|
ไทลื้อโลก สืบสานตำนาน
“ไทลื้อ”
ชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทยนั้นก็มีหลากหลายเผ่าด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ จีนฮ่อ อาข่าไทยใหญ่
และอีกมากมายหลายชนเผ่า ซึ่งต่างก็มีความเป็นมา ความเป็นอยู่
และเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่าที่ต่างกัน
“ไทลื้อ”
ก็เป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทยเหมือนกับชนเผ่าอื่นๆ
แต่ชุมชนชาวไทลื้อถือเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง
มีการรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในชุมชนอยู่เสมอ
ซึ่งกิจกรรมที่ว่านั้นเป็นกิจกรรมในระดับโลกเลยทีเดียว นั่นก็คือ
“งานสืบสานตำนานไทลื้อโลก”
ทำไมต้องเป็นไทลื้อโลก? ชาวไทลื้อยิ่งใหญ่ระดับโลกเชียวหรือ?
เราจะไปหาคำตอบกัน
ไทลื้อมาจากไหน?
ชาวไทลื้อนั้น
เดิมมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นสิบสองปันนา
มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชน จีน
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองการปกครองที่ได้มีการกวาดต้อนผู้คนชาวไทลื้อลงมาทางใต้
โดยเฉพาะในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เมื่อไทยต้องทำศึกเพื่อขับไล่พม่าออกจากล้านนา
และยึดเมืองเชียงแสนของพม่าได้
จากนั้นกองทัพของเจ้านายฝ่ายเหนือโดยการนำของเจ้ากาวิละ
เจ้าเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นได้ยกทัพขึ้นไปตีเมืองสิบสองปันนาแล้วจึงถือโอกาสอพยพผู้คนลงมาด้วย
จนกระทั่งปัจจุบันจึงมีชาวไทลื้อก็กระจายอยู่ในประเทศจีน พม่า
ลาว เวียดนาม และไทย
สำหรับในเมืองไทยนั้น
ชาวไทลื้อได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ไม่ว่าจะเป็นในอำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด
จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ
จังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง
จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง อำเภอแม่ทะ
จังหวัดลำปาง อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง
อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และอำเภอเชียงม่วน
อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยจังหวัดพะเยานั้นน่าจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางชาวไทลื้อในเมืองไทยก็ว่าได้
โดยวัดจากความหนาแน่นของประชากรไทลื้อ
และการรักษาขนบธรรมเนียมของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างดี
เอกลักษณ์ชาวไทลื้อ
ครูยุทธพล อุ่นตาล
ครูประจำโรงเรียนเชียงคำวิทยาคมในจังหวัดพะเยา
อีกทั้งยังเป็นชาวไทลื้อเต็มตัวที่สามารถอ่าน พูด
และเขียนภาษาไทลื้อได้เป็นอย่างดี เล่าถึงลักษณะของชาวไทลื้อให้ฟังว่า
ชาวไทลื้อส่วนมากจะตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กับสายน้ำ
ตรงไหนที่อุดมสมบูรณ์ชาวไทลื้อก็จะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่นเพราะชาวไทลื้อจะชอบทำการเกษตร
ปลูกผักหญ้ากินเอง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในที่ที่ตนอยู่
แม้แต่จะเก็บฟืนมาใช้ก็จะเลือกเอาแต่กิ่งที่แห้งตาย
แล้วจึงตัดแต่งมาทำเป็นฟืน
วิถีชีวิตและความเป็นอยู่หลายๆ
อย่างของชาวไทลื้อสามารถเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์ในตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน
ที่หากเป็นบ้านไทลื้อดั้งเดิมก็จะเป็นบ้านใต้ถุนสูง
หลังคาสูงมุงด้วยหญ้าคา ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ มี “ปุ้มปุก”
หรือชั้นยกระดับก่อนบันไดขั้นแรก ใช้เป็นที่วางรองเท้า
หรือเป็นบ้านไม้หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ดก็มี
ครูยุทธพลเล่าให้ฟังว่า
เมื่อคนไทลื้อจะสร้างบ้านก็จะมีเพื่อนฝูงบ้านใกล้เรือนเคียงมาช่วยลงมือลงแรงร่วมกันสร้างจนเสร็จภายในวันเดียว
คล้ายกับประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวของคนไทย
จากนั้นเมื่อบ้านสร้างเสร็จก็จะมา “กินหอมตอมม่วน”
หรือคล้ายกับการขึ้นบ้านใหม่
รวมทั้งเป็นการเลี้ยงขอบคุณคนที่มาช่วยสร้างบ้านด้วย
เครื่องแต่งกายของชาวไทลื้อก็โดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นกัน
โดยผู้ชายจะสวมเสื้อแขนยาว
แล้วสวมทับด้วยเสื้อกั๊กที่ปักลวดลายสวยงาม
ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนยาวที่เรียกว่า “เสื้อปั๊ด” และนุ่งซิ่น
ทั้งชายและหญิงจะมีผ้าโพกศีรษะ
โดยผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบางคนก็ยังคงแต่งกายเช่นนี้อยู่
เรื่องภาษาก็เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของไทลื้อ
เพราะคนไทลื้อมีภาษาพูดและตัวอักษรเขียนใช้เองมานาน
โดยภาษาไทลื้อนั้นจัดอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลไท (ไต)
และคำบางคำก็คล้ายกับภาษาเหนือ โดยครูยุทธพลบอกว่า
ภาษาเหนือน่าจะมีรากมาจากภาษาไทลื้อ คำบางคำคล้ายกัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอู้คำเมืองเป็นจะสามารถพูดคุยกับชาวไทลื้อในแคว้นสิบสองปันนาได้อย่างพอเข้าใจ
อีกทั้งชาวไทลื้อก็ยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา
มีประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนามากมายไม่ว่าจะเป็น
ประเพณีตานก๋วยสลาก (สลากภัตร์) ประเพณีสงกรานต์ และประเพณีขึ้นธาตุ
เป็นต้น
อีกทั้งวัดที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อก็ยังได้รับยกย่องว่างดงามมากอีกด้วย
โดยจะมีเอกลักษณ์ตรงที่หลังคาโบสถ์หรือวิหารจะทำเป็นสองชั้น
หลังคาชั้นล่างยาวคลุมตัวอาคาร
มุมชายคาประดับด้วยไม้แกะสลักรูปสัตว์ป่าหิมพานต์
เช่นที่วิหารวัดแสนเมืองมา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ซึ่งเป็นวิหารแบบลื้อที่เก่าแก่มีลวดลายบนหน้าบันที่งดงามมากทีเดียว
และภายในโบสถ์หรือวิหารที่นอกจากจะมีพระประธานประดิษฐานอยู่แล้ว
ในวัดไทลื้อจะมีพระพุทธรูป ไม้ที่แกะสลักจากไม้ซ้อ
เรียกว่าพระเจ้าไม้ซ้อองค์เล็กๆ ประดิษฐานอยู่ข้างพระประธาน
อีกทั้งยังประดับด้วยตุง หรือธง
แขวนอยู่หลายผืนซึ่งชาวลื้อนิยมทำบุญถวายด้วยตุงด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะ
ได้เกาะชายตุงขึ้นสู่สรวงสวรรค์
สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้
ล้วนแต่เป็นสิ่งมีคุณค่าทางด้านศิลปวัฒนธรรม
จึงมีผู้ต้องการจะรักษาไว้ไม่ให้สูญหาย
และหนทางหนึ่งที่จะรักษาไว้ได้ก็คือการจุดประกายให้มีคนเห็นความสำคัญของสิ่งๆ
นั้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “สืบสานตำนานไทลื้อ”
ขึ้นในที่สุด
สืบสานตำนานไทลื้อ
สู่ไทลื้อโลก
ครูยุทธพล หนึ่งในผู้ริเริ่มจัดงาน
“สืบสานตำนานไทลื้อ” เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า
“งานสืบสานตำนานไทลื้อนั้น เราเริ่มคิดกันมาตั้งแต่ปี 37
จนมาได้มาจัดงานสืบสานตำนานไทลื้อครั้งที่ 1 ขึ้นในปี 38
เริ่มมาจากการที่ผมพานักเรียนไปที่จังหวัดสุโขทัย
และได้แวะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด แล้วก็บอกเด็กเป็นภาษาไทลื้อว่า
“สูเหย กิ๊นเข่ากันที่นี่เด้อ
กิ๊นเข่าเตี๋ยวกันแล้วก็ให้ฟ้าวมาขึ้นรถ”
แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวได้ยินก็ถามว่า เมื่อกี้ครูพูดภาษาอะไร
ผมก็บอกว่าภาษาไทลื้อ แม่ค้าก็ถามว่าทำไมคล้ายภาษามอญ แล้วลื้อเป็นใคร
เป็นชาวเขาหรือเปล่า ตรงนี้ผมก็เลยคิดว่า
น่าจะทำอะไรสักอย่างให้คนอื่นๆ รู้จักไทลื้อมากขึ้น
ให้เขารู้จักว่าคนไทลื้อนั้นมีภาษา มีเครื่องแต่งกาย มีอาหาร
มีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง และน่าจะรักษาเอาไว้
เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยด้วย”
ด้วยเหตุผลที่ว่านี้ “งานสืบสานตำนานไทลื้อ”
จึงถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดพะเยา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างเยาวชนรุ่นหลังกับบรรพชนไทลื้อ
รวมทั้งฟื้นฟู สืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมไทลื้อ
และเป็นการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมไทลื้อให้คนทั่วไปได้รู้จักกันมากขึ้น
ซึ่งในปี พ.ศ.2547
ที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดงานสืบสานตำนานไทลื้อเป็นครั้งที่ 10 แล้ว
และไม่ใช่เพียงแค่งานระดับประเทศเท่านั้น
แต่ชาวไทลื้อยังได้โกอินเตอร์ด้วยการผลักดันของ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
และเป็นชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยา ให้งานสืบสานตำนานไทลื้อได้กลายเป็น
“งานสืบสานตำนานไทลื้อโลก” ซึ่งเป็นการรวมเอาชาวไทลื้อในภูมิภาคนี้
คือจีน พม่า ลาว เวียดนาม และไทยให้มาจัดกิจกรรมร่วมกัน
“สำหรับงานไทลื้อโลก เราเริ่มจัดครั้งแรกในปี
2548 ตอนนั้นลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์
ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับครูคิดว่าไหนๆ
เราก็ทำสืบสานตำนานไทลื้อในไทยในระดับประเทศแล้ว
ก็น่าจะทำไทลื้อระดับโลกด้วย เพราะก็มีชาวไทลื้อในหลายประเทศแถบนี้
และจุดที่เรามารวมตัวกันก็ไม่ได้รวมกันด้านการเมือง
แต่เรารวมกันเรื่องเชื้อชาติ ความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์
มีหลายสิ่งที่น่าสนใจที่เราน่าจะมานำเสนอ
ดังนั้นประเทศไทยจึงจัดงานสืบสานตำนานไทลื้อโลกขึ้นก่อนที่อำเภอเชียงคำ
จังหวัดพะเยา” ครูยุทธพลเล่า
ครูยุทธพลกล่าวว่า ผลตอบรับในการจัดงานครั้งแรกถือว่าดีมากๆ
มีผู้เข้าร่วมงานจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์
ประเทศเวียดนาม เจ้าเมืองสิบสองปันนา
ผู้ปกครองเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา
และชาวไทลื้อจากหลายจังหวัดในภาคเหนือของไทยต่างก็มาร่วมกิจกรรมกัน
โดยมีพิธีไหว้สาเทวดาเมือง ที่วัดพระธาตุสบแวน
มีพิธีสืบชะตาและบายศรีสู่ขวัญให้กับพี่น้องไทลื้อที่มาจากต่างประเทศและมีขบวนวิถีชีวิตของชาวไทลื้อที่งดงามและสื่อถึงความเป็นไทลื้อที่แท้จริงโดยไม่มีกำแพงของคำว่าประเทศมาเกี่ยวข้อง
เพราะทุกคนคือชาวไทลื้อที่สื่อสารเข้าใจกันได้ด้วยภาษาไทลื้อ
“สำหรับการจัดงานครั้งต่อมานั้น
ก็ได้ไปจัดกันที่ศูนย์กลางของชาวไทลื้อที่แคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน
และในครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในปี 2550 นี้
ยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะเป็นที่ใด
แต่ก็น่าจะเป็นประเทศลาวหรือประเทศเวียดนาม ต้องดูกันอีกที
และหากวนมาที่ประเทศไทยอีกครั้งก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นจัดที่จังหวัดอื่นๆ
เช่น น่าน เชียงใหม่ ลำพูน เป็นต้น” ครูยุทธพล กล่าว
ชาวไทลื้อปัจจุบัน
เวลากว่า 200 ปี ที่ชาวไทลื้อเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย
ระยะเวลาที่ยาวนานอีกทั้งวัฒนธรรมที่หลากหลายจากภายนอกรุกเข้ามาก็ย่อมก่อให้การเปลี่ยนแปลงต่อความเป็นอยู่ของชาวไทลื้อ
ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์กลางชุมชนไทลื้ออย่างสิบสองปันนา
ที่แม้จะยังคงรักษาหมู่บ้านไทลื้ออายุกว่า 1,000 ปี ไว้ได้
แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นไปเพื่อการท่องเที่ยว
เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงของชาวไทลื้อในไทย ครูยุทธพลกล่าวว่า
หากไม่มีการสืบสานและอนุรักษ์กันไว้ก็น่ากลัวว่าความเป็นไทลื้อจะหายไปเหมือนกัน
แต่สำหรับชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยานั้น
ครูยุทธพลค่อนข้างจะมั่นใจว่ายังคงความเป็นไทลื้ออยู่มาก
เนื่องจากในบางโรงเรียนในจังหวัดพะเยานั้นก็ได้มีการส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวในท้องถิ่นอย่างเช่นเรื่องไทลื้อมากขึ้น
โดยจะมีการศึกษาในรูปแบบของกิจกรรมชุมนุมบ้าง
หรืองานวันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมบ้าง
แต่สำหรับโรงเรียนเชียงคำวิทยาคมที่ครูยุทธพลสอนอยู่นั้น
มีการเรียนการสอนเป็นวิชาหนึ่งเลยทีเดียว
นั่นก็คือวิชาช่างศิลป์พื้นบ้าน (สล่าเมือง)
เพื่อเป็นการอนุรักษ์สืบสานวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทลื้อในโรงเรียนเชียงคำวิทยาคมได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้น ในระดับมหาวิทยาลัยก็มีการศึกษาเกี่ยวกับไทลื้อเช่นกัน
คือที่สถาบันชาติพันธุ์และสันติศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
โดยวิชาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีก็คือวิชาไทลื้อศึกษา
อีกทั้งยังมีวิชาอื่นๆ
อีกมากมายที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ดังนั้นก็เชื่อได้ว่า
ความเป็นไทลื้อรวมทั้งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามทั้งหลายคงจะไม่สูญหายไปอย่างง่ายดายนัก
หากยังมีผู้ที่ให้ความสนใจและผู้ที่เป็นชาวไทลื้อนั้นยังให้ความสำคัญกับชาติพันธุ์ของตนเอง
ผู้ที่สนใจเรื่องราวของชาวไทลื้อ
สามารถมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชาวไทลื้อได้ที่
"ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ"
ที่วัดหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับชนเผ่าไทลื้อแล้ว
ก็ยังจะได้ชมผลงานทางวัฒนธรรม ศิลปวัตถุ
และประวัติความเป็นมาของชาวไทลื้อ
อีกทั้งยังมีการฝึกอาชีพของชาวไทลื้อที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของผ้าทอมือไทลื้อ
ที่มีลวดลายและสีสันสดใส เช่น ลายดอกขอเครือ ลายดอกขอ ลายม้า
ลายดอกตั้ง เป็นต้น
โดยผ้าทอไทยลื้อนี้ถือเป็นหนึ่งในของฝากขึ้นชื่อของเมืองพะเยาอีกด้วย
อีกทั้งยังสามารถศึกษาได้จากวิถีชีวิตจริงของชุมชนไทลื้อ
ทั้งเรื่องการแต่งกาย การย้อมผ้าได้ที่บ้านทุ่งมอก อำเภอเชียงคำ
และที่บ้านท่าฟ้าใต้ อำเภอเชียงม่วน เรียนรู้การทอผ้าถุง ตุง
และย่ามได้ที่บ้านหย่วน บ้านธาตุ บ้านทุ่งมอกและบ้านหนองลื้อ
อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาได้
|
ได้ความรู้ดีมากเลยคุณครู
เราก็เป็นคนไทลื้อแต่เราอยู่จังหวัดลำปางไทลื้อเป็นหมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมงดงามภาษาสนุกเวลาสนทนากันก็จะสนุกมากๆๆเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