การช่วยเหลือผู้ไม่มีหรือด้อยโอกาส เป็นกุศล

ฉันมีโอกาสสนทนาธรรมกับคนไม่มีราก หลายครั้ง และประทับใจกับเธอทุกครั้ง

ครั้งหลังสุดเธอกล่าวว่า"การช่วยเหลือผู้ไม่มีหรือด้อยโอกาส เป็นกุศล"

ทำให้เราได้สร้างกุศลกรรม

และทำให้เกิดมุมคิดหลายประการ

1.คนดีมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อยู่ในสถานะใด จะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ และทุกวงการ เรามักมีโอกาสได้พบคนดี คนดีในทัศนะของฉันคือผู้ให้ ไม่ว่าคุณจะให้สิ่งใดก็ตามตั้งแต่ให้ข้อคิด ให้เครื่องเตือนสติ ให้จิตใจที่ดีงามต่อกัน....ลงมาถึงการให้ปัจจัยเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และเป็นการให้ด้วยจิตอันเป็นกุศล มิใช่ให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทน ซึ่งความสุขนี้เราสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง เรียกว่าสุขใจ อิ่มเอม สงบ

2.สังคมทุกวันนี้มีทั้งซีกขาวและเทาจนถึงดำ ส่วนซีกไหนมากน้อยกว่ากันนั้น ไม่อาจวัดได้ แต่สำหรับฉันซีกสีขาว สะอาด มักอยู่รวมกัน ส่งใจถึงกัน เอื้อและเกื้อหนุนกัน และยังเอื้ออาทรไปอย่างทั่งถึง ชี้นำทางในทางที่ถูกไม่เบียดเบียน แต่สร้างสรร ขจัดสิ่งไม่ดีไม่งาม ส่งเสริมความดีงามเพื่อส่วนรวม สังคมสุขและฉันรู้สึกว่ามันยังมีอยู่และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความดี

3.มนุษย์ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ทุกโอกาส ทุกเวลา แต่จะรู้จักให้ความดีต่อกันนั้นขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของความดี ที่ฝึกบ่อยๆจึงจะมีความเข้มแข็ง 

4.การกดขี่ทางความคิดยังปรากฏให้พบเห็นในสังคมประชาธิปไตย

5.การใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อกดขี่ ข่มเหงรังแกผู้ด้อยโอกาสยังมีเนืองๆ แม้บ้านเมืองจะมีกฏหมาย ระเบียบข้อบังคับ มีจรรยาบรรณเตือนสติ ล้วนไม่สามารถทำให้จิตใจผู้นิยมการใช้อำนาจ หลงในอำนาจแบบผิดๆอ่อนลง หรือละอายใจเลย กลับวิ่งหาเกาะกำบังหากพวกเขาทำผิดจรรยาบรรณขึ้นมา ความรู้ทำให้คนฉลาดขึ้น  หากนำไปใช้แบบผิดๆ รังแต่จะก่อให้สังคมนั้นๆเน่า คนไม่ดีลอยหน้าลอยตาในสังคมได้ เพราะสังคมเฉยเมย ปล่อยปละธุระไม่ใช่ ไม่นาน คนดีต้องหลบหนีออกห่างสังคม นึกถึงตรงนี้แล้วทำให้คิดถึงคำแม่สอนไว้ว่า

"เราต้องช่วยกันจรรโลงความดีไว้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นดังคำว่า ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน หากปล่อยไว้ไม่รีบแก้ไข กลายเป็นปัญหาสังคมเสื่อมย่อมนำมาซึ่งหายนะ เมื่อคิดจะแก้ไขย่อมต้องใช้เวลา เสียทรัพย์ ต้องเสียสละอย่างใหญ่หลวงและต้องความอดทนอดกลั้นสูงมาก หากร่มแก้ไขแต่แรกเกิด ไม่ปล่อยปละละเลย เราก็ไม่สูญเสียอะไรเลย