เมื่อคืนแถว ๆ นี้เขาไปหา "หมอแมะ" กัน ไปฝังเข็มรักษาโรคกัน
เราก็ไปกับเค้าด้วย "รถว่าง" ก็เลย "อยากรู้ อยากเห็น"
พอไปถึง "หมอ" ก็ถามว่า "เป็นอะไรมั๊ย..?"
เราก็ตอบว่า "ไม่เป็นอะไร"
หมอก็ตอบว่า "ไม่เป็นอะไรก็ไม่ต้องตรวจ..."
ก็มันไม่เป็นอะไร แค่อยากจะมารู้เฉย ๆ ว่า "หมอแมะ" นี่เป็นอย่างไร ก็แค่นั้น...!
แต่สิ่งที่ได้นอกจากนั้นก็คือ เมื่อวานหมอว่าง ว่างที่จะมานั่งคุยกับเรา
หมอก็บอกว่า คนที่เขาคิดว่า "ชั้นป่วย ชั้นเป็นมะเร็ง" คนพวกนี้รักษาไม่หาย
แต่คนที่คิดว่า มะเร็งก็อยู่ส่วนมะเร็ง ฉันก็อยู่ส่วนฉัน พวกนี้มีสิทธิรักษาหาย...
เราก็ไม่สงสัยที่เราบอกว่า "ไม่เป็นอะไร" ก็เพราะหมอเขารู้ว่า จิตของคนที่บอกว่าไม่เป็นอะไร มันก็ไม่เป็นอะไร...
เล่ามาซะนาน ที่สำคัญที่จะบอกก็คือ
มีคนที่ไปด้วยถามว่า "การฝังเข็ม" นี้ คนอื่นฝังได้ไหม...
หมอบอกว่า "ฝังได้" แต่ "ไม่หาย..."
ใครรู้จุดฝังเข็ม จุดนี้ฝังรักษาอันนี้ จุดโน้นรักษาอันโน้น ใครก็ฝังได้
แต่ว่าการรักษาโรคนั้นจะต้องดูด้วยว่า เขาทำอาชีพอะไร ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร ชีวิตปกติประจำวันเขาเป็นอย่างไร ดู "โหงวเฮ้ง" ด้วยว่าเขาเป็นอย่างไร จิตใจเขาเป็นอย่างไร แล้วจึงวินิจฉัยอย่าง "สมดุล"
หมอพูดถึง "หยินหยาง" คือ ความสมดุลแห่งธรรมชาติ
การจะรักษาโรคนั้นจะต้องดูองค์ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ ร่วมกันเข้ามาเพื่อหาความสมดุลที่จะรักษาให้คนไข้
แต่ทว่าปัญหาของการแพทย์ในปัจจุบันนั้น มองกันแต่ตัวเลข ดูตัวเลขแล้วก็แล้วกัน ผลออกมาอย่างไงก็อย่างนั้น
ปกติก็ปกติ
สุดท้ายแล้วก็ต้อง "ตาย" อย่าง "ปกติ..."
คนเรามัน "ปกติ" อย่างที่ตัวเลขบอกอย่างนี้ก็ดีน่ะสิ
ปัจจัยของชีวิตมันมีแค่ตัวเลขอย่างนี้หรือ...?
ระบบนิเวศน์ ระบบชีวิต มันเป็นอะไรที่มี "ระบบ"
ระบบนั้นเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
กายและจิต จิตและกายนั้นสัมพันธ์กัน
แต่เดี๋ยวนี้หมอกายเป็นคนหนึ่ง หมอจิตเป็นคนหนึ่ง
ต่างคนต่างทำงาน ต่างคน ต่างอยู่ ต่างคน ต่างรักษา
หมอรักษากายก็ดูกายอย่างเดียว
หมอรักษาจิตก็ดูจิตอย่างเดียว
ดูคนละอย่าง คนละที่ คนละเวลา
คนส่วนใหญ่มาหาแต่หมอกาย เพราะไปหาหมอจิต เดี๋ยวเขาก็จะหาว่าเป็น "โรคจิต"
หมอกายไปพูดเรื่องจิตมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกหาว่าเป็น "โรคจิต" ไปด้วยอีกคน...
คนเดี๋ยวนี้ก็เลยรักษาโรคแบบแยกส่วน แล้วก็ตายไปแบบ "แยกส่วน"
แยกกาย แยกจิต
ตายกาย จิตไม่ตาย จิตก็เลยไม่ว่าต้องกลับไปเวียน ว่าย ตาย เกิด...
ใครเกิดมาในยุคสมัย "หมอแยกส่วน" นี้ก็ต้องทำใจ "รับกรรม"
เพราะหมอนั้นก็ทางใคร ทางมัน กายของฉัน จิตของเธอ...

