เรามาหาวิธีลดภาวะโลกร้อนไปด้วยกันนะจ๊ะ
โลกร้อน คืออะไร ?
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ครับ (Greenhouse gases)
ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่ม ีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)
ภาพจาก Global Warming Exhibition of National Academy of Science (US)
แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนตร์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี
ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน
ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
โดย สายณรงค์ รสานนท์ http://www.geocities.com/sainaron47/article.html
เมื่อจอร์จบุชประกาศว่าเขาจะโจมตีอีรัคเพื่อนำสันติภาพและประชาธิปไตยมาสู่อีรัค และทำลายล้างอาวุธสงครามที่มีอานุภาพมหาศาลของอีรัค คนอเมริกันส่วนมากเห็นด้วยและสนับสนุนบุช แต่หลายประเทศคัดค้านอย่างแรง มาถึงบัดนี้ ทุกคนทราบดีแล้วว่าผลของการโจมตีอีรัคเป็นอย่างไร อีรัคไม่มีทั้งสันติภาพ ทั้งประชาธิปไตย และไม่เคยมีอัครมหาอาวุธสงครามตามที่บุชกล่าวหา อีรัคทรุดลงไปกว่าเดิมมาก และจะแย่ลงต่อไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน (global warming) อย่างไรหรือ
เกี่ยวสิ เพราะเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและความเชื่อมั่นในตัวเองของบุช
อภิมหันตภัย
ขณะนี้เกือบทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า ภาวะโลกร้อนเป็นมหันตภัยที่ร้ายแรงที่สุดมหันตภัยหนึ่งที่โลกเคยเผชิญมา และการปล่อยแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้าสู่บรรยากาศโลกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอาจจะถึงขั้นวิกฤติในไม่ช้านี้ แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งผลิตมาถึง 25% ของ CO2 ทั้งหมดในโลกไม่ยอมแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง บุชและนายทุนชาวอเมริกันอ้างว่า ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า CO2 เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อน และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กว่าโลกจะถึงจุดวิกฤติอาจจะใช้เวลานับสิบปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้วนักวิทยาศาสตร์ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนได้แล้วอย่างแน่นอน
เป็นอย่างไรครับ ความดื้อดึงไม่ฟังเหตุผลของผู้อื่นของ ฯพณฯ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งของผมซึ่งเป็นศาสตราจารย์อาวุโสของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริด้าบอกผมว่า เขาเกือบอพยพออกจากอเมริกาเมื่อบุชชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่สอง เพราะเขาทนบุชไม่ได้
ท่านผู้อ่านที่รักและเคารพครับ ท่านมั่นใจได้แน่ว่า ต่อจากนี้ไป ท่านจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จากสื่อทุกแขนงทั่วโลก
เพื่อเป็นการปูพื้นฐานเรื่องภาวะโลกร้อนให้ท่าน ในบทความนี้ ผมขอสรุปเรื่องภาวะโลกร้อนจากนิตยสาร Scientific American ซึ่งเป็นนิตยสารที่ทรงอิทธิพลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือมากที่สุดฉบับหนึ่งจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ผลกระทบของภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนได้ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น พายุที่มีบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น อากาศที่ร้อนขึ้นทุกๆ ปี อากาศที่แปรปรวนไม่ปกติทั่วโลก ภูเขาน้ำแข็งที่ละลายเร็วขึ้น
ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร
สรุปสั้นๆ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเพราะบรรยากาศโลกมีแก๊ซเรือนกระจก (greenhouse gas- GHG) มากกว่าเดิม โดยปกติแล้ว ความร้อนส่วนหนึ่งที่โลกได้รับจากแสงอาทิตย์ลอยหายออกไปนอกโลก แต่ GHG อมความร้อนเอาไว้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น การที่ปริมาณ GHG เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้ความร้อนลอยออกไปนอกโลกน้อยลง จึงมีผลให้โลกร้อนขึ้น
