ลองอ่านเรื่องสั้นๆดูนะคะ ช่วยเม้นให้ด้วยค้า....
พิทักษ์สิทธิ์หรือพิทักษ์ใคร?
“…ที่ผ่านมาทำไมไม่บอก.. เธอไม่รักทำไมไม่บอก...” ฉันเอามือควานหาโทรศัพท์ที่วางไว้ใต้หมอนด้วยความขี้เกียจทั้งๆที่ตายังหลับอยู่ นึกในใจนะ ใครนะช่างไม่รู้จักเวล่ำเวลาเลย มันดึกแล้วนะเนี่ยโดยที่ฉันลืมไปว่าตัวเองอยู่เวร On call อยู่
“…ดีค้า....” ฉันกดรับโทรศัพท์ น้ำเสียงงัวเงียมาก
“ดามีผ่าตัดไส้ติ่งตอนเที่ยงคืนนะ” พี่จุ๊บแจงโทรหาฉันด้วยน้ำเสียงที่สดใสอยู่เหมือนคนยังไม่ได้นอนเลย
“ค้า....” ฉันรับปากไปตายังปิดอยู่ เฮ้อ...งานเข้าอีกแล้วละ แล้วเนี่ยมันกี่โมงกี่ยามแล้วละฉันนึก
“ตายละ จะห้าทุ่มครึ่งแล้วนี่” ฉันอุทานเบาๆพร้อมกับสลัดผ้าห่มออกดีดตัวผึงขึ้นจากเตียงทันที วิ่งไปล้างหน้าล้างตาเพื่อให้หายง่วง ตาสว่างขึ้นหน่อย ไปทำงานดีกว่า ฉันบ่นคนเดียวพร้อมกับคว้ากุญแจรถ เปิดประตูหน้าบ้านสายลมหนาวพัดวูบเข้ามาปะทะใบหน้าฉัน “อากาศหนาวจัง”ฉันบ่นพึมพำคนเดียว
บรรยากาศในคืนนี้ยังอยู่ในใจฉันมิรู้ลืม ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านไปเป็นปีๆแล้วก็ตาม มันเป็นคืนที่มืดมิดและหนาวเหน็บเสียงน้ำค้างกระทบหลังคาดังเป๊าะแป๊ะๆราวกับเสียงฝนตก บรรยากาศแบบนี้ทำให้ฉันคิดถึงใต้ผ้าห่มอุ่นๆที่นอนนุ่มๆ ไม่อยากออกจากบ้านไปไหนเลย แต่คงทำอย่างใจนึกไม่ได้ เพราะนี่คือหน้าที่พยาบาลดมยาสลบอย่างฉัน จะโดนตามเมื่อไหร่ก็ได้ถ้ามีคนไข้จะผ่าตัดนี่คือเวร on call ฉันขยับเสื้อกันหนาวตัวโคล่งให้กระชับตัวมากขึ้น ดึงปลายแขนลงคลุมมือจนมิด “เจ้าจูบิ” หมาพันธุ์ไทยลูกผสม ตัวผู้ลายสีน้ำตาลขาวนอนคุดคู้ใต้ท้องรถ “ มันคงจะหนาวเหมือนฉันแหละนะ” ฉันนึกในใจ
ฉันบึ่งรถออกจากบ้านท่ามกลางความง่วง แต่ก็ถึงโรงพยาบาลด้วยความปลอดภัยในสิบนาทีต่อมา เดินผ่าน ER เห็นพยาบาลเวร กำลังง่วนอยู่กับการทำงานดูแลคนไข้อยู่ เสียงร้องโอดโอยของผู้ป่วยอุบัติเหตุ เสียงร้องไห้ของเด็กกระจองอแงที่ไม่ยอมให้พ่นยา เสียงของแม่ที่กำลังปลอบโยนลูกให้หยุดร้องสลับกันไป ภาพเหล่านี้ฉันเห็นจนชินตามันทำให้ฉันนึกไปถึงครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นพยาบาลที่ต้องอดหลับอดนอนอยู่เวรกลางคืนไม่ได้ ชีวิตของพยาบาลนี้ลำบาก ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อมาดูแลคนไข้ไม่ว่าจะเวลากลางคืนดึกดื่นเพียงใดก็ตาม ต้องคอยบำบัดทุกข์ที่คนเจ็บไข้มาหาให้ได้กลับบ้านด้วยความสุขใจหายเจ็บไข้ นี่แหละนะชีวิต “นางฟ้าสีขาว” มือคอยถือตะเกียงสอดส่องความทุกข์ของผู้ป่วยยามค่ำคืน เป็นกำลังใจให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ฉันได้มาซาบซึ้งคำว่า “มือถือตะเกียง” ตอนมาทำงานนี่แหละ
ไฟหน้าห้องผ่าตัดหมายเลขสิบแดงขึ้นแล้วแสดงว่ามีเพื่อนร่วมงานมาทำงานแล้ว ฉันรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดห้องผ่าตัด เตรียมอุปกรณ์ในการดมยาสลบให้พร้อมรอเจ้าหน้าที่นำคนไข้มาส่งที่ห้องผ่าตัด
“….ติ๊งต่อง....” เสียงออดหน้าห้องผ่าตัดดังขึ้น พี่น้อยผู้ช่วยเหลือคนไข้เดินไปรับคนไข้หน้าห้องผ่าตัด
“ดาไปดูคนไข้หน่อย” พี่น้อยเดินกลับมาพร้อมกับส่งเสียงเรียกฉัน ฉันรีบเดินออกมาดูคนไข้หน้าห้องผ่าตัด นึกในใจว่าคนไข้ต้องมีปัญหาแน่ๆเลย เมื่อเปิดประตูห้องผ่าตัดออกไปฉันก็พบกับชายชราอายุ 70 กว่า รูปร่างผอมกะหร่อง สูงราว 170 เซนติเมตร ผิวดำแดง ผมขาวโพลนทั้งหัว ฟันหลอทั้งปาก แก้มตอบบ่งบอกถึงความสูงวัย แขนซ้ายห้อยน้ำเกลือมา คนไข้มีสีหน้าอิดโรย ริมฝีปากแห้งผาก นอนหลับตาพริ้มอยู่บนรถเข็นนอนอยู่ในชุดของโรงพยาบาลสีเขียวอ่อนสายผูกเสื้ออันบนหลุดหายไปหนึ่งข้าง ฉันเดินเข้าไปทักทาย และซักประวัติอย่างเคย....
“..สวัสดีคะ ตาชื่ออะไรค่ะ หนูเป็นพยาบาลดมยาสลบนะคะ” ฉันทักทายและให้ข้อมูลกันคุณตาไปด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด
“…ตาชื่อบุญยัง...” ตอบเสียงเบาๆพึมพำในลำคอ
“..ตามากับใครเหรอ..” ฉันถามต่อเพื่อหาคนดูแลหลังผ่าตัด
“หลานมาส่งแล้วก็กลับไปแล้วละคุณหมอ” ตาบุญยังตอบ
“…อ้าวแล้วยายละ” ฉันถามต่อ
“ ยายตายไปหลายปีแล้ว ลูกก็ไม่มี ตาไม่มีญาติพี่น้อง หลานที่มาส่งนี่ก็เป็นญาติห่างๆ อยู่คนละหมู่บ้านนะคุณหมอ” ตาบุญยังตอบ ฉันเห็นหน้าตาที่เศร้าสร้อย ดวงตาทั้งสองข้างสั่นระริกเหมือนจะร้องไห้ มีน้ำตาคลอเบ้าของตาบุญยัง ทำให้ฉันสะอึก วูบหนึ่งฉันสงสารคนไข้รายนี้จับใจ
“..อ้าวแล้วตาอยู่ยังไงละ” ฉันถามต่อ..
