การศึกษาของไทยในระยะที่ผ่านมา พบว่ามีปัญหาดังนี้
ด้านปริมาณ (Quantitative) เกี่ยวกับการเข้าถึง การขาดโอกาสและความไม่เสมอภาคทางด้านการศึกษาระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ ระหว่างคนรวย คนจน คนในเมือง คนในชนบท คนปกติ คนพิการ และกลุ่มคนด้อยโอกาสอื่น ๆ ทำให้เกิดปัญหาค่าแป๊ะเจี๊ยะที่ร้อนระอุทุกๆเปิดเทอมใหญ่เดือนมีนาคม ดังนั้นเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ก็คือ การศึกษาตลอดชีวิตสำหรับคนทุกคน (Life long Education for All)
ด้านคุณภาพ (Qualitative) เกี่ยวกับหลักสูตร การเรียนการสอนและกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโดยการปฏิรูปการเรียนการสอน ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับท้องถิ่น การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชนเป็น การสร้างชีวิตสาธารณะ จัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เห็นคุณค่าในตัวผู้เรียนเป็นบุคคลสำคัญมากกว่าการเรียนการสอน เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ ฝึกให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักค้นคว้า และรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง คิดเป็น ทำเป็น รวมทั้งจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบการประกันคุณภาพภายในและระบบประกันคุณภาพภายนอก เพื่อให้สถานศึกษามีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด
ด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) ในอดีตที่ผ่านการบริหารจัดการเป็นระบบการรวมอำนาจ ส่วนในปัจจุบันมีการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการมากขึ้น โดยใช้การบริหารโรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management : SBM) ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น การนำปราชญ์ท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
ด้านประสิทธิผล (Effectiveness) เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษายังต่ำและการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพต่ำ (the cost – effectiveness and the quality of education) เมื่อเทียบกับการลงทุน การปฏิรูปการศึกษาจึงเน้นการจัดสรรงบประมาณเน้นตัวผู้เรียน (demand side) มากกว่าผู้ดำเนินการ คุณภาพและประสิทธิภาพการสอนของครูและการบริหารจัดการศึกษาของผู้บริหารแบบมืออาชีพ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการศึกษา
จากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมาในเรื่องการปฏิรูป การปฏิวัติความรู้และการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนานั้น แนวทางและยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอุดมศึกษาของไทยควรเป็นดังนี้
ความเป็นโลกาภิวัฒน์และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ องค์การต่าง ๆ ย่อมต้องประสบกับภาวการณ์แข่งขันสูงมากขึ้น ดังนั้นองค์การก็ต้องมีการปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อทำให้องค์การอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของการปฏิรูปองค์การ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งองค์การก็ต้องพยายามพัฒนาองค์การในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับยุคของการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มพูนความสามารถขององค์การในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การอย่างยั่งยืน คือ การสร้างคุณค่าให้กับทรัพยากรภายในองค์การเองเช่นการพัฒนาองค์กรโดยใช้ตัวแบบการจัดการ ซึ่งทำให้องค์การมีขีดความสามารถในการจัดการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์ได้รับผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่เหนือคู่แข่งได้
น่าสนใจดี