สื่อสำหรับเด็ก

จากการเข้าร่วมอบรมในประเด็น “เมื่อรายการเด็ก คิดเล็กไม่ได้” ที่ TK Park วันที่ 10-11 กันยายนที่ผ่านมา การได้เป็นส่วนนึงของ workshop ครั้งนี้เป็นเวลา 2 วันเต็มๆได้ให้มุมมองใหม่ และ แง่คิดดีๆเกี่ยวกับสื่อและการเรียนรู้ของเด็กเยอะแยะมากมาย

ประเด็นแรก ที่อดคิดไม่ได้ ตามที่ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ประธานเปิดงานได้กล่าวไว้แต่แรกคือ “อนาคตของประเทศไทยทุกวันนี้ ฝากไว้กับเด็กปฐมวัย” เพราะฉะนั้นสื่อ และการทำรายการให้กับเด็กในวัยนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเด็กในวัยนี้เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด และถือว่าเป็นพื้นฐานของชีวิตต่อไปในอนาคต บวกกับสังคมในปัจจุบันนี้ที่ผู้ใหญ่มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน จนแทบไม่มีเวลาดูแลเด็กกันเลย สื่อจึงถือว่าเป็นช่องทางของการเรียนรู้ที่เข้ามามีบทบาทกับเด็กอย่างมาก อย่างไรก็ดี จากจำนวนของผู้ผลิตสื่อรายการเด็กที่เข้าร่วมการอบรมไม่มากเท่าไหร่ในวันนั้น เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ารายการเด็ก ไม่ใช่งานเล็กๆจริงๆ สำหรับกลุ่มคนทำงานรายการเด็กที่นับได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในวงการผลิดสื่อบ้านเรา เนื่องด้วยระบบของสื่อสารมวลชน และรายการโทรทัศน์ในสมัยนี้ที่ว่ากันด้วยเรตติ้ง และ สปอนเซอร์โฆษณา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตกไปอยู่ในมือของรายการบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่เสียเป็นส่วนมาก เพราะฉนั้นการจะสร้างรายการเด็กให้เกิด ให้โดน ให้ตอบโจทย์ และสามารถฝ่าด่านธุรกิจอันเป็นหลักสำคัญนี้ไปได้ นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่คิดเล็กไม่ได้จริงๆ สำหรับส่วนนี้ รู้สึกชื่นชมผู้ผลิตรายการ และคนทำงานรายการเด็กที่มาร่วมอบรม กลุ่มคนเหล่านี้นับได้ว่าเป็นผู้กล้า เป็นผู้ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นผู้ที่จะช่วยจุดประกายการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนของเรา เพื่อที่วันนึงพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นหลัก และ เป็นอนาคตที่ดี ที่มีประสิทธิภาพของชาติเราได้ อยากปรบมือดังๆให้อีกหลายๆๆๆๆๆทีสำหรับคนทำงานกลุ่มนี้จริงๆค่ะ!!

ประเด็นที่สอง คงเป็นเรื่องเนื้อหาสาระของรายการเด็กว่าควรจะมีการนำเสนออย่างไรให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้เนื้อหาสามารถครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่หลากหลายในแต่ละวัยได้ ซึ่งจากการอบรมในส่วนนี้ พญ. พรรณพิมล หล่อตระกูล ได้มาให้ความรู้ถึงธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ก็ได้พบว่าเด็กวัยนี้มีการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการทางสมองที่รวดเร็วมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการเรียนรู้แตกต่างกันไป โดยหลักๆก็แบ่งได้เป็นช่วง 3-5 ปี 6-9 ปี และ 10-12 ปี แถมธรรมชาติในการเรียนรู้ และความสนใจของระหว่างเด็กผู้ชาย และ เด็กผู้หญิงก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัยอีกด้วย นับว่าเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับคนทำรายการเด็กที่ต้องนำไปคิดต่อยอด ในส่วนนี้การอบรม workshop ในวันนั้นก็ได้รับความร่วมมือจากผู้มีคุณวุฒิใจดีหลายๆท่าน อาทิเช่น:

