จากการศึกษาองค์ความรู้การบริหารแนววิธีพุทธนั้น สามารถนำหลักการมาประยุกต์เพื่อการบริหารจัดการในโรงเรียนที่ข้าพเจ้าปฏิบัติงานอยู่นั้นจำเป็นที่จะต้องมี
1. การสร้างความสามัคคีในองค์กร เพราะ การที่บุคคลากรในหน่วยงาน และสถานศึกษาจะมีความสามัคคีเป็นหมู่เหล่า เป็นทีมงานได้นั้น ข้าพเจ้าคิดว่าจำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน ทำให้เกิดความน่านิยมน่านับถือ เกิดความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน และทำให้หน่วยงานและสถานศึกษาที่ข้าพเจ้าปฏิบัติงานอยู่เป็นปกติสุขสิ่งยึดเหนี่ยวให้บุคลากรในหน่วยงานและสถานศึกษามีความสามัคคี ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรที่ข้าพเจ้าปฏิบัติงานได้ คือ
- การให้ คือ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แสดงน้ำใจ เสียสละแบ่งปันกันด้านสิ่งของ เงินทอง ความรู้ ให้ความเคารพ(สำคัญมากเนื่องจากองค์กรที่ข้าพเจ้าปฏิบัติงานอยู่นั้น เป็นสถานศึกษาที่ยึดถือระบบอาวุโส) ที่ให้กับคนเสมอกัน ต่ำกว่า หรือสูงกว่าตน ด้วยวิธีการที่เหมาะสม
- การพูดจาอ่อนหวาน ไพเราะ พูดสร้างความสามัคคี พูดมีเหตุผลจูงใจ ไม่หยาบคาย หรือดุด่า เสียดสี โดยยึดหลัก “อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ”
- การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกัน การมีจิตอาสาในการช่วยเพื่อนทำงาน ทำงานของส่วนรวม การทำงานเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี ซึ่งข้าพเจ้ามีงานในส่วนที่รับผิดชอบ ในการช่วยส่งเสริมสนับสนุนด้านงบประมาณของงานบุคลากรในการดูแลทุกข์สุขของบุคลากร(และญาติ) ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการบริหารงานอย่างหนึ่งที่มีผลเพื่อให้บุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้องค์กรมีความเข้มแข็ง
- ทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ในเรื่องทำความดี มีใจร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนอื่นเสมอ ทุกเวลาทุกกรณี เช่น การไปงานแต่งงาน การไปเยี่ยมเมื่อเจ็บป่วย ของเพื่อนร่วมงาน(ญาติ)
2. การ“สร้างพลังให้งานสำเร็จ” ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับตนเอง และฝ่ายงานและหน่วยงานของตนในการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จนั้นสามารถใช้หลักการ มี 5 ขั้นตอน
1.สร้างศรัทธาในสิ่งที่ทำ คือ มีความมั่นใจและศรัทธาในอาชีพและหน้าที่ของตนทั้งที่ได้รับมอบหมายและมิได้รับมอบหมาย
2.ทำอย่างขยันหมั่นเพียร คือไม่ท้อถอย แม้นว่าจะพบอุปสรรค สิ่งไหนไม่ดีก็พยายามเลี่ยง สิ่งไหนดีก็พยายามทำให้ดียิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นเสมอว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
3.สร้างจุดเตือน หรือพรานนำทาง คือเป็นผู้ตื่นตัวกระตือรือร้นอยู่เสมอ และมีสติในการทำงานรู้จักใช้สมอง ใช้ปัญญา ใช้กลยุทธ์ เนื่องจากงานในส่วนที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบนั้นจำเป็นที่จะต้องยึดระเบียบและกฎหมายในการ และเป็นหน่วยงานที่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำงานบ่อยครั้ง
4. หาจุดเน้นมุ่งเข็ม คือ ทำงานตามลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ส่งผลให้ผลของงาน / นักเรียน (เนื่องจากทั้งนักเรียนและผลของงานคือ output ของระบบในองค์กรสถานศึกษา)
5. สร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา คือ ทำงานไปด้วยก็คิดไปทำไปด้วยความฉลาด รู้เหตุรู้ผล รู้ความพอดี รู้ในเรื่องงาน การทำงานเป็นทีม ตลอดจนเป็นตัวกำกับความเชื่อศรัทธาไม่ให้หลงผิดหลงทาง
การประยุกต์องค์ความรู้การบริหารแนววิธีพุทธ น่าสนใจมาก
ดูองค์ประกอบหัวข้อต่างๆ ล้วนสร้างงสรรค์ ทำให้องค์กรเข้มแข็ง ก้าวไปข้างหน้า
เป็นกุนแจนำองค์กรสู่ความสำเร็จ เยี่ยมครับ
ขอเชิญไปเยี่ยมชมอ่านเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสุภาพสตรีมากๆครับ
http://gotoknow.org/blog/healthcaremedicine/303766
น่าสนใจดี