ว่ากันว่า “ใครที่มีชีวิตเพื่อตัวเอง คือ คนเห็นแก่ตัวที่สุด” ความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์จะช่วยเปิดหัวใจของเรา จะช่วยให้เราตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัวอย่างมีไมตรีมากขึ้น ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จโดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ความเห็นอกเห็นใจนั้นถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือ การที่ตัวเรามี “ความรู้สึกร่วม” กับคนรอบข้าง คือ การที่เราดำเนินชีวิตด้วยจิตสำนึกว่า ชีวิตเราก็สำคัญพอ ๆ กับชีวิตของคนอื่น ความเห็นอกเห็นใจจะช่วยสานต่อความเมตตา ความอ่อนโยนและความอดทน ทำให้เรายอมรับคนอื่น อย่างที่เขาเป็นและไม่รู้สึกแปลกถ้าเขาจะต่างไปจากเรา....
ดิฉัน ได้มีโอกาสทำงานเชิงรุกโดยได้ออกเยี่ยมผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาสที่บ้าน ได้ประมาณ 3 ปีกว่า ได้พบเจอความทุกข์ ความลำบากของผู้อื่น ซึ่งสามารถสะท้อนความรู้สึกนึกคิดให้ดิฉันได้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเข้าใจสัจธรรมชีวิตมากขึ้น…..
วันหนึ่งดิฉันได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยผู้หญิงไทยวัย 38 ปี หน้าตามอมแมม ผมไม่ได้รับการสระมาหลายวัน สวมเสื้อผ้าเก่า นั่งอยู่ในบ้าน ขาและเท้าทั้งสองข้างอ่อนแรง อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งมีสภาพเก่าแก่ทรุดโทรม มีสภาพชำรุด มีลักษณะเป็นขนำ สภาพในบ้านดูสกปรก บริเวณพื้นบ้านมีฝุ่น ภายในบ้านมีของใช้วางเกะกะ ภายในบ้านอับชื้น ไม่มีหน้าต่าง บ้านมีประตู 1 ทาง มีหมอน เสื่อ ไม่มีเตียง มีมุ้งสภาพเก่าดำกางอยู่ 1 หลัง ไม่มีห้องน้ำ ต้องอาศัยห้องน้ำจากบ้านญาติและอาบน้ำจากโอ่งน้ำ จากการสอบถามข้อมูลของผู้พิการ ผู้พิการเล่าว่า เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ได้ประสบอุบัติเหตุรถชน ทำให้ไม่สามารถเดินได้ ขาทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง จะไปไหนมาไหนจะเดินโดยใช้เข่า จากอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ทำให้สามีเสียชีวิต เธอต้องเลี้ยงลูกสาว 1 คนเพียงลำพังโดยมีญาติคอยดูแล ช่วยเหลือ เมื่อลูกสาวโตขึ้นได้แต่งงานมีครอบครัวเลยแยกไปอยู่กับครอบครัวและไม่กลับมาดูแลแม่อีกเลย ทิ้งเธอให้อยู่เพียงลำพัง เธอจึงย้ายมาอาศัยใกล้กับญาติโดยสร้างบ้านมีลักษณะเป็นขนำใกล้ ๆ กับญาติ ญาติจะดูแลเรื่องอาหารการกินโดยจะนำอาหารมาให้ เธอไม่ได้ประกอบอาชีพ ตอนนี้อาศัยเงินผู้พิการในการยังชีพ จากการประเมินในการรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว ผู้พิการน่าจะกลับมาเดินได้ ถ้าได้รับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ดิฉันจึงได้วางแผนในการทำกายภาพบำบัดโดยการฝึกให้ผู้พิการออกกำลังกายกล้ามเนื้อเข่า ฝึกยืนและเดินด้วย Walker …..
หลังจากนั้นดิฉันได้ไปเยี่ยมผู้พิการอีกครั้ง พบว่าผู้พิการมีสีหน้าแจ่มใสขึ้น พูดคุยมากขึ้น ดิฉันได้สอนผู้พิการให้ออกกำลังกายเข่าทั้งสองข้าง ฝึกยืนและเดินด้วย Walker พบว่าผู้พิการสามารถเดินได้ประมาณ 6 เมตร โดยต้องช่วยพยุง ดิฉันได้มอบกายอุปกรณ์ให้กับผู้พิการ คือ walker พร้อมทั้งกระตุ้นญาติให้ช่วยผู้พิการในการฝึกเดิน
ดิฉันได้ประสานไปยัง อสม. เพื่อติดต่อไปยังหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสตูล ในการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพ
และเมื่อดิฉันได้ประเมินซ้ำ ในเรื่องการออกกำลังกล้ามเนื้อเข่า และการเดินด้วย Walker พบว่าผู้ป่วยสามารถเดินได้ด้วย walker ได้ประมาณ 6-7 เมตร โดยมีผู้พยุง
ดิฉันได้นำหลักฐานของผู้พิการ คือ รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียน เพื่อส่งไปยังสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยเพื่อขอรับรถเข็นนั่ง ซึ่งขณะนี้ ดิฉันได้ส่งหลักฐานไปแล้วและกำลังอยู่ในการดำเนินการ
กระตุ้นและให้กำลังใจผู้พิการในการฝึกทำกายภาพบำบัดและฝึกเดินอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้น ประมาณ 20 วัน ผู้ป่วยสามารถเดินด้วย walker ได้ตามลำพัง รอบบริเวณบ้าน ไป – กลับได้แล้วมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น ได้อาบน้ำ สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและมีกำลังใจมากขึ้น
……เฮ่อ…มีความสุขจัง!......
เพราะบำบัด ..…ด้วยหัวใจ…..
นางสาวพรชุลี จันทร์แก้ว นักกายภาพบำบัด รพ.ละงู
งานกายภาพบำบัด มีเรื่องราวดี-ดี มาให้ภูมิใจเรื่อยเลย...อิอิ
....ยังงัยก็...สู้-สู้...นะจ๊ะ
สู้ สู้ น่ะจ๊ะ เพื่อผลงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นกำลังใจจ๊ะ
เมล็ดพันธุ์ดี ๆ ยังมีอีกมากมาย เป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