“ ตาก็อยู่คนเดียวนี่แหละ เวลาไม่สบายก็ได้หลานคนนี้แหละพามาหาหมอ’ ตาเล่าให้ฉันฟัง
“ แล้วตาเป็นอะไรมาละ วันนี้ถึงได้มาโรงพยาบาล” ฉันถามต่อ
“ ตาปวดท้องมาแล้วก็มีถ่ายเหลวหลายครั้งแล้วละคุณหมอ หมอใหญ่บอกตาว่าตาเป็นไส้ติ่งอักเสบนะ แต่ตอนนี้ตา...เหนื่อย...” ตาบุญยังบอกฉันแบบนั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าและสั่นเครือ สีหน้าที่ดูเหน็ดเหนื่อย อิดโรย ปากแห้ง ทำให้ฉันต้องยุติการสนทนา หันมาดูแฟ้มประวัติทันที ตาบุญยังเป็นชายชราอายุ 76 ปี มาด้วยอาการปวดท้องข้างขวา เป็นมา 1 วัน แต่พอมาถึงโรงพยาบาลแล้วมีถ่ายเหลว 3-4 ครั้ง หมอเวรวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบจึงจะทำการผ่าตัด ฉันเปิดดูสัญญาณชีพก่อนมาห้องผ่าตัดก็พบว่าชีพจรเร็ว ความดันโลหิตต่ำ 90/60 mmHg ฉันจึงรีบเคลื่อนย้ายตาบุญยังไปนอนบนเตียงผ่าตัด สภาพห้องผ่าตัดมีผนังกระเบื้องสีฟ้าอ่อน ภายในจะมีเตียงผ่าตัดที่มีลักษณะแคบพอดีตัวคน ความกว้างน่าจะถึงสัก 50 เซนติเมตร ความยาวน่าจะถึง 2 เมตร วางอยู่กลางห้อง 1 เตียง ล้อมรอบด้วยอุปกรณ์ของเครื่องดมยาสลบ โต๊ะสำหรับวางเครื่องมือผ่าตัด บนเพดานเหนือขึ้นไปมีโคมไฟผ่าตัด1ดวงไว้ส่องสว่างเวลาทำการผ่าตัดภายในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ
“ตานอนดีๆนะเตียงมันแคบ” ปากฉันก็พร่ำบอกคนไข้ มือก็สาละวนกับการติดมอนิเตอร์ต่างๆ ฉันสังเกตเห็นสายตาคนไข้ตาบุญยังมองไปมาเหมือนระแวดระวัง กังวลใจ ปากก็พร่ำบอกฉันว่า
“ ...คุณหมอ ฝากชีวิตกับคุณหมอด้วยนะ”
ฉันก็ได้ปลอบตาให้หายกังวลว่า “ตาถ้าผ่าตัดเสร็จแล้วหนูจะปลุกจะเรียกชื่อตาดังๆ ถ้าตาได้ยินเสียงให้ตาลืมตา ยกแขนขึ้นนะ จะได้รู้ว่าตาตื่นแล้ว” ตาบุญยังพยักหน้ารับคำที่ฉันบอกไป
ฉันหันมามองสัญญาณชีพจากจอมอนิเตอร์พบว่าสัญญาณชีพตาผิดปกติมาก ตามีภาวะช็อค ชีพจรเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำอยู่ที่ 70/50-80/50 mmHg. วัดซ้ำหลายครั้งผลยังเหมือนเดิม ฉันได้เดินมาหาพี่จุ๊บแจงที่เป็นหัวหน้าห้องผ่าตัดที่ร่วมทีมอยู่เวรด้วยกัน
“พี่ คนไข้เคสนี้ช็อคนะ ความดันต่ำมาก ดาจะรายงานหมอนะ” ฉันพูดเปรยขึ้นเพื่อปรึกษากรายๆ
“ เอาเลยรีบรายงานเผื่อหมอเวรเขาจะรีเฟอร์” พี่จุ๊บแจงรีบสนับสนุน
(คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการสาธารณสุขอาจสงสัยคำว่ารีเฟอร์ที่ฉันเขียนขอขยายความ รีเฟอร์= Refer หมายถึงการส่งต่อ)
“ หมอ...ค่ะ คนไข้ที่จะทำ Appendixน่ะ ความดันต่ำมากนะ 70/50-80/50 mmHg.” ฉันรายงานหมอเวรที่จะทำการผ่าตัดไปตามขั้นตอน
“ เดี๋ยวผมมาดู....” หมอเวรคนนั้นบอกมาตามสายโทรศัพท์
สักพักก็เดินเข้ามาดูคนไข้”ไหนละพี่คนไข้อยู่ไหน “อยู่ในห้องผ่าตัดแล้ว” ฉันบอกหมอเวร
