ประวัติศาสตร์แจ่มชัด ในความแออัดของรถ
คนเยอรมันมาถึงแล้ว
เราต้องออกเดินทางจากกวาฮาตีไปเดมาจิ เมืองที่อยู่ทางเหนือของรัฐอัสสัม ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานสัมมนาที่พวกเราทั้งหมดต้องไปร่วม
ชาวต่างชาติทั้งหมด อันประกอบไปด้วยโอลิเวอร์ คนเยอรมัน มิสฟู่ คนจีน D.K. และ อานิล คนขับรถกิตติมศักดิ์ เพราะเขาไม่ใช่คนขับรถธรรมดา เขาเป็นนักธุรกิจ ที่ทำธุรกิจหลายอย่างทั้งที่ กวาฮาตี และเดมาจิ เขามีโรงแรมที่เดมาจิ มีสตูดิโอ มีโกดังสินค้า ที่สำคัญเขาเป็นเพื่อน D.K. ซึ่งเท่ากับว่าเขาเป็นเพื่อนเราด้วย ส่วนฉันกับนิดเป็นคนไทยสองคนท่ามกลางชาติมหาอำนาจ
ฉันมองรถเก๋งของอานิลอย่างปลง ๆ จะนั่งไปได้อย่างไร คนตั้ง 6 คน แล้วไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ แถมกระเป๋าสัมภาระอีก D.K. ยืนยันว่าได้
“หน้า 2 หลัง 4 โอลิเวอร์ นั่งหน้ากับคนขับ” D.K. สั่งการ
ข้างหลังขวาสุดเป็นคนจีน ถัดมาเป็นนิด ฉัน และ D.K. อยู่ซ้ายสุด
“ได้ยังไง พวกคุณคนไทย คุณยอมให้เขาทำอย่างนี้ ได้ยังไง”
โอลิเวอร์ เริ่มโวยวายเป็นภาษาไทยกับการเดินทางแบบอินเดีย ซึ่งไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย แบบเยอรมัน และแบบไทยด้วย
“เมืองไทยน่ะทำไม่ได้ แต่นี่อินเดีย” ฉันบอกโอลิเวอร์ เป็นภาษาไทย “ใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ในอินเดีย” ประโยคนี้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะในอินเดียไม่ว่าหลังคาหรือกระโปรงหน้ารถ ล้วนเป็นที่นั่งโดยสารได้ทั้งสิ้น
ฉันออกจะสับสนตัวเองเวลาคุยกับคนเยอรมัน โอลิเวอร์ พูดภาษาไทย ลาว และเวียดนามได้ เพราะมีอาชีพเป็นล่าม และศึกษาเรื่องคนไทกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศเหล่านี้
เรามักพูดภาษาไทย ภาษาลาว กันเวลาไม่ต้องการให้ชาติอื่นรู้เรื่อง และพูดภาษาอังกฤษ เวลาต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องด้วย
โอลิเวอร์นั่งข้างหน้า กางขาคร่อมกระเป๋าใบมหึมาของตัวเอง ที่วางอยู่บนที่วางเท้า ส่วนข้างหลัง 4 คน ถูกอัดรวมกันเหมือนปลากระป๋องอัดแผ่น
ระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร กับถนนที่ไม่ดี ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง ในรถปลากระป๋อง คิดดูก็แล้วกันว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร
ฉันพบความสบายของตัวเองด้วยการนั่งเกาะเบาะหน้า เสียสละที่พิงหลังให้ 3 คนที่เหลือ ใคร ๆ ก็คิดว่าฉันลำบากในท่านี้ แต่ที่จริงมันสบายมาก การนั่งหลังตรงไม่พิงพนัก ทำให้การกระแทก เพราะถนนขรุขระไม่กระทบถึงหลังมากเกินไป สัมภาระของนิดอยู่บนตัก D.K. เพราะสัมภาระของคนจีนทำไมมาอยู่บนตักของนิดได้ก็ไม่รู้ ขณะที่เจ้าตัวทำทองไม่รู้ร้อน
D.K. ให้พิงหลังกับกระเป๋าที่วางบนตักของเขาได้ ถ้าฉันต้องการ แต่ฉันไม่อยากเบียดเบียนใคร ขอนั่งแบบสบายของฉันดีกว่า

ครอบครัวของอานิล
ถนนขรุขระ เป็นหลุมบ่อ ตลอดระยะทาง อานิล ขับรถขึ้นล่องเป็นประจำ จึงชำนาญทางมาก เขาหลบหลุมได้ทุกหลุม เหมือนว่าเขารู้จักเส้นทางสายนี้ดีพอ ๆ กับตัวเอง เขาจัดว่าเป็นคนขับรถที่ฝีมือดี อารมณ์ดี ไม่รีบร้อน ไม่หวาดเสียว เมื่อเทียบกับคนอินเดียจำนวนมากที่เคยเห็น