ครูชีวัน วิสาสะ ที่มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์สื่อผ่านหนังสือนิทาน รวมทั้ง เทคนิค และ เคล็ดลับดีๆ ด้านจังหวะ และวิธีการต่างๆในสื่อสารเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้รู้ว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเด็กมีความสุข และสนุกไปกับการสอน ดังนั้นรายการเด็กจึงควรเน้นสาระควบคู่ไปกับความบันเทิง

พี่เช็ค (คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ)และทีมทีวีบูรพา ที่มาเล่าถึงประสบการณ์การทำงาน รวมไปถึงขั้นตอนด้านการผลิตรายการเด็ก ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกำกับรายการให้ออกมาเรียบร้อยสมบูรณ์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และไหวพริบในการสื่อสารและควบคุมความโกลาหลในการทำงานกับเด็กถือว่าเป็นทักษะจำเป็นมากๆอย่างหนึ่ง

ประเด็นสุดท้าย ที่ถือว่าเป็นประเด็นที่ประทับใจมากๆคือ การเข้าใจ และเข้าถึงจิตใจของเด็ก ซึ่งเราได้ครูมล ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาฯ มาถ่ายทอดความรู้ และเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้สื่อภาพยนต์เป็นตัวกลางในการสะท้อนจิตใจ และสอนให้เด็กรู้จักและเรียนรู้การเป็นมนุษย์ ทักษะในการใช้ชีวิต รวมไปถึงการมีสำนึกที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งครูมลเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิด และจิตสำนึกในการใคร่ครวญเหตุการณ์ในภาพยนต์ ผ่านโจทย์ต่างๆที่ครูมลตั้งขึ้นเพื่อให้เด็กได้เข้าถึงจิตใจที่อ่อนโยนของตนเอง หรือได้มองโลกผ่านมุมมองของตัวละคร เพื่อฝึกให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น อีกทั้งภาพยนตร์หลายๆเรื่องก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิตที่ดีให้กับเด็กในบ้านกาญจนาฯต่อไปได้อย่างเหลือเชื่อ ในส่วนนี้ใครสนใจอยากรู้ต่อว่าสื่อดีๆ ถ้านำมาใช้ในให้ถูกวิธี สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ยังไง แนะนำให้ไปหาหนังสือ ก้าวที่พลาด มาอ่านนะคะ เขียนโดยอดีตเด็กบ้านกาญจนาฯที่ผ่านการหล่อหลอมจากครูมลคนนี้มาแล้วค่ะ

นอกจากการเปิดโลกทัศน์ที่เกิดขึ้น ยังมีหลายๆข้อคิดที่เก็บได้จากวันนั้นมาจุดประกายความสนใจให้คิดต่อยอดไปถึงกิจกรรมต่างๆที่น่าศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อนำไปสานต่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะเทคนิคของครูมลที่น่าจะมีการนำมาทำกิจกรรมในโรงเรียนต่างๆ เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กได้ใช้ความคิด และจินตนาการด้านอารมณ์ และจิตใจ โดยสอดแทรกการปลูกฝังด้านคุณธรรม และจริยธรรมจากข้อคิดที่ได้จากการรับชมสื่อ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางและวิธีการที่ดีในการส่งเสริมสำนึกความเป็นมนุษย์ (แปลว่า ผู้มีจิตใจสูง) และความอ่อนโยนของจิตใจให้กับเด็กและเยาวชนไทยได้อย่างดีวิธีหนึ่งทีเดียว

สุดท้ายนี้ก็ขอเป็นหนึ่งในกำลังใจให้คนทำรายการเด็กทุกๆคน ในการผลิตรายการดีๆที่เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ของเด็กในวัยที่มีความหลากหลายนี้ต่อไปค่ะ