“ หมอไปดูซิ ความดันต่ำขนาดนี้พี่ว่าคุณหมอรีเฟอร์ดีกว่ามั้ย” ฉันเสนอแนวทางให้หมอเวร
“ความดันที่วอร์ดยังดีอยู่เลยนะ” หมอเวรบอก
“แต่พอมาที่ห้องผ่าตัดคนไข้ความดันต่ำมากนี่ ช็อคไปตอนไหนเนี่ย พี่ว่าคุณหมอรีเฟอร์ไปโรงพยาบาลจังหวัดเถอะ คนไข้อายุก็เยอะด้วยแล้วยังมีช็อคอีก เดี๋ยวดมยาไม่ฟื้นพอดี ที่โรงพยาบาลจังหวัดมีหมอดมยาด้วยนะ” ฉันบอกรายละเอียดว่าเพราะเหตุใดฉันจึงเสนอแนวทางแบบนี้
“ โอ๊ย...ไม่เป็นไรหรอกพี่เราต้องรีบเอาสาเหตุที่ทำให้คนไข้ช็อคออกซิ ผมจะรีบทำให้เร็วที่สุด พี่ดมยาไปเลยผมไม่รีเฟอร์หรอก” หมอเวรยืนยันที่จะผ่าตัดให้ได้
ฉันลำบากใจมาก นึกโกรธตัวเองที่ไม่สามารถพิทักษ์สิทธิ์ช่วยคนไข้ได้ให้ได้รับการรักษาที่ดีกว่านี้ได้ ได้แต่หันกลับมามองหน้าพี่จุ๊บแจง ในวินาทีนั้นฉันอยากจะร้องไห้ ไม่อยากดมยาให้คนไข้เลยละ ฉันรู้ว่าคนไข้จะเป็นอย่างไรอาจจะตื่นหรืออาจจะตื่นช้าหรืออาจจะไม่ตื่นเลย กังวลไปหมดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ฉันจึงต้องดมยาสลบตาตามมาตรฐานที่เรียนมาด้วยความกังวลใจ ไม่สบายใจ เครียดมาก ฉันรู้สึกสงสารตาบุญยังมากๆได้แต่ภาวนาอยู่ในใจให้ตาตื่นขึ้นมาอย่างปลอดภัย ซึ่งในระหว่างการผ่าตัดไส้ติ่งนั้น ความดันโลหิตของตาต่ำตลอดการผ่าตัด หมอได้สั่งให้ยาให้น้ำเกลือเพื่อเพิ่มความดันโลหิตเป็นระยะแต่ก็ยังไม่ตอบสนอง จนกระทั่งเสร็จสิ้นการผ่าตัด ถึงตอนสำคัญอีกแล้วละ ฉันต้องทำให้ตาตื่นขึ้นมา อย่างน้อยตาต้องฟื้นกลับมา
“…ตา....ตื่น ลืมตาซิคะ ผ่าตัดเสร็จแล้ว” ฉันร้องเรียกคนไข้ให้ตื่นด้วยน้ำเสียงอันดังหลังจากที่ฉันได้ให้ยากระตุ้นให้คนไข้ตื่นแล้ว
ตาบุญยังเริ่มหายใจได้เอง เริ่มขยับแขนขา ฉันใจชื้นขึ้นมาที่ได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของคนไข้ ซึ่งในเวลาต่อมาตาหายใจแรงขึ้น ยกแขนได้มากขึ้น ฉันจึงตัดสินใจเอาท่อช่วยหายใจออกจากตาทันที ฉันรู้สึกโล่งอกไปเปราะหนึ่งแต่ไม่เต็มร้อยเพราะว่าตายังช็อคอยู่ หลังจากนั้นก็ได้ย้ายตามานอนสังเกตอาการต่อที่ห้องพักฟื้น
“ ตาได้ยินเสียงเรียกมั้ยค่ะ ลืมตาซิ” ฉันร้องเรียกให้คนไข้ได้ยินและให้ทำตามด้วยใจเต้นตุ้บๆต่อมๆ ตาพยายามลืมตาขึ้นมามองอย่างยากลำบากเหมือนพยายามที่จะรับรู้ว่าตารู้สึกตัวแล้ว ความดันโลหิตตาก็ยังต่ำอยู่ระหว่างนั้นฉันได้รายงานหมอเวรเป็นระยะๆให้ปรับยาเพิ่มความดันโลหิตขึ้นไปอีก สังเกตอาการจนครบตามเวลาจึงพาตาไปส่งตึกเดิม ฉันเดินตามหลังรถเข็นนอนที่นำตาไปส่งตึกด้วยใจเหม่อลอย จมอยู่ในความคิดชั่วครู่ เสียงล้อรถเข็นนอนดังเอี๊ยดอ๊าดด้วยความฝืดไม่ได้ช่วยให้ฉันตื่นจากภวังค์สงสารตาได้เลย ฉันได้แต่ภาวนาให้ตาปลอดภัย หายจากการช็อค ความดันโลหิตกลับมาปกติเหมือนเดิม.....คืนนั้นฉันกลับบ้านด้วยความไม่สบายใจ นอนหลับไปด้วยความกังวล ฝันร้ายตลอดทั้งคืน...