การผลิตพลังงาน (ซึ่งหลักๆ ก็มีความร้อน น้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้า) ปลดปล่อยแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)เป็นจำนวนมากเข้าสู่บรรยากาศโลก เจ้าตัว CO2 นี้แหละที่เป็นองค์ประกอบหลัก (ถึง 76%) ของ GHG เมื่อเพียง 150 ปีที่แล้วในสมัยรัชกาลพระพุทธเจ้าหลวง โลกเกือบไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เลย ในยุคนั้น ปริมาณ CO2 ในอากาศมีประมาณ 280 ppm (หนึ่งต่อล้านส่วน) ปัจจุบันนี้ CO2 ในอากาศมีสูงถึง 370 ppm ไม่มีใครรู้แน่ว่าจุดวิกฤติของปริมาณ CO2 ในอากาศคือเท่าไร แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากคิดว่า จุดวิกฤติอยู่ที่ประมาณ 450-560 ppm (จุดวิกฤติคือปริมาณ CO2 ในบรรยากาศที่จะทำให้อากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะมีผลให้สิ่งมีชีวิตหลายประเภทสูญพันธุ์หรือลดจำนวนไปอย่างฮวบฮาบ)
นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า โลกอาจถึงจุดวิกฤตินี้ภายใน 50 ปีข้างหน้า หากไม่มีมาตรการลดปริมาณ CO2 ในอากาศอย่างเอาจริงเอาจัง
ภาวะโลกร้อนสามารถแก้ไขได้ไหม?
นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากเชื่อว่า มนุษย์เราสามารถแก้ไขภาวะโลกร้อนได้ แต่เราจำเป็นต้องรีบทำ และต้องทำอย่างจริงจังเสมือนหนึ่งโลกอยู่ในภาวะสงครามที่รุนแรง และทุกประเทศต้องร่วมมือกัน
พวกเขาเสนอว่า วิธีแก้มีอยู่สองวิธีใหญ่ๆ คือ ต้องทุ่มเทด้านการวิจัยอย่างหนัก และต้องใช้กฏหมายทั้งบังคับ ทั้งจูงใจ ทั้งโน้มน้าวให้ทุกคนลดการปลดปล่อย CO2 เข้าสู่บรรยากาศ
การแก้ไขนั้นจำเป็นต้องใช้ทุกวิถีทาง หากเน้นเพียงวิถีทางใดทางหนึ่ง คงไม่เพียงพออย่างแน่นอน
นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากเชื่อว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สหรัฐอเมริกาจะต้องเป็นผู้นำโลกในด้านนี้ (ซึ่งมิใช่เป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน) ด้วยเหตุผลใหญ่ 2 ประการ คือ
หนึ่ง สหรัฐฯ ผลิต CO2 มากถึง 25% ของ CO2 ทั้งหมด (ตามด้วย จีน 18% ญี่ปุ่น 6% และอินเดีย 5%)
สอง สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่มีทั้งเงิน ทั้งความรู้ความสามารถ ทั้งความกระตือรือร้น ของนักวิทยาศาสตร์
หากสหรัฐฯ ไม่ดำเนินการอย่างจริงจังแล้ว ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา คงไม่ยอมทำอย่างแน่นอน
ทำไมสหรัฐฯ ถึงยังไม่ยอมเร่งแก้ไข
ปัญญาชนอเมริกันบอกว่า เหตุผลที่แท้จริง (ไม่ใช่เหตุผลข้างๆ คูๆ ที่นักการเมืองอเมริกันอ้างกัน) นั้นง่ายนิดเดียว ชาวอเมริกันคุ้นเคยกับชีวิตการเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยที่ต้องใช้พลังงานมากกว่าชาวยุโรปตะวันตกถึง 2 เท่ากว่า ทั้งนักการเมืองและชาวอเมริกันกลัวนักกลัวหนาว่าการลดปริมาณ CO2 จะทำให้พลังงานแพงขึ้นมาก ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่อย่างฟุ่มเฟือยได้เหมือนเดิม
เรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันระดับหัวกะทิได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่จะทำให้สภาพชีวิตของชาวอเมริกันในอีก 50 ปีข้างหน้าดีกว่าสภาพชีวิตของพวกเขาในปัจจุบัน แต่บุชก็ไม่ยอมรับข้อเสนอนี้อยู่ดี ฮีโร่เรื่องนี้คือใครรู้ไหมครับ ฮีโร่ตัวจริงคืออดีตฮีโร่จอเงินอาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ ผู้ว่าฯ รัฐแคลิฟอร์เนียคนปัจจุบัน
ปัญหาที่แท้จริง
ปัญหาใหญ่จริงๆ คือ ทำอย่างไรให้จอร์จบุชและชาวอเมริกันยอมรับว่าตนเองสายตาสั้น และเริ่มทำหน้าที่เป็นผู้นำโลกในทางที่เหมาะสม (ที่จริงแล้ว ถ้าบุชไม่บุกอีรัคและเอาเงินส่วนที่ใช้ในการโจมตีอีรัคมาใช้ในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหานี้คงไม่ใหญ่หลวงเท่าในปัจจุบัน)
ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร
ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