ท่านสุญญตาทำให้หนูคิดถึง วิชาหนึ่งที่เคยเรียนสมัยเป็นนักศึกษา
คือแพทย์แผนไทย
โดยรูปแบบการรักษาไม่แยกกันว่า เป็นกายหรือใจ
หมอโบราณ ท่านจะเอาคนไข้มานอนบ้านหมอ
ให้ไหว้ครู หรือ ครอบครูก่อน
ให้ทานอาหารที่หมอจัดให้ (ลางเนื้อชอบลางยา)
ส่วนใหญ่ก็กินง่าย ๆ ไม่เน้นโปรตีน
มีการสวดมนต์ ภาวนา ทำขวัญ เปล่าน้ำมนต์
ส่วนนี้เป็นการรักษาทางจิตใจ
แล้วสถานที่ ที่เป็นบ้านหมอโบราณ ส่วนใหญ่จะร่มรื่น
บางราย ก็ตามหมอเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรก็มี
กายก็ใช้สมุนไพรรักษา
ใจก็ใช้การครอบครู ใช้ศรัทธาในหมอ
และศรัทธาในวิถีการเยียวยา
รวมถึงธรรมชาติ
ตอนนี้ดูเหมือนเขาเรียกกันว่า
"การรักษาแบบองค์รวม (Holistic therapy) เจ้าค่ะ
ดูเหมือนเป็นการเยียวยาที่มีมานมนาน
แต่คงเหลืออยู่อย่างจำนวนจำกัดเจ้าค่ะ
สวัสดีค่ะ กำลังจะพัฒนาเรื่ององค์รวมให้มากขึ้นนะคะ ต้องใช้เวลาค่ะ
เข้าใจใช้คำนะคะ
หมอแยกส่วน = หมอเฉพาะทาง ไหมคะ
ขอบคุณค่ะ
กำลังจะพัฒนา เป็นคำพูดของ "นักวิชาการ"
กำลังจะตาย เป็นคำพูดของ "คนไข้..."
ต้องใช้เวลา เป็นคำพูดของ "นักวิชาการ"
ต้องใช้ชีวิต เป็นคำพูดของ "คนไข้"
ชีวิตของคนไข้เป็นเพียง Case study ที่จะให้วงการแพทย์พัฒนาการทางด้าน "ตัวเลข..."
ตัวเลข เป็นสถิติของนักวิชาการ
แต่อีกหนึ่งด้านตัวเลขนั้นเป็น "ชีวิต" ของ "ครอบครัว"
เรากำลังพูดกันอยู่บนเรื่องของ "ชีวิตคน" คนจริง ๆ ตายจริง ๆ
ต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนกันเล่า คนไทยเราจึงจะไม่ต้องตายแล้วกลายเป็นแค่ "ตัวเลข..."
ชอบตรงนี้มากๆเลยคะ
กำลังจะพัฒนา เป็นคำพูดของ "นักวิชาการ"
กำลังจะตาย เป็นคำพูดของ "คนไข้..."
ต้องใช้เวลา เป็นคำพูดของ "นักวิชาการ"
ต้องใช้ชีวิต เป็นคำพูดของ "คนไข้"
ชีวิตของคนไข้เป็นเพียง Case study ที่จะให้วงการแพทย์พัฒนาการทางด้าน "ตัวเลข..."
ตัวเลข เป็นสถิติของนักวิชาการ
แต่อีกหนึ่งด้านตัวเลขนั้นเป็น "ชีวิต" ของ "ครอบครัว"
เรากำลังพูดกันอยู่บนเรื่องของ "ชีวิตคน" คนจริง ๆ ตายจริง ๆ ต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนกันเล่า คนไทยเราจึงจะไม่ต้องตายแล้วกลายเป็นแค่ "ตัวเลข..."
ประเทศเรานี้กำลังพัฒนาอยู่บนคราบน้ำตาของญาติผู้สูญเสีย
Case study เป็นเพียง "เรื่องเล่าเร้าพลัง" ของนักวิชาการทั้งหลายที่พูดที่คุยกันในเวที
แต่ชีวิตที่จากโลกไปนี้ เป็นความเศร้า เป็นความทุกข์ของคนทั้งหลายในครอบครัวทั้งชีวี
ชีวิตคนไทยในชาตินี้เมื่อใดจะรอดพ้นจากคำที่มักพูดว่า "ต้องใช้เวลา"
นักวิชาการเรามีเวลามาก มากมายจนสามารถนัดประชุมกันข้ามเดือน ข้ามปีได้
แต่คนไข้นั้นมีเวลาเหลืออยู่เพียงแค่ชั่วข้ามวัน และข้ามคืน
นักวิชาการนัดประชุมผลัดกันไป ผลัดกันไป อาทิตย์เดือน เดือนหน้าได้
แต่พญามัจจุราชผู้มีเสนาสนะมากนั้น ไม่มีใครที่จะสามารถผิดเพี้ยนและผลัดผ่อนได้แม้นเพียงราตรีเดียว
ทุก ๆ วันที่เราใช้เวลา ทุก ๆ วันที่เรากำลัง "พัฒนา" ขอให้เราตระหนักรู้ไว้ว่า มี "น้ำตา" ของครอบครัวที่ต้องสูญเสียพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หลานและญาติ ๆ ที่ต้องลาละจากโลกนี้ไป...