เช้านี้เป็นวันเสาร์ ประมาณเก้าโมงเช้าอากาศช่วงสายยังหนาวอยู่ หมอกเริ่มจางลง สายลมหนาวพัดเอาความแห้งแล้งมาอยู่รอบๆตัวฉัน ลีลาวดีหน้าบ้านสลัดใบร่วงกราวเต็มโคนต้น ฉันเหม่อลอยมองใบไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้นใต้ต้นลีลาวดี อดนึกไปถึงตาบุญยังคนไข้ที่ผ่าตัดเมื่อคืนนี้ ตาคงเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เหมือนใบสีเหลืองของลีลาวดีที่พร้อมจะร่วงหล่น แต่ชีวิตตาไม่ควรร่วงหล่นเพราะการไม่ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันรีบคว้าโทรศัพท์โทรเข้าไปโรงพยาบาลทันที
“หวัดดีค้าน้อง นี่พี่ดานะ..พี่ถามหน่อยซิคนไข้หลังผ่าตัดไส้ติ่งเมื่อคืนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง” ฉันถามอย่างร้อนรนด้วยความที่อยากรู้มาก
“อ๋อ...ตาบุญยังเคสเมื่อคืนเหรอเขารีเฟอร์ไปแล้วพี่เมื่อเช้ามืดนี่เอง คนไข้ความดันโลหิตต่ำตลอดเวลา ให้ยาแล้วไม่ดีขึ้น มีหายใจหอบด้วยหมอเลยรีเฟอร์ไปโรงพยาบาลจังหวัดแล้วพี่”น้องพยาบาลที่ตึกผู้ป่วยบอกฉัน แต่ตอนนี้หูฉันอื้อไปหมด เสียงน้องพยาบาลยังก้องในหูว่าตาบุญยังไม่ดีขึ้นเลย ฉันได้แต่ภาวนาให้ตาบุญยังปลอดภัยหายกลับมา
“…..ที่ผ่านมาทำไมไม่บอก เธอไม่รักทำไมไม่บอก.....” เสียงโทรศัพท์ดังลั่น ฉันกำลังเป็นยายเพิ้งก้นครัวอยู่
“สวัสดีค่ะ มีอะไรละพี่” ฉันรับโทรศัพท์จากพี่คนหนึ่งที่โทรมาหาฉัน
“เฮ้ย...ดาดมยายังไงให้คนไข้ตาย....” เป็นคำพูดของพี่พยาบาลคนหนึ่งที่ฉันนับถือทักทายเข้ามาในโทรศัพท์
ฉันอึ้ง...ใจเต้นรัว... คิดไปถึงตาทันที
“….คนไข้คนไหนละพี่...” ฉันถาม
“ก็คนไข้คนแก่ที่ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบเมื่อวันก่อนนี้ไง” พี่คนนั้นตอบมา
“...เปล่านี่พี่...ตอนดาดมยาเสร็จคนไข้ก็ตื่นดีอยู่นะเพียงแต่ยังมีปัญหาช็อคอยู่” ฉันรีบอธิบาย ในใจฉันตอนนั้นนึกถึงสีหน้าที่อิดโรยและแววตาที่เศร้าซึมของตาบุญยัง คำพูดที่ฝากฝังให้ดูแลชีวิตตายังก้องอยู่ในหู
ตาจ๋า.....อภัยให้ฉันด้วย ยกโทษให้ฉันด้วย ฉันทำหน้าที่ไม่ดีพอ ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถปกป้องสิทธิ์ให้ตาได้ ถ้าฉันเข้มแข็งมากกว่านี้ยืนยันไม่ดมยาสลบ ตาคงไม่ตาย ตาคงได้ไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถที่มากกว่านี้ ฉันคงไม่เสียคนไข้อย่างตาไป ตาจ๋า...ฉันขอสัญญาว่าต่อไปฉันจะปกป้องสิทธิ์ให้คนไข้ด้วยความเข้มแข็งไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไป.....ขอให้ตาสู่สุคติเถิด...พรุ่งนี้ฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้..........
...อ่านแล้ว ช่วยเม้นให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค้า...
ฝีมือเข้าขั้นนักเขียนสมัครเล่นแล้วนะครับ ยิ่งอ่านยิ่งเร้าใจตลอดเวลา
หากขมวดปมสุดท้ายให้กระชับกว่านี้อีกนิด อาจก๋อให้เกิดแรงสะเทือนใจ
กระชากอารมณ์คนอ่านให้หลั่งน้ำตาก็ได้