การตลาดเชิงรุก

 

 

 

ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม 2552  มีคณะจากประเทศไทยไปเยือนอินเดียคณะหนึ่ง เป็นคณะของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นำคณะไปเยือนอินเดีย โดยมีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องและคณะนักธุรกิจไทยไป Roadshow  ที่เดลีและมุมไบ ซึ่งถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ ได้กระตุ้นนักธุรกิจของทั้งสองประเทศให้มีการตื่นตัวและเชื่อมต่อ สร้างเครือข่ายระหว่างกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดโครงการ กิจกรรม ธุรกรรมทางธุรกิจและการค้าระหว่างทั้งสองประเทศในสาขาที่แต่ละประเทศมีศักยภาพ

การเยือนเป็นข่าวไปแล้ว ผู้สนใจติดตตามอ่านจากสื่อต่างๆ ได้ แต่สำหรับข้อเขียนของผม ในฐานะผู้บันทึกใน G2K ก่อนที่จะเสนอข้อคิด มาดูกันก่อนว่า คำว่า Roadshow  นั้นคืออะไร

โร๊ดโชว์ก็คือวิธีการทำ ตลาดในการทำธุรกิจส่งออก หรือการทำธุรกิจระหว่างประเทศ จะบอกอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่าคือ การทำตลาดเชิงรุกโดยการจัดคณะไปต่างประเทศ โดยมากเป็นการนำผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในประเทศเดินทางไปเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าหรือผู้ซื้อ ในต่างประเทศและผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกของประเทศไทยนั้นสามารถที่จะนำสินค้าตัวอย่างติดตัวไปด้วยได้ เพื่อที่นำไปแสดงให้คู่เจรจาการค้าเห็นว่าเรามีสินค้าในรูปไหนบ้าง

พูดจาภาษาชาวบ้านคือ การเดินทางไป แสดงไปและขายไป ซึ่งรูปแบบการตลาดนั้นมีอยู่ * 5 วิธี คือ    

1)   Connectıon Marketıng คือ วิธีการทำตลาดกับคนรู้จัก คนใกล้ตัว และคนที่สนิท  หรือว่าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่น มีญาติ เพื่อน พี่ น้อง ที่อยู่ต่างประเทศ วิธีนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจก็มีสูงเพราะว่ทำการค้ากับคนที่รู้จักหรือใกล้ตัว ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจยอมมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า คนใกล้ตัวต้องมีประสิทธิภาพด้วย ไม่อย่างงั้นธุรกิจก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

2)   Intertrader Marketing คือ วิธีการทำตลาดกับนายหน้าหรือ Intertrader  โดยให้นายหน้านี้เป็นคนดำเนินการส่งออก หรือว่าทำการตลาดให้ ผู้ประกอบการมีหน้าที่เป็นฝ่ายผลิตอย่างเดียว ในส่วนนี้ Intertrader จะมีบทบาทสำคัญในการส่งออก เพราะเป็นฝ่ายดำเนินการหาลูกค้า  ดำเนินการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ และอื่นๆ   

วิธีนี้น่าจะเหมาะกับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อย ถ้ามีสินค้าแล้วสามารถผลิตเองได้แต่ไม่มีตลาดหรือว่าลูกค้าในต่างประเทศ และยังไม่มีความรู้เรื่องการส่งออกดีพอ ก็ควรใช้วีนี้เพราะไม่ต้องหาตลาดเอง ไม่ต้องส่งออกเอง

3)            Internet Marketıng หรือว่า E-Commerce คือ วิธีการทำ ตลาดทาง Internet  โดยจะเป็นค้าขายทาง Internet  หรือ ทาง Websıte วิธีนี้ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วโลกโดยทาง Internet เพียงแค่อยู่ที่หน้าคอม ก็สามารถสร้าง Connection ใหม่ๆ กับลูกค้าได้  เป็นวิธีที่สะดวกสบาย เนื่องจากทุกวันนี้การเช่า พื้นที่หรือการทำ Website ราคาถูกลงอย่างมากในประเทศไทย (แต่ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันกันสูง) จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งของผู้ประกอบการในเมืองไทย ซึ่งเหมาะทั้ง ผู้ผลิต และ Intertrader

4)            Exhibition Marketing คือ วิธีการทำตลาดโดย การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เพราะจะทำให้เจอกับ คู่ค้าโดยตรง ทั้ง Importer ,Buyer , Intertrader  เป็นการเจรจาการค้าโดยตรง  อย่างไรก็ดี วิธีนี้ผู้ประกอบจะต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุน สามารถเจรจาการค้ากับลูกค้าในต่างประเทศได้ และมีความรู้ในเรื่องการส่งออกพอสมควร

5)   Trade Mission Marketing คือ การทำตลาดเชิงรุกโดยการจัด  Road Show ไปต่างประเทศ ซึ่ง Trade Mission เป็นกลยุทธ์การตลาดแบบหนึ่งซึ่งสนับสนุนหรือส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถขายสินค้าได้  โดยการนำผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในประเทศไทยเดินทางไปเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าหรือผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งจะมีการจัดทำ Business Matching ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะทำในประเทศที่เป็นตลาดใหม่ได้แก่ จีน อินเดีย และ ตะวันออกกลาง เป็นต้น  และผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกของประเทศไทยนั้นสามารถที่จะนำสินค้าตัวอย่างติดตัวไปด้วยได้ เพื่อที่นำไปแสดงให้คู่เจรจาการค้าเห็นว่าเรามี Product ในรูปไหนบ้าง

         วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถผลักดันให้เกิดการตลาดใหม่ หรือตลาดที่สินค้าไทยเข้าไปไม่ถึงผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ ซึ่งหากมีการนำคณะไปโดยผู้นำระดับสูงของภาครัฐเช่นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ก็จะช่วยให้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเจรจาและจับคู่ทางธุรกิจสูง อย่างไรก็ดี วิธีนี้ผู้ประกอบการของไทยเองต้องมีทักษะการเจรจาการค้า ภาษา และความรู้การส่งออก มากพอสมควร

บันทึกต่อไป ข้อคิด (ความเห็นส่วนตัว) จากการเยือนนี้ครับ 

 

* ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศ  (IBCC) ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   http://www.depthai.go.th