคราะห์สถานภาพแวดล้อมภายนอก
|
ด้าน |
ประเด็นสำคัญ |
โอกาส+อุปสรรค- |
|
สังคมและวัฒนธรรม |
- ประชากรร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี ในท้องถิ่น ส่งผลให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน - ผู้ปกครองมีการศึกษาดีส่งผลให้สนับสนุนการศึกษา ที่โรงเรียนจัดให้แก่เด็ก |
+
+ |
|
ด้าน |
ประเด็นสำคัญ |
โอกาส+อุปสรรค- |
|
สังคมและวัฒนธรรม |
- ชุมชนรอบโรงเรียนเป็นแหล่งซื้อขายยาเสพติดทำให้นักเรียน มีโอกาสติดยาเสพติด |
- |
|
เทคโนโลยี |
- ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้ โรงเรียนต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคเทคโนโลยี - คอมพิวเตอร์มีราคาถูกลงทำให้โรงเรียนสามารถจัดซื้อจัดหามาใช้ในการจัดบริการสารสนเทศของ โรงเรียนได้ |
+
+ |
|
เศรษฐกิจ |
- ชุมชนมีรายได้น้อยฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่เท่าเทียมมีผลกระทบต่อการให้การสนับสนุนการศึกษา - อบต. เข้ามามีส่วนร่วมการศึกษาโดยสนับสนุน งบประมาณอย่างต่อเนื่อง |
-
+ |
|
กฎหมายและ การเมือง |
- การปฏิรูประบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานทำให้การบริหารงานมีอิสระมากขึ้น |
+ |
3 วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษาและสถานศึกษาสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ ประกอบด้วย
1. โครงสร้างและนโยบายของสถานศึกษา (S1) ได้แก่โครงสร้างนโยบายระบบของสถานศึกษา
2. ผลผลิตและการบริการ (S2) ได้แก่ ประสิทธิภาพของการให้บริการทางการศึกษา คุณภาพของการให้บริการของการศึกษาและคุณภาพของบุคลากรในสถานศึกษา
3. บุคลากร (M1) ได้แก่ ปริมาณและคุณภาพของบุคลากรในสถานศึกษา
4. ประสิทธิภาพทางการเงิน (M2) ได้แก่ ความเพียงพอ ความคล่องตัวในการเบิกจ่ายเงิน ประสิทธิภาพของการใช้เงินที่เน้นผลผลิต การระดมทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรของสถานศึกษา
5. วัสดุทรัพยากร (M3) ได้แก่ความเพียงพอและคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ในสถานศึกษา
6. การบริหารจัดการ (M4) ได้แก่ การมีส่วนร่วมของบุคลากร ในสถานศึกษาการมอบอำนาจ การกระจายอำนาจในการบริหารจัดการของสถานศึกษา การประชาสัมพันธ์
โครงสร้างนโยบายสถานศึกษา S1
|
|
ผลผลิตและการ บริการ (S2) |
|
การบริหารจัดการ (M4) |
|
วัสดุทรัพยากร (M3)
|
สภาพแวดล้อมภายใน
|
บุคลากร (M1)
|
|
ประสิทธิภาพ ทางการเงิน (M2) |
สภาพแวดล้อมภายในทั้ง 6 ด้าน จะมีอิทธิพลต่อสถานศึกษาแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่สถานศึกษาต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ด้านผลผลิตและการบริการ ถือได้ว่าเป็นผลผลิตหลักของสถานศึกษา เช่น ผลการเรียนของนักเรียน คุณลักษณะของนักเรียนตลอดจนการให้บริการนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของสถานศึกษา เป็นต้น และถ้าหากคณะวางแผนมีความคิดเห็นว่า สภาพแวดล้อมทั้ง 6 ด้าน ยังไม่ครอบคลุม สถานศึกษาสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยคิดปัจจัยเพิ่มขึ้นได้
กระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน
1. คณะวางแผนร่วมระดมความคิดเพื่อเขียนข้อความ ตามปัจจัยทั้ง 6 ด้าน คือโครงสร้างและนโยบาย ผลผลิตและการบริการ บุคลากร ประสิทธิภาพทางการเงิน วัสดุอุปกรณ์ และการบริหารจัดการ