ฉันสบายใจเรื่องการขับรถไปเปราะหนึ่ง แต่โอลิเวอร์ ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่รู้เขากลัวอะไรนักหนาคอยโวยวาย กำกับการขับรถของอานิลตลอดเวลา เร่งความเร็วแค่ 80 ก็บอกให้ช้า ๆ เขาจะนั่งสะดุ้งผวาจนเราแอบหัวเราะ
ฉันกับนิดได้แต่มองหน้ากัน จะนินทาก็ไม่ได้ เพราะโอลิเวอร์ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง คนที่น่าชื่นชม คือ อานิล เขาใจเย็นได้อย่างประหลาด เวลาโอลิเวอร์พูดมาก เขาก็ร้องเพลงอินเดียกลบเสียงเสีย ถ้าเป็นฉันคงได้ถีบฝรั่งตกรถไปแล้ว
ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเยอรมันแพ้สงครามโลกทั้งสองครั้ง แม้ว่าจะเป็นผู้เริ่มสงคราม และดูท่าจะมีชัยชนะในระยะแรก ๆ
ส่วนอานิล แม้จะมีเชื้อสายอาหม แต่หน้าตาออกไปทางแขกมากกว่าไท เขาเหมือนตัวแทนของคนอินเดียที่อดทน ไม่ปริปากบ่น คงความเป็นตัวเองไว้ ไม่ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร
เพราะไม่ว่า โอลิเวอร์จะหวาดกลัวสักเพียงไหน เขาก็ยังคงขับรถในแบบของเขา
“นี่ โอลิเวอร์ มันไม่น่ากลัวเลยนะ” ฉันเริ่มทนไม่ได้
“ไม่กลัวกันเหรอ” โอลิเวอร์ หันกลับมาหน้าตางง ๆ ที่เห็นสาว ๆ ข้างหลังหลับสบายไม่รู้เรื่อง
สถานการณ์ดีขึ้นมาหน่อย เพราะโอลิเวิอร์หยุดโวยวาย ฉันยื่นส้มเขียวหวานให้หนึ่งลูก จะได้เงียบเสียง
เราออกเดินทางกันวันที่ 14 ก.พ. .52 เป็นวันวาเลนไทน์เสียด้วย D.K. ยื่นโทรศัพท์ที่มีข้อความอวยพรวันแห่งความรักมาให้ดู ไม่รู้ส่งมาจากไหน คำอวยพรขอให้มีความสุข
“สุขมากมายเลยล่ะ บนเส้นทางสายเดมาจิ” ฉันบอกเขากึ่งประชด
สักพักก็มีโทรศัพท์ จากเจ้ามาธุจยา ราชกุมารแห่งไทอาหม ขอคุยกับฉัน ฉันบอกเขาเรื่องของฝากที่คนจากเมืองไทยฝากมาให้ จากนั้นเขาขอคุยกับคนเยอรมัน และคนจีน เป็นการทักทาย
เราออกเดินทางกันบ่าย 2 คาดว่าน่าจะถึงเดมาจิสักตี 3
พอกินส้มหมดลูก โอลิเวอร์ก็เริ่มกำกับเส้นทางอีกครั้ง
ฉันหันกลับไปมองด้านหลังที่รู้สึกว่าถูกเบียดมากกว่าปกติ
สิ่งที่เห็นทำให้ฉันอดขำไม่ได้
คนจีนหลับอย่างสบาย กางแขน ขา เบียดนิดจนถอยร่นมาเบียดฉัน ขณะที่หัวก็ซบพิงอยู่กับ D.K. ทั้งสามคนหลับอย่างเป็นสุข คนจีนหลับกินพื้นที่มากกว่าคนอื่น เพราะเธอเอียงตัวทับนิด นิดก็เอียงหนีมาจนมุมที่ D.K. โดยมีฉันอยู่ตรงกลาง นั่งแบบไม่พิงพนัก นิดกับ D.K. จึงเอาหัวชนกันอยู่ข้างหลังฉัน
ฉันคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงปลุกนิด ขึ้นมาเล่าประวัติศาสตร์ที่เพิ่งคิดขึ้นให้ฟัง
“อาจจะจริงก็ได้นะ ที่ประวัติศาสตร์ไทยสมัยชาตินิยม เขียนเล่าไว้ว่าคนไทยอพยพมาจากจีนตอนใต้ เพราะถูกจีนขยายอาณาเขตรุกราน ต้องถอยร่นลงมา ไทอาหมก็เหมือนกัน ต้องอพยพมาไกลถึงอัสสัม
แต่ที่น่าแปลกคือ วันนี้ทั้งคนไทยและไทอาหมถูกจีนรุกรานจนต้องมากองรวมกันอยู่มุมหนึ่งของรถญี่ปุ่นที่อินเดียขับ และเยอรมันกำกับความปลอดภัย”
เราหัวเราะกันอย่างขบขัน กับความแจ่มชัดของประวัติศาสตร์ และธรรมชาติของผู้คนที่เราได้พบเห็น ในความแออัด และความยากลำบากของการเดินทาง ...
แต่ไม่ว่าอย่างไร คนไทยก็มีความสุข และหาความสุขได้ในทุกสถานการณ์ แม้จะทรมานบ้างแต่ก็ยังมีเสียงหัวเราะ

ที่บ้านอานิล โอลิเวอร์ - ลูกๆ อานิล - นิด และฉัน
กำลังหารูปอยู่ค่ะ
อดใจรอสักวันสองวัน
เขียนแนวนี้ ชอบอ่านมากๆคะ
ตามมาติดตามอ่านค่ะ ^___^
รู้สึกเหมือนอ่านนิยายเลยค่ะ
ประมาณฟ้าจรดทราย อะไรแบบนั้นเลยทีเดียว อิอิ
เขียนแนวนี้อ่านยังไงก็ไม่เบื่อค่ะ ถึงจะไม่มีรูปประกอบเลยก็อ่านได้ ชอบๆๆค่ะ