การจัดการความรู้นั้นเป็นสิ่ง “ธรรมดา” ที่ “มนุษยชาติ” พึงกระทำ...
วันนี้เราไปทางนี้แล้วหลง เราก็ย่อมรู้ว่าเราจะไม่ไปทางนี้อีก
วันนี้เราไปอีกทางหนึ่งแล้วอ้อม หรือไกลกว่า เราก็ย่อมรู้ว่าเราจะไม่ไปทางนี้อีก
วันนี้เราไปทางนี้ดีและเร็ว เราก็จำไว้ว่าเราจะไปทางนี้แล้วเราก็จะไม่ไปทางนั้น...
การจัดการความรู้ “มนุษย์” ทุกผู้ ทุกคนนั้น “กระทำ” อยู่แล้ว
แต่ทว่า... “สันดาน” คนที่ “หยิ่งยะโส” รู้แล้วไม่ค่อยทำ คือ ถ้ารู้จากคนอื่นบอกแล้วไม่ยอมทำ เชื่อตัวเอง เชื่อแต่ตนเอง ถ้าไปเชื่อคนอื่นแล้วเสียศักดิ์ เสีย “ศรี...”
บางคนหลงทางแล้วก็ไม่กล้าไปถามคนอื่น กลัวเขาหาว่า “โง่” ก็ “ทู่ซี้” ขับหลง ๆ ไปซะอย่างนั้น
คนข้างทางเขาเป็นแค่ “ชาวบ้าน” แต่เราเป็น “ข้าราชการ” เป็น “ชาวเมือง” เราจะเสียศักดิ์ศรีถามเขาได้อย่างไร...?
หรือบางคนขับรถอยู่ ภรรยาบอกทาง ลูกบอกทาง ก็ไม่เชื่อ เชื่อแต่ตนเอง เพราะตนเองเป็น “หัวหน้า” ครอบครัว แล้วก็หลง ๆ งง ๆ ไปซะอย่างนั้น ลูกกับเมียจะมาเก่งเกิน “ข้า” ซึ่งเป็น “ผู้ชาย” ได้อย่างไร...?
เมื่อคนเรายังทำเป็น “ฉลาด” อยู่ ก็ “โง่” หลงทางอยู่อย่างนั้น
คนที่กล้าเชื่อลูก เชื่อเมียที่บอกทางนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น “นักจัดการความรู้โดยสันดาน...”
คือ รู้จักถอดบทเรียน รู้จัก Mind Map แห่ง “ชีวิต”
รู้จักประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในชีวิต
รู้จักยอม “ก้มหัว” ให้ “ความรู้...”
คนในสังคมนี้มักเก่งแต่ในเวที แต่เวทีชีวิตนั้น “ล้มเหลว” ไม่เป็นท่า...
ในชีวิตจริงนั้นเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ เวทีที่เราสามารถจัดการความรู้ในทุก ๆ อณูแห่ง “ลมหายใจ”
ร้านก๋วยเตี๋ยวไหนดี ใครบอกว่าดีก็ไป
ร้านข้าวแกงที่ไหนดี ใครบอกว่าดีก็ไป
ร้านเสริมสวยที่ไหนดี ใครบอกว่าดีก็ไป
เรื่องแบบนี้ทำไมเชื่อ...?
เรื่องที่น่าเชื่อ “ไม่เชื่อ” เรื่องที่ถูกหลอกให้เชื่อก็ดัน “เชื่อ” ซะอย่างนั้น...
นักจัดการความรู้จึงต้องรู้ว่าสิ่งใดควรรู้ สิ่งใดไม่ควรต้องรู้...
แต่สิ่งที่ควรรู้จนถึงระดับ “จำเป็น” ต้องรู้นั้น คือ ต้องรู้ว่ามี KM อยู่ใน “สันดาน” หรือยัง...?
คนที่มี KM อยู่ในสันดาน ถ้าไม่รู้ย่อม “ยอม” ก้มหัว เพื่อค้น เพื่อหา เพื่อสอบ เพื่อถาม ผู้รู้เหล่านั้น ไม่ว่าเขาเป็นใคร และอยู่ ณ ที่แห่งหนใด
คนที่มี KM อยู่ในสันดาน ถ้ารู้แล้วย่อม “ไม่เชื่อ” ต้องค้น ต้องหา ต้องสอบ ต้องถาม ผู้รู้เหล่านั้นไม่ว่าเขาเป็นใคร และอยู่ ณ ที่แห่งหนใด
คนที่มี KM อยู่ในสันดาน ถ้ารู้แล้วย่อมไม่ปฏิเสธการ “ทดลอง” ต้องทด ต้องลอง ลองผิด ลองถูก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร
คนที่มี KM อยู่ในสันดาน เมื่อรู้แล้ว ทดลองแล้วต้องรู้จัก “พัฒนา” ให้ความรู้เหล่านั้น “หมุนเกลียว” ต่อยอดกันขึ้นไปอีก จะไม่หยุดนิ่งตรงที่ “รู้” รู้แล้วก็ “พอ”
ดังนั้นความนิ่งเฉย ไม่สนใจใยดีต่อความรู้ที่ผ่านมาในทุกขณะจิตนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นกับ “นักจัดการความรู้”
รู้แล้วก็ทวนซ้ำเพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้น
ยังไม่รู้ก็ฟังให้ถี่ ให้ถ้วน นำไปคิด ไปทดลอง ค้นคว้า หา “ความรู้” จากตนเอง
เมื่อใดที่รู้สึกว่าตนเองรู้แล้ว ต้องสลัดความรู้นั้นทิ้ง แล้ววิ่งหาความรู้ใหม่อยู่เสมอ
เมื่อใดที่ตนเองโง่ ต้องยอมรับว่า “โง่” แล้วรู้จักฟังเสียง ฟังความรู้จากคนรอบข้าง
นักจัดการความรู้จึงต้องฝึกจัดการความรู้ให้เป็น “สันดาน” ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ฉันก็จะจัดการกับ “ความรู้” ณ ที่นั่น...