2. นำข้อความที่ได้เขียนในข้อ 1 มาเรียบเรียงเขียนใหม่โดยเขียนให้เป็นประโยคมีเหตุ และผลเพียงประเด็นเดียวในประโยคนั้น ๆ
3. หากข้อความที่เขียนมีหลายประเด็นให้ สรุปประเด็นคล้ายกัน หรือซ้ำซ้อนกันให้ เป็นประเด็นหลัก ๆ ที่สำคัญ ซึ่งเรียกว่าประเด็นสำคัญ
4. วิเคราะห์ว่าประเด็นที่ได้ในข้อ 3 เป็นจุดแข็ง (+) จุดอ่อน (-) ต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยใส่เครื่องหมาย + หรือ – หลังประเด็นนั้น ๆ
5. จัดเตรียมประเด็นที่วิเคราะห์ในปัจจัยแต่ละด้านทั้ง 6 ด้าน ที่มีค่าบวก และ ลบ ไปให้ค่าคะแนน ในขั้นตอน ประเมินสถานภาพสถานศึกษา
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา (Mind Mapping)
1. นักเรียน
1.1 ความพอใจ
1.2 ความถนัด
1.3 ผลสัมฤทธิ์
2. ผู้ปกครอง
2.1 ฐานะทางเศรษฐกิจ
2.2 การย้ายถิ่นฐาน
3 ที่ตั้งชุมชน
3.1 โครงสร้างชุมชน สังคม
3.2 ปัญหาชุมชน
3.3 วัฒนธรรม ค่านิยม
4. ระบบการบริหารภายในโรงเรียน
4.1 การพัฒนาบุคลากร
4.2 หารบริหารการเงินและพัสดุ
4.3 การพัฒนางานวิชาการ
5. กฎหมาย
5.1 พรบ.การศึกษา
5.2 ระเบียบการเงินพัสดุ
1.4 ประเมินสถานภาพสถานศึกษา
การประเมินสถานภาพสถานศึกษาจะทำให้เราทราบว่าปัจจุบันสถานศึกษาเป็นอย่างไร มีปัจจัยจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นโอกาส และอุปสรรค มีปัจจัยจากสภาพแวดล้อมภายในที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนในด้านใดบ้าง เพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการจัดวางทิศทางสถานศึกษา ในการประเมินจะใช้กระบวนการทางสถิติเป็นเครื่องมือในการประเมิน และนำเสนอ โดยกราฟแสดงสถานภาพสถานศึกษา
กระบวนการประเมินสถานภาพสถานศึกษา
1.นำประเด็นสำคัญที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและภายใน ที่คณะวางแผนร่วมกันคิดเขียนประเด็นสำคัญทั้งด้านที่เป็นปัจจัยด้านโอกาส (+) และ อุปสรรค (-) และประเด็นปัจจัยที่เป็นจุดแข็ง (+) และปัจจัยที่เป็นจุดอ่อน (-) ตามแบบฟอร์มการให้คะแนน
2. ให้คณะวางแผนในกลุ่มแต่ละคนให้คะแนนในแต่ละประเด็น ตามแบบฟอร์มการให้คะแนน ซึ่งกำหนดคะแนน เต็ม 5 คะแนนมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
ให้ 5 คะแนน หมายถึง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษามากที่สุด
ให้ 4 คะแนน หมายถึง เป็นปัจจัย ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษา
ให้ 3 คะแนน หมายถึง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษาปานกลาง
ให้ 2 คะแนน หมายถึง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษาน้อย
ให้ 1 คะแนน หมายถึง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานศึกษามากที่สุด
3. หาค่าเฉลี่ยของแต่ละประเด็นแล้วหาค่าเฉลี่ยรวมของแต่ละด้าน คือด้านสังคม และด้านวัสดุอุปกรณ์
4. ให้น้ำหนักประเด็นสำคัญปัจจัยภายนอกให้ครบทั้ง 4
ขอบคุณนะคะ
เรียน ผู้อำนวยการ อำพร เรืองศรี ผมได้รับความรู้มากครับ แต่อยากให้ท่านลงตัวอย่างของแบบประเมิน Step ครับ (แบบประเมินและวิธีการคิดครับ)
ขอขอบพระคุณท่านที่ช่วยอธิบายความรู้นี้ ขอให้อานิสงส์ของวิทยาทานนี้จงส่งผลแก่ท่าน
นิสิต ปริญญาเอก มจร.