ทำ - เก็บข้อมูล - เรียนรู้ - สรุปบทเรียน ฯ จนได้สิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง
จากบันทึกที่แล้ว ไปดูชาวนาลดต้นทุนการทำนา ด้วยการไม่ไถ-ไม่หว่าน บันทึกนี้ขอนำเรื่องราวของชาวนาในจังหวัดกำแพงเพชรบางรายที่ถือได้ว่าเป็นเกษตรกรชั้นแนวหน้า ที่เราคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ หรือเป็นครูติดแผ่นดินข้าว ที่พลิกแพลงหาวิธีทำนาที่ต้นทุนต่ำที่สุดเพื่อความอยู่รอด โดยพึ่งพิงธรรมชาติและภูมิปัญญาของตนเองให้มากที่สุด แม้ว่าจะยังไม่ถึงกับเป็นข้าวอินทรีย์ แต่ก็ปลอดภัยและ
-
ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ใช้สารธรรมชาติมาทดแทน
-
ไม่เผาฟางข้าว
-
ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง
-
ผลิตปัจจัยการผลิตบางอย่างด้วยภูมิปัญญาของตนเอง
-
และลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ลง
ในประเด็นของการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์นี้ ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรผู้นำเหล่านั้นหลายท่านเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบเห็นแล้วทึ่งในแนวคิดและการที่เกษตรการเหล่านั้นไม่เคยหยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ในแปลงนา ด้วยการทดสอบทดลองเกี่ยวกับอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมในแปลงนาของตนเอง จะเรียกว่าเป็นการทำวิจัยในแปลงนาก็ว่าได้ แต่เป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เป็นธรรมชาติ อยู่ในวิถีชีวิต และมีผลได้ผลเสียกับการวิจัยนี้ เอารายได้และผลผลิตของตนเองเป็นตัวชี้วัด จะเรียกอีกอย่างว่างานวิจัยนี้เกิดจาก "คนใน" อย่างแท้จริง
องค์ความรู้ที่มีอยู่เกี่ยวกับอัตราเมล็ดพันธุ์ ที่เหมาะสมในการหว่านของการทำนาในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างนี้ (จากโครงการขยายผลและลดต้นทุนการผลิตข้าว : กรมส่งเสริมการเกษตร) อัตราการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 20 - 25 กก.ต่อไร่) และหากนำไปแนะนำเกษตรกรที่ทำนาหว่านน้ำตน เกือบร้อยทั้งร้อยจะหัวเราะแล้วบอกว่าเขาใช้กัน 30 กก.ต่อไร่เป็นอย่างต่ำ
ตัวอย่างของเกษตรกรต้นแบบทั้ง 2 ท่าน และใน 3 แปลงนาที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นของจริงที่ทำโดยเกษตรกร ในสภาพการผลิตตามปกติของเกษตรกร ที่ได้ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ลง จนคิดว่าได้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะใช้หว่านในแปลงนาของตนเอง คือ
ครูถวิล ศรีวัง
เป็นเกษตรกรต้นแบบ (ครูติดแผ่นดินข้าว) ของอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ทำวิจัยในแปลงนาจนได้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเอง ที่ 20 กก.ต่อไร่ และใช้อัตรานี้ทุกแปลงมาหลายฤดูแล้ว ได้ผลผลิตข้าวที่ดี และไม่ต่ำกว่าเดิม(ที่ใช้ในอัตราการหว่านที่มากกว่านี้)
-
แปลงที่ 1 พื้นที่ประมาณ 10 กว่าไร่

ครูถวิล ศรีวัง กับนาแปลงที 1

อัตราการหว่าน 20 กก. ต่อไร่

ได้ผลผลิตข้าวเปลือก 1,050 กก.ต่อไร่
-
แปลงที่ 2 ของครูถวิล ศรีวัง ใช้อัตราการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวเดียวกันคือ 20 กก. ต่อไร่
ต้นข้าวไม่แตกต่างกับที่เคยหว่านในอัตราที่สูงกว่านี้
ครูวิชาญ การภักดี
เป็นเกษตรกรต้นแบบ (ครูติดแผ่นดินข้าว) ของอำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ทำนาประมาณ 30 ไร่ ได้แบ่งพื้นที่การทำนาออกเป็น 2 ส่วน และใช้อัตราการหว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกัน คือ
-
แปลงที่ 1 หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตรา 25 กก. ต่อไร่
-
แปลงที่ 2 หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตรา 15 กก. ต่อไร่
เหตุที่ต้องใช้ 2 อัตราก็เนื่องมาจากคนในครอบครัว(ผบ./แม่บ้าน)ไม่เห็นด้วยที่จะลดการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ลงเหลือเพียง 15 กก.ต่อไร่ จึงต้องแบ่งเป็น 2 แปลง
หลังจากที่ปลูกไปได้ระยะหนึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ปรากฏว่า แปลงที่ใช้อัตราเมล็ดพันที่น้อยกว่า...เสียหายน้อยกว่า (เพราะต้นข้าที่แน่ความชื้นสูง เพลี้ยฯ ชอบ) เมื่อเพลี้ยจากไปเกษตรกรท่านนี้ไม่ได้ไถข้าวทิ้งเหมือนเกษตรกรรายอื่นๆ ปล่อยให้ข้าวเจริญเติบโตต่อไป ปรากฏว่าข้าวแปลงที่หว่านในอัตรา 15 กก. ต่อไร่ มีการเจริญเติบโตดีกว่า จึงได้ข้อสรุปร่วมกันระหว่างครูวิชาญและแม่บ้านว่า ต่อไปแปลงนาของเราจะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้หว่านคือ 15 กก. ต่อไร่เท่านั้น (ลดต้นทุนประมาณ 200 บาทต่อไร่ : เมล็ดพันธุ์ กก.ละ 20 บาท)
มีภาพ (ข้อมูล) มายืนยันครับ ภาพล่าง ครูวิชาญ (คนซ้ายมือ) คุณสายัณห์ และคุณสมเดช ร่วมลงไปเยี่ยมแปลงนา