"ถึงใจ" . . "สะใจ" . . กระทุ้งได้ "ถึงแก่น" ครับ
ขอบคุณมากครับ
ตามมาอ่านครับ...
ขอบคุณครับผม...
อืม ทุกที่ทุกเวลาคือ ความรู้
แต่คนเราชอบเชื่อตำรา หาที่อ้างอิง
หาที่ยึด หาที่พิง
กว่าจะเชื่ออะไรได้ สักอย่าง หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ดู
เหมือนจะยาก เพราะขาดความเชื่อมั่นและไว้วางใจ
แต่ถ้าลองปรับเป็น เชื่อไว้ก่อน เอามาลลองดู
ที่เหลือก็ว่ากันอีกที น่าจะมีความรู้เพิ่มอีกเป็นกระบุงโกยนะเจ้าค่ะ
ไอ้ความคิดนี่แหละแต่เอก ไอ้ความถือตัว ถือตน ถือว่า "ข้าแน่" เนี่ยแหละ "ตัวแม่" ของการกระทำ
เราปฏิเสธความรู้ดี ๆ การกระทำดี ๆ ไปหลาย ๆ อย่างก็เพราะคิดว่า "ข้าแน่" ข้ารู้ มึงไม่รู้ "กูรู้"
อะไร ๆ ก็กู ตัวกู ของกู ความคิดกู กูดี กู "เก่ง"
ยิ่งมีหมวก มีหัวโขน มียศ มีตำแหน่ง มีคำนำหน้าชื่อแล้วยิ่งเก่งมาก "ฉลาดมาก..." ฉลาดที่จะคิดว่าคนอื่นนั้น "โง่" ทั้งหมด
เฮ้ย... เอ็งเรียนจบอะไรจบอะไรมาวะถึงจะกล้ามาเถียงกับข้า
เฮ้ย... เอ็งตำแหน่งอะไรกันวะถึงจะกล้ามา "สะเออะ" เสนอความคิดเห็น
คนเราเดี๋ยวนี้มีสมมติแต่ไม่รู้จัก "ใช้สมมติ"
ไม่รู้จักใช้สมมติไปในทางดี ทางสุภาพ ทาง "อ่อนน้อม"
ยิ่งเป็นนักจัดการความรู้ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่
จะได้ชื่อว่าเป็น "นักจัดการความรู้" ได้อย่างไรเล่า หากมีความคิดว่า "กูเก่ง กูดี..."
บางคนก็เก่งมากเลยนะ "เก่งในเวที" ตอนอยู่ในเวทีก็ฟังเขาอย่างโน้น อย่างนี้ ไปถอดบทเรียนเขา อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ชีวิตจริงนั่นน่ะสิ "ไม่เคยฟังใคร..."
หลอกบ้าน หลอกเมือง หลอกผู้คน หลอกสังคม
การมีพื้นฐานชีวิตที่ไม่เคยฟังใครนี้เองทำให้ความรู้ที่ถอดออกมาจากเวทีนั้นจึงเป็นความรู้แบบ "เดิม ๆ"
ถอดบทเรียนออกมา ก็อย่างงั้น รู้แล้วก็อย่างนั้น เวทีไหนก็ได้รู้อย่างนั้น จัดกี่เวทีคำตอบก็ได้ออกมาอย่างงั้น รู้แล้วก็เหมือนกัน "เหมือนเดิม..."
พื้นฐานชีวิตของนักจัดการความรู้จึงต้องจัดการความรู้โดย "สันดาน" ต้องมี "สันดาน" ในการจัดการความรู้...
สันดานง่าย ๆ ของนักจัดการความรู้ก็คือ "ความอ่อนน้อมถ่อมตน" ต้องรู้จักฟัง ฟังโดยไม่มีเงื่อนไขโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อคติ (Bias)"
เจ้าตัว "อคติ" นี้เองทำให้เวทีที่ใช้เงิน "ภาษี" ของชาวบ้านที่วิทยากรกระบวนการมักดูถูกว่า "โง่" นั้นออกมาแบบ "เดิม ๆ"
เพราะคนถอดบทเรียนก็ยังมี "อัตตา" มี "ตัวตน" แบบเดิม ๆ ความรู้ก็ยังอยู่เผิน ๆ แบบ "เดิม ๆ" แล้วประเทศเราก็ต้องเสียเงินภาษีไปแบบไร้ประโยชน์แบบ "เดิม ๆ..."
ถ้านักจัดการความรู้คิดว่าตัวเองรู้ แล้วเราจะไปถาม ไปถอดความรู้จากคนอื่นเขาได้อย่างไร...?
ถ้านักจัดการความรู้คิดว่าคนอื่นไม่รู้ แล้วเราจะไปถาม ไปถอดความรู้จากคนอื่นเขาได้อย่างไร...?
เมื่อเราคิดว่าตัวเองรู้ แล้วคนอื่นไม่รู้ เราจะข้ามอะไรดี ๆ ไปมาก
ไอ้สิ่งที่ข้ามเนี่ยแหละสำคัญ...
เราข้ามไปก็เพราะคิดว่าเรารู้ เรารู้ เรารู้แล้วเราจะไปถอดบทเรียนจากเขาทำไม...?
ถ้าชีวิตนี้ดำเนินอยู่ด้วยความไม่รู้ เราจะรู้อะไรขึ้นอีกมาก
ชีวิตของนักการจัดการความรู้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราคิดว่าเราไม่รู้เราจะรู้อะไรอีกมาจาก "เวที..."