เสน่ห์การลาศึกษาต่อ

     "เสน่ห์จากการลาศึกษาต่อ ได้วิชาและพกห่อประสบการณ์กลับบ้านมากมาย" 

            ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ประทับใจได้จากการลาศึกษาต่อ  ขอเล่าย้อนตั้งแต่วัยเด็กแบบย่อ ๆ นะคะ  ครอบครัวดิฉันเป็นครอบครัวคนไทยมีฐานะต่ำกว่าปานกลางนิดนึง พ่อแม่มีลูก ๗ คน ดิฉันที่ลูกคนที่ ๖ ผิวไม่ขาว หน้าตาธรรมดา เรียนหนังสือปานกลาง รู้แต่ว่ามีความสามารถทางด้านเขียนแบบ ตอนอยู่ ป.๖ เพราะคุณครูบอก "ครูประจวบบอกว่า ลายเส้นเธอคมดี เขียนภาพนำสายตา (perspective) ได้ดี เธอน่าจะเรียนทางนี้ได้ดีนะ ดิฉันจำฝังใจเลย กราบขอบพระคุณคุณครูมากค่ะที่บอกจุดเด่นและพหุปัญญาของลูกศิษย์คนนี้ และดิฉันได้นำสิ่งที่คุณครูบอกกับดิฉันมาใช้กับลูกศิษย์ตนเองด้วย  ใครมีความสามารถด้านไหนดิฉันจะส่งเสริมเท่าที่จะทำได้ แต่ดิฉันไม่มีโอกาสได้เรียนตามที่คุณครูบอก"  และจะเล่าต่อว่าในวัยเด็กนั้นลูกคนจีนจะเรียนหนังสือเก่ง ผิวขาว หน้าตาใสๆ น่ารักดี  คุณครูก็จะเลือกให้ทำกิจกรรมเด่น ๆ ของโรงเรียน โดยเฉพาะถือพานไหว้ครู นี่คือประสบการณ์ที่ผ่านมานะคะตั้งแต่วัยเด็กจนจบปริญญาตรี  อาจจะไม่เสมอไป บางคนเรียนเก่งหรือเป็นหัวหน้าห้องหรือเป็นลูกครูก็จะได้ทำกิจกรรมเด่น ๆ และถือพานไหว้ครู

           ขณะนี้ดิฉันได้ลาศึกษาต่อในระดับสูงสุดของระดับการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีการศึกษา ๒๕๕๐ พอเปิดเทอมก็มีพิธีไหว้ครู เพื่อนเรียนร่วมรุ่นมี ๑๑ คน ผู้ชาย ๕ คน ผู้หญิง ๖ คน  สิ่งที่ประทับใจและไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง  หัวหน้าห้องบอกให้ดิฉันช่วยถือพานไหว้ครูหน่อยได้ไหม เพราะเพื่อนในห้องที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ว่าง มีว่างอยู่ ๒ คน ๑ ในนั้นคือดิฉัน ถึงอย่างไรดิฉันก็ดีใจมากอยู่ดี แต่เก็บอาการนิดนึง พองาม เพราะตามที่เล่ามานั้นในวัยเด็กไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว นั่นก็เป็นความคิดแบบเด็กๆ นะคะ แต่อยากจะบอกว่าพิธีไหว้ครูเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ ตัวดิฉันศรัทธาในวิชาชีพครูมาก และดิฉันก็เป็นครู ภูมิใจมากที่เลือกอาชีพครูค่ะ ในที่สุดก็เด็ดยอดหวาน ๆ มากินถือพานไหว้ครูระดับสูงสุดของการศึกษา