25 กก.ต่อไร่(ซ้ายมือของท่านผู้อ่าน) และ 15 กก. ต่อไร่ (ทางขวามือของท่านผู้อ่าน)

ภาพเปรียบเทียบระหว่างแปลงที่ 1 และแปลงที่ 2 (อยู่ติดกัน)....ไม่แตกต่าง

ต้นข้าวสมบูรณ์และไม่ได้ห่างอย่างที่ชาวนาทั่วไปกังวล
นอกจากดูต้นข้าวแล้ว ยังได้เห็นมิตรชาวนาอยู่กันอย่างสันติสุข และมีอย่างมากมาย
เป็นตัวอย่างหนึ่งของนักวิจัยในท้องทุ่ง ที่ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้จริงจากแปลงนา ทำ - เก็บข้อมูล - เรียนรู้ - สรุปบทเรียน ฯ จนได้สิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง ซึ่งเส้นทางและวิถีการเรียนรู้จะมีบริบทที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
ดังนั้นการที่จะนำไปต่อยอดหรือปรับเปลี่ยน แนะนำหรือส่งเสริมฯ ในพื้นที่ใดๆ ก็ตาม ก็คงต้องหาวิธีการ รูปแบบที่เหมาะสม อดทน เพื่อที่จะได้ช่องทางหรือข้อมูลที่จะเป็นสิ่งยืนยันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เพียงพอกับความเชื่อมั่นที่จะเกิดขึ้นของเกษตรกรแล้วส่งผลถึงการปรับเปลี่ยนต่างๆ เพราะงานส่งเสริมฯ และพัฒนานั้นไม่มีสูตรสำเร็จ....

สวัสดีครับ สิงห์ป่าสัก
ทุ่งนาข้าวเขียวขจี มองกี่ครั้งกี่ทีก็สดชื่น
.. ชื่นชม ยินดีและเป็นกำลังใจกับวิถีทางธรรมชาติค่ะ
ท่านสิงห์ป่าสัก และเกษตรกรทุกท่านค่ะ
ชุมชนเข้มแข็งเป็นแรงผลักให้ไทยก้าวต่อไป ขอบคุณค่ะ
พี่ครับ
ผมได้รับหนังสือแล้ว
ขอบพระคุณมากครับ
เริ่มอ่านไปบ้างแล้ว ได้ความรู้มาก ผมนึกไม่ถึงเลยว่าความรู้เหล่านี้จะมาจากนักส่งเสริมการเกษตรที่เป็นข้าราชการครับ
ไว้อ่านจบจะขอเขียนถึงพี่สักบันทึกนะครับ
สวัสดีค่ะ
*** แวะมาชื่นชมและให้กำลังใจผู้สร้างรอยยิ้มให้เกษตรกร
สวัสดีคุณสิงห์ป่าสัก ขอให้กำลังให้ท่านและนักส่งเสริมทุกคนด้วย ที่ทำงานกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำงานกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งอยู่บนข้อจำกัดของธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงลง โรคระบาด
ชาวนาแถวบ้านผมใจดีครับ หว่านข้าวเผื่อนก เผื่อหนู แล้วก็เผื่อไม่งอกอีก ก็เลยต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า 25 ก.ก.ต่อไร่ :)
ถ้าใช้เมล็ดพันธุ์ดี อัตรางอกสูง คงไม่มีความจำเป็นต้องหว่านข้าวในปริมาณมากขนาดนั้น (เปลืองตังค์)
...
ผมได้รับเอกสารที่ส่งไปให้แล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ
* ขอบคุณมากครับ...สำหรับหนังสือ...ที่ดีครับ
* ได้รับวันนี้ครับ (13 ตค.52)
* เริ่มอ่านเลยครับ แต่ยังไม่หมดครับ
* จะเผยแพร่ให้เพื่อนสมาชิก คงไม่ว่ากันน่ะ
* ได้ข้อคิดดีๆ มากเลยครับ ...เป็นประโยชน์จริงๆ ครับ