เป็นปรากฏการณ์อันเนื่องจากการที่โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ จึงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ปัจจุบันโลกของเรากำลัง ถูกปกคลุมด้วยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ที่มากเกินสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งก๊าซเรือนกระจกจะทำการเก็บกักความร้อนไม่ให้สะท้อนออกนอกผิวโลก ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น องค์การสหประชาชาติ ได้ประมาณการว่า อุณหภูมิของโลก จะสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 2-4 oC ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20-50 cm. ในเวลาอีก 10-50 ปีนับจากปัจจุบัน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) , ก๊าซมีเทน (CH4) , ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) , คลอโรฟลูโอโร คาร์บอน (CFC3) และ โอโซน (O3) ซึ่งมาจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่ง และภาพอุตสาหกรรม เป็นต้น
แหล่งที่มา:www.aninconvenienttruth.com
ภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
จากการทำงานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีองค์การวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แน่ชัดว่า จากการที่ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส.
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน จากภาวะอันตรายเหล่านี้พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่เสี่ยงกับการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมลดลง ซึ่งทำให้จำนวนผู้อดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีก 60-350 ล้านคน
ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ มีโครงการพลังงานต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้น และการดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยาอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละช่วงได้เปลี่ยนแปลงไป การบุกรุกและทำลายป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิของน้ำทะเล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศน์วิทยาตามแนวชายฝั่ง และจากการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนสีของน้ำทะเล ดังนั้น แนวปะการังต่างๆ จึงได้รับผลกระทบและถูกทำลายเช่นกัน
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีชายฝั่งทะเล ที่มีความยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร และเป็นแหล่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และความไม่แน่นอนของฤดูการที่ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรม มีการคาดการณ์ว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 1 เมตรภายในทศวรรษหน้า หาดทรายและพื้นที่ชายฝั่งในประเทศไทยจะลดน้อยลง สถานที่ตากอากาศชายทะเล รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น พัทยา และ ระยองจะได้รับผลกระทบโดยตรง แม้แต่กรุงเทพมหานคร ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้เช่นกัน
ปัญหาด้านสุขภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วย เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของยุ่งมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแพร่ระบาดของไข้มาเลเรียและไข้ส่า นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น อหิวาห์ตกโรค ซึ่งจัดว่าเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ประกอบกับการให้ความรู้ในด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี ยังมีไม่เพียงพอ
ปัจจุบันนี้สัญญาณเบื้องต้นของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ้งชัด ดังนั้น สมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือ มีความรู้ในการแก้ไขมากขึ้น ซึ่ง ณ เวลานั้นก็อาจสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขได้
ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/91648/91666
ขอบคุณครับ อ่านแล้วได้รับความรู้มากครับ
อยากให้พวกเราตื่นและตระหนักในเรื่องนี้ครับ
เพื่อช่วยกันป้องกันก่อนที่จะสายเกินไปครับ