“เอ้า เด็กๆ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องสำนวนไทยนะคะ เอ๊ะ! ว่าแต่ใครรู้จักสำนวนไทยอะไรบ้างเอ่ย” นั่นคือคำพูดของข้าพเจ้าที่พูดขึ้นหลังจากที่หัวหน้าห้องได้บอกเพื่อน ๆ ทำความเคารพข้าพเจ้าแล้ว และเมื่อคำถามของข้าพเจ้าจบลง เด็กนักเรียนชั้น ม.2 ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบสอนวิชาพัฒนาการอ่านก็แข่งกันตะโกนเสียงดังลั่น จนข้าพเจ้าต้องยกมือปรามให้หยุด ใจหนึ่งก็กลัวห้องข้างเคียงจะรำคาญ อีกใจก็สุขใจที่นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน ข้าพเจ้าให้เด็กๆบอกสำนวนไทยมาทีละคน ซึ่งทุกคนก็รู้จักสำนวนไทยกันดี เพราะตอบได้กันทั้งห้อง แต่จะใช้ถูกความหมายหรือเปล่านั่นต้องว่ากันอีกที โดยข้าพเจ้าก็หันไปเขียนสำนวนไทยที่พวกเขาบอกมาไว้บนกระดานด้วย
หลังจากที่นักเรียนตอบสำนวนไทยที่รู้จักมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงให้พวกเขาดูบนกระดานและเล่าให้ฟังว่าสำนวนไทยนั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง บางสำนวนนั้นเด็กๆ ก็ตอบได้ถูก เช่น เงาะถอดรูป (สังข์ทอง) วัดรอยเท้า (รามเกียรติ์) ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง (อิเหนา) ก็เดาได้ว่ามาจากวรรณคดีเรื่องใด หรืออย่างสำนวนที่มาจากสิ่งต่างๆ เช่น ธรรมชาติของสัตว์ พฤติกรรมของมนุษย์ สำนวนที่มาจากกีฬา ซึ่งหลายๆ สำนวน เด็กๆ ก็รู้จักกันดี โดยเฉพาะสำนวนที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าสำนวนไหนไม่เคยใช้เลย พวกเขาก็จะตอบกันไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จะอธิบายพร้อมกับอาจจะมีเรื่องสั้นๆ ประกอบนิดหน่อย เพื่อให้พวกเขาจำได้ เช่น งงเป็นไก่ตาแตก ก็จะต้องอธิบายว่ามาจากกีฬาชนไก่ ซึ่งไก่ตัวที่ฝีมืออ่อนกว่า มักจะถูกคู่ต่อสู้โจมตีจนตาแตก (คงคล้ายกับคนที่หัวแตก) มันก็จะยืนมึนงงจะล้มมิล้มแหล่ไม่สามารถต่อสู้ได้ จึงเป็นสำนวนที่ใช้เรียกผู้ที่มีอาการงงมากจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่ออธิบายไปได้สักครู่ จนเด็กๆ เริ่มเกิดอาการ “งงเป็นไก่ตาแตก” กันบ้างแล้ว เพราะสำนวนไทยนั้นมีเยอะแยะมากมายเหลือเกิน (แต่ข้าพเจ้าเลือกมาแค่สำนวนที่จะใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น) ข้าพเจ้าก็บอกให้พวกเด็กๆ จับกลุ่ม กลุ่มละ 7 คน คละชายหญิง ซึ่งที่ข้าพเจ้าบอกว่าต้องคละชายหญิงด้วยนั้น เพราะข้าพเจ้าสังเกตว่า เมื่อขึ้นมาในชั้นมัธยม นักเรียนจะเกาะกลุ่มกันอยู่แต่กลุ่มใครกลุ่มมัน หญิงอยู่กับหญิง ชายอยู่ชาย ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเมื่อเป็นสมาชิกห้องเดียวกัน ความผูกพัน ความร่วมมือร่วมใจก็ควรที่จะมาเป็นห้อง ไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
หลังจากนั้นข้าพเจ้าจึงอธิบายกติกาว่า เราจะเล่นเกม “ใบ้สำนวนภาษา ทำท่าทำทาง” กติกาคือ จะยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดานกันห้าคน โดยหันหน้าไปทางเดียวกัน คนที่หนึ่งจะเลือกคำใบ้และเป็นผู้ใบ้เมื่อพร้อมแล้ว จึงหันไปแตะไหล่คนที่สอง และทำท่าทาง คนที่สองก็ทำท่าส่งไปให้คนที่สาม สี่ ห้า หก และเจ็ดคนที่เจ็ดจะทำหน้าที่เป็นคนตอบว่าท่าทางที่เพื่อนส่งมานั้นคือสำนวนใด โดยคะแนนก็คือ ถ้าคนที่เจ็ดตอบถูกก็ได้หกคะแนน แต่ถ้าตอบไม่ถูกคนที่หกจะเป็นคนตอบถ้าถูกก็ได้ห้าคะแนน แต่ถ้าคนที่ตอบถูกคือคนที่สอง สำนวนนั้นก็จะได้แค่หนึ่งคะแนน และคนเฉลยก็คือคนที่หนึ่งซึ่งเป็นคนที่ทำท่าทางเริ่มต้น และข้าพเจ้าจะเป็นผู้อธิบายความหมายของสำนวน โอกาสในการใช้ และที่มาของสำนวนนั้น ที่สำคัญคือตั้งแต่ต้นทั้งผู้เล่นทุกคน และผู้ชมต้องเงียบเท่านั้น เมื่อเริ่มเกมแต่ละกลุ่มจะได้กลุ่มละ 5 สำนวน (สุ่มหยิบ) เก็บเป็นคะแนน เมื่อเล่นครบทุกกลุ่มก็มาดูกันว่ากลุ่มไหนคะแนนน้อยสุดก็ต้องถูกทำโทษอย่างสนุกสนาน เช่น ร้องเพลง เต้น หรือกิจกรรมที่ไม่ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนข้างห้อง จากการสังเกต นักเรียนชอบกิจกรรมนี้มากเลย เพราะถึงแม้ตนจะไม่ได้อยู่ในทีมที่ทำการแข่งขัน แต่ก็อดที่จะทายไปด้วยไม่ได้ ถึงจะได้แค่ทำปากพะงาบๆ ก็เถอะ พอเฉลยว่าถูกก็ตบมือดีใจใหญ่และหันไปอวดกับเพื่อนว่าตนเองเก่ง อีกอย่างหนึ่งคือจะขำไปกับท่าทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของผู้ทำท่าทาง คนแรกส่งไปอย่างหนึ่ง พอคนที่สามที่สี่เริ่มเปลี่ยนแปลงท่า เหล่ากองเชียร์ที่เห็นตั้งแต่ต้นก็จะหัวเราะกันใหญ่เลย
สรุปว่าเกมนี้ทั้งคุณครูและลูกศิษย์มีความสุขด้วยกันถ้วนหน้าเลยค่ะ