ผลกระทบของเกมส์ต่อพัฒนาการของเด็กสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักคือ:
พัฒนาการด้านร่างกาย และ สุขภาพ
ด้านสุขภาพร่างกาย เด็กจะทรุดโทรม ซูบผอม ซึ่งเกิดจากอุปนิสัยการบริโภคอาหารเปลี่ยนไป ชอบอดมื้อกินมื้อ ส่งผลให้เกิดการปวดท้อง ในบางรายจะเกิดโรคอ้วนเพราะไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายหรือออกกำลังกาย การเข้านอนและการตื่นผิดปกติ มักจะปล่อยปละละเลยเรื่องอนามัยและการรักษาความสะอาด นอกจากนั้นอาจจะทำให้เด็กมีปัญหาด้านสายตา ลูกตาก็จะแห้งและล้าเพราะแสงจ้าจากที่ต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์ มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อยข้อมือ การรับรู้สึกที่มือถูกสะเทือน เพราะเส้นประสาทจากข้อมือไปยังมือถูกกดเป็นเวลานานจากการนั่งเล่นเกมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ยังทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยมีผลการศึกษาจากต่างประเทศที่พบว่า การตอบสนองของหัวใจและหลอดเลือดต่อการเล่นเกม สามารถทำนายความดันโลหิตและการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ ในร่างกายของเด็กติดเกมจะมีการกระตุ้นของสารโดปามีน ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทอีกต่อหนึ่ง ทำให้เด็กสนุกเกินความพอดี มีแรงมากเหมือนใช้ยาบ้า ทำให้เด็กเกิดอาการโหยหาการเล่นเกมตลอดเวลา
พัฒนาการด้านจิตใจ และ พฤติกรรม
ด้านสุขภาพจิต ทำให้โอกาสที่จะสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นน้อยลง กลายเป็นคนแปลกแยก ไม่มีสังคมเพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นเกม ทำให้เด็กอาจมีพฤติกรรมกลัวสังคมได้ ซึ่งจะมีอาการปิดตัวไม่สุงสิงกับใครเก็บตัวอยู่ในห้องเพียงลำพัง เล่นเกมทั้งวันไม่หลับไม่นอน ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเด็ก การที่เด็กเล่นเกมที่รุนแรงมากและใช้เวลาในการเล่นติดต่อกันต่อครั้งนานเกินไปทำให้เกิดผลเสียทางด้านอารมณ์ เด็กจะก้าวร้าวรุนแรง ชอบเอาชนะ โมโหร้าย ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการเลียนแบบจากเกมโดยเฉพาะพวกเกมการต่อสู้ นอกจากนั้นยังจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมดื้อ ต่อต้าน และหดหู่ ซึมเศร้าหากไม่ได้เล่นเกม
พัฒนาการด้านปฎิสัมพันธ์ และ สังคม
ด้านการเรียน เด็กจะไม่ไปโรงเรียนหรือไปโรงเรียนสายเพราะเอาเวลาไปเล่นเกม ซึ่งเป็นผลทำให้มีผลการเรียนตกต่ำ ไม่ยอมทำการบ้าน ไม่อ่านหนังสือ ไม่มีสมาธิในการเรียน สมองเฉื่อย สุดท้ายส่งผลให้เด็กเรียนไม่จบ ส่วนด้านพฤติกรรม เกิดปัญหาเด็กโกหก ลักขโมย ทำร้ายร่างกายผู้อื่น เกิดปัญหาภายในครอบครัว เพราะเด็กจะติดเกมจนไม่เชื่อฟังผู้ปกครอง หรือเด็กอาจขโมยหรือหลอกเอาเงินจากผู้ปกครองไปเล่นเกม ทำให้ขาดความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่มีเวลาให้กัน ขาดความเข้าใจ โกรธใส่กัน
ประเด็นและแนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมส์
ประเด็นเด็กติดเกมส์นับได้ว่าเป็นปัญหาของเด็กและเยาวชนที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆในปัจจุบัน เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เหตุการณ์และปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมติดเกมส์สามารถพบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ และแหล่งข่าวต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวเด็กช็อคตายคาเกมส์ ข่าวเด็กติดเกมส์กระโดดตึก หรือแม้กระทั่งข่าวอาชญากรรมที่เกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบของเด็กจากตัวละครในเกมส์ไม่เฉพาะเพียงในประเทศไทยเท่านั้น ปัญหาเด็กติดเกมส์เหล่านี้ ได้มีการรายงานในกรณีประเภทเดียวกันอีกมายมายในต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ประเด็นของการติดเกมส์ (game addiction) กำลังเป็นที่สนใจ และทำการศึกษาค้นคว้าถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการแก้ไขปัญหาในหลายๆประเทศ มีการวิจัยทางด้านสมองพบว่า อาการติดเกมส์เกิดจากการทำงานของระบบประสาทแบบเดียวกันกับการติดยาเสพติด โดยนับว่าเป็นการเสพติดประเภท psychological addiction ที่มีผลต่อจิตใจ ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจในการเล่นเกมส์ ซึ่งในกรณีดังกล่าวการรักษาสำหรับเด็กติดเกมส์จะมุ่งไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral Therapy) โดยเด็กจะได้รับการวินิจฉัยการผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้องว่าเด็กมีอาการเสพติดจริง และการดูแลรักษาจะต้องได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดีจากพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง และครอบครัว คนใกล้ชิด
ด้านการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมส์ในประเทศไทย นอกเหนือจากแนวทางด้านนโยบายของหน่วยงานทางภาครัฐที่มุ่งเน้นไปที่สถานที่ให้บริการเช่น อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ร้านเล่นเกมส์ ร้านขายเกมส์ต่างๆแล้ว การจัดเรตติ้งเกมส์อย่างเป็นรูปธรรม และกิจลักษณะก็กำลังเป็นประเด็นที่ถูกผลักดันให้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม เราทุกคนก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการจัดการที่ปลายเหตุเท่านั้น สาเหตุและต้นตอที่ส่งผลให้เด็กและเยาวชนไทยติดเกมส์กันอย่างมากมายเช่นในปัจจุบันนี้ แท้จริงคืออะไร? นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เราต้องตอบโจทย์ให้ถูกที่ แล้วคิดค้นหาวิธีป้องกันให้ตรงจุด
- ขาดการดูแลเอาใจใส่จากพ่อ-แม่ และ ครอบครัว ในกรณีนี้ อาจเกิดขึ้นได้มากในสังคมปัจจุบันที่พ่อ-แม่ทำงานนอกบ้าน และไม่มีเวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูก ทำให้เด็กขาดความอบอุ่น เหงา และต้องการได้รับความสนใจ และเมื่อไม่ได้รับ เด็กจึงทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่เกมส์ ซึ่งสามารถให้การโต้ตอบประเภทหนึ่งได้ ดังนั้นการให้ความรัก และเวลาในการเลี้ยงดูเอาใจใส่ จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาใดๆก็ตาม รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาในเด็กติดเกมส์
- ค่านิยมในกลุ่มเพื่อน และ ความต้องการได้รับการยอมรับ ในกรณีนี้มักเกิดได้มากในเด็กวัยเรียน และ วัยรุ่น เนื่องจากเป็นวัยที่ ต้องการมีเอกลักษณ์ ต้องการเป็นที่ยอมรับ ต้องการความสนใจจากคนรอบข้าง ดังนั้นการเล่นเกมส์อาจเกิดจากการตามกระแสความนิยม เพราะอยากเข้ากลุ่มเพื่อน หรืออาจเป็นการต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับตนเองด้วยการทุ่มเทเวลาในการเล่นเกมส์เพื่อเอาชนะและได้รับการยกย่องในกลุ่มเพื่อน ดังนั้นการให้เวลาในการสังเกตพฤติกรรม และ พูดคุยกับเด็กจึงมีความสำคัญ เพื่อผู้ใหญ่สามารถแนะนำ หรือส่งเสริมกิจกรรมในด้านอื่นให้กับเด็กได้
- ความชอบและความถนัดส่วนตัว ในบางกรณี เด็กอาจจะค้นพบแล้วว่าการเล่นเกมส์เป็นความถนัด และเป็นความสามารถพิเศษส่วนตัว หรืออาจเป็นสิ่งเดียวที่เด็กคิดว่าตนเองสามารถทำได้ดีจริงๆ ในส่วนนี้การลงโทษ หรือ ห้ามปรามไม่ให้เด็กเล่นเกมส์อาจเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ อาจเป็นการทำให้เด็กไม่เหลือช่องทางในการแสดงออก ซึ่งเท่ากับเป็นการลดคุณค่าในตัวเด็กทางหนึ่ง ดังนั้น การพูดคุยและทำความเข้าใจระหว่างเด็ก และพ่อ-แม่จึงมีความสำคัญมาก
อีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ และอาจนับได้ว่าเป็นการประยุกต์วิธีการโดยปรับตามกระแส และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสคือ การสนับสนุนให้เด็กที่ชอบเล่นเกมส์ทั้งหลาย (บ้างก็ถูกตีตราว่าเป็นเด็กติดเกมส์) นำทักษะการเล่นเกมส์ หรือ ความรู้ด้านเกมส์ทั้งหลายมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม หรือแม้กระทั่งมาฝึกฝนต่อยอดให้เชี่ยวชาญแล้วนำมาเป็นวิชาชีพ หรือ อาชีพต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งการที่จะส่งเสริมในจุดนี้ สิ่งที่สำคัญ และ มีความจำเป็นอย่างมากคือ ความเข้าใจ การเปิดใจ และการส่งเสริมของผู้ใหญ่ และ การให้โอกาสของสังคมที่ต้องมองบวก และ คิดบวก พร้อมที่จะให้กำลังใจ และ สนับสนุนเด็กในเชิงให้คำปรึกษา ร่วมหาทางออก มากกว่าการมองหาคนผิด และลงโทษ เนื่องจากทุกๆสิ่งในโลกมีประโยชน์และโทษในตัวเองเสมอ เปรียบเหมือนดาบสองคม เกมส์และเด็กในยุคนี้ก็เช่นกัน ถ้าใช้ให้เกิดประโยชน์ เกมส์ต่างๆสามารถช่วยพัฒนาสมอง และ ฝึกทักษะให้กับเด็กได้อย่างมากมาย แต่ถ้าใช้ผิดวิธีจนเกิดโทษ และเป็นภัย สิ่งที่เด็กในวัยนี้ต้องการคือการดูแลเอาใจใส่ และการให้เวลาจากผู้ใหญ่ ที่พร้อมจะรับฟังและทำความเข้าใจต่อสังคม และความต้องการที่ตรงกับวัยของเขา เพราะสุดท้ายแล้ว การดุด่า ห้ามปราม อาจไม่ใช่วิธีที่จะช่วยแก้ไขใดๆ หากขาดซึ่งความร่วมมือ และ ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ในสังคม
<a href=http://www.suansanook.com><b>เ่ล่นเกมส์</b></a> มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ
ผู้ปกครองต้องเอาใจใส่ดูแลเด็กให้ดีมากกว่า
<a href=http://www.gamepr10.com>เกมส์</a> ดีๆ ก็มีนะ