



หลวงพ่อน้ำเคือง

หลวงพ่อน้ำเคือง
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
หลวงพ่อน้ำเคือง เป็นพระพุทธรูปที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวตำบลดงตะขบ และผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา เป็นพระพุทธรูปที่ทรงอานุภาพด้านความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวดงตะขบมานานนับร้อยปี จึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ทางจิตใจ ที่ชาวบ้านดงตะขบยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหลวงพ่อน้ำเคืองกับชาวดงตะขบเป็นสิ่งที่คู่กัน จนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงประวัติของบ้านดงตะขบ ประวัติวัดดงตะขบ ประวัติของหลวงพ่อน้ำเคือง
พุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อน้ำเคือง และเหตุผลที่ผู้คนมีความเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อน้ำเคือง โดยมีรายละเอียดของเนื้อหาต่าง ๆ ดังนี้
บ้านดงตะขบ เริ่มมีผู้มาอาศัยอยู่ประมาณ 300 ปีเศษ โดยมีผู้เล่ากันว่า มีตายายคู่หนึ่ง อพยพพาลูกหลานมาจากเมืองเก่าพิจิตร เพื่อมาบุกเบิกพื้นที่ทำไร่ ทำนา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ และได้ปลูกกระท่อมรายล้อม ด้วยต้นตะขบป่า (ตะขบป่าลักษณะเป็นไม้ยืนต้น มีหนามแหลมคมมีผลรับประทานได้) จากนั้นก็มีชาวบ้านจากถิ่นอื่นจำนวนมากได้อพยพเข้ามาอาศัย