ตอนที่ ๑
วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
ดิฉันรีบเดินทางไปถึงโรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ที่จัดประชุมตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๘ น. กว่า หวังว่าจะได้จอดรถที่ด้านหน้าของโรงแรม แต่ไม่เป็นดังคาดเนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีรถบัสขนาดใหญ่ของทัวร์จอดรอรับนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด จำใจต้องไปจอดรถที่ด้านหลังของโรงแรมซึ่งต้องผ่านสะพานข้ามคลองสูงๆ ไป
เมื่อมาถึงห้องประชุม เจอทีมของผู้ดำเนินรายการ (ผู้จัดเรียกวิทยากรกระบวนการและผู้วิพากษ์) กำลังหารือกันอยู่ และได้รับแจ้งว่ามีการปรับกิจกรรมในห้องอีก โดยเลื่อนการนำเสนอของดิฉันและของ นพ.พิเชฐ บัญญัติ (ในนามสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก) ไปเป็นภาคบ่าย เปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่ว่ากันเพราะเตรียมตัวมาเข้าประชุมทั้งวันอยู่แล้ว
ดูจากรายชื่อที่ทีมงานแจกให้ พบว่าผู้เข้าประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยผู้นำเสนองาน ๒๒ คน ผู้เข้าร่วมประชุม ๙๐ คน คณะกรรมการ สสส. ๔ คน วิทยากร ๔ คน คณะผู้จัดงาน ๖ คน รวม ๑๒๖ คน ห้องประชุมถูกจัดแบบมีแต่เก้าอี้นั่ง ค่อนข้างเป็นตัว U แต่ซ้อนกันหลายแถว
เกือบ ๐๙ น. พิธีกรของทีมผู้จัดงานแจ้งให้ผู้เข้าประชุมทราบว่า การประชุมครั้งนี้ต้องการให้ผู้เข้าประชุมเกิดการเรียนรู้และได้เพื่อนใหม่ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามภูมิภาค ข้ามประเด็น ข้ามเครือข่าย ข้ามวิชาชีพ อันจะนำไปสู่ KM อย่างเป็นระบบของหน่วยงาน/องค์กร และเป็นคลังความรู้แก่ประชาชน
ต่อจากนั้นทีมผู้จัดได้ขอให้ ภก.รังษี ศรีมี ผู้เข้าประชุมจาก รพ.ราชบุรี ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ให้ผู้เข้าประชุมลุกขึ้นยืน – ยืดเหยียด ทำท่าตามเพลงเก็บดอกลั่นทม......มีเสียงหัวเราะจากผู้เข้าประชุมให้ได้ยิน แต่จากความรู้สึกของตัวเอง (อาจมีอคติ) คิดว่าการทำกิจกรรมควรถูกออกแบบมาล่วงหน้าว่าต้องการให้เกิดผลอะไรขึ้น และจะเชื่อมโยงกับกิจกรรมต่อๆ ไปอย่างไร
บรรยากาศในห้องประชุม
นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมต.สาธารณสุข ผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพ ได้มาเป็นประธานที่ประชุมและกล่าวเปิดงาน ท่านพูดได้น่าฟังแต่ดิฉันบันทึกได้บางส่วนดังนี้....การประชุมครั้งนี้จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Best practice ของหลายหน่วยงาน/องค์กร.....อยากให้มองให้กว้างในสิ่งที่รับผิดชอบกันอยู่
KM เป็นสิ่งที่ได้ยินกันมาช้านาน อาจารย์วิจารณ์ (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) นำเข้ามาประมาณ ๖ ปีแล้ว มีการนำไปใช้...สิ่งเหล่านั้นอาจต้องให้ลึกลงไปกว่าสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ ให้ฝังลึกจนเกิดความยั่งยืน.....เล่าถึงบทความของคนอเมริกันที่ไปอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วมาอยู่ที่เมืองไทย บอกว่าโครงสร้างสังคมไทยหละหลวมเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มีความหนักแน่น เหนียวแน่น โครงสร้างสังคมไทยจะไปขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กร (หวังพึ่งแต่ผู้นำ) เมื่อผู้นำเปลี่ยน ทุกอย่างในโครงสร้างก็เปลี่ยนไปด้วย สังคมข้างล่างยึดโยงกันอย่างไม่เป็นระบบ น่าเป็นห่วง เคยชินอยู่กับการคอยผู้ขี่ม้าขาวมาช่วย....เหมือนการขูดเปลือกไม้หาตัวเลขไปซื้อหวย
ขอให้เพิ่มอีกนิด การรู้อย่างเดียวไม่พอสำหรับการช่วยเหลือประเทศ ให้ลึกอีกหน่อย..........อยากให้เพิ่มการสร้างสังคมที่พร้อมทั้งกายใจ ๔ มิติ จิตและใจ คนพูดถึงกันน้อย อยากให้เน้นย้ำใจและจิตให้มากขึ้น ใจและจิต บางทีก็แยกกันลำบาก
ใจเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เหมือนพฤติกรรมที่สร้างได้ จิตก็เป็นนามธรรมอีกอย่างหนึ่ง ใจและจิตแยกกันที่จิตเป็นส่วนที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ เมื่อมีสิ่งมาสัมผัส (ทั้ง ๕) ไม่ใช่พฤติกรรม ทำอย่างไรจึงจะทำให้จิตเป็นจิตที่ยังใสเหมือนเดิม (จิตประภัสสร)
การจะสร้างสุขภาพกาย ใจ สังคม จะทำอย่างไรให้การทำนั้นเป็นการทำเพื่อให้ ทำเพื่อไม่เอา (ตั้งจิตเอาไว้) ทำสิ่งที่ดีงามให้เกิดกับคนทั้งหลาย เอาจิตไปตั้งอยู่ในที่ที่ถูกต้อง ตั้งจิตให้ถูกที่ ความสุขจะได้เกิดกับคนกับสังคม
คุณหมอมงคลยังได้แถมความรู้ให้ด้วยว่าโคลัมบัสไม่ใช่คนที่ค้นพบอเมริกา แต่เป็นคนจีน เรือของโคลัมบัสมีขนาดเล็กกว่าของจีน และโคลัมบัสใช้แผนที่ของจีนด้วย
วัลลา ตันตโยทัย
*-* สวัสดีค่ะ อ.วัลลา
ติดตามอ่านมาเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนว่าได้ติดตามไปร่วมประชุมค่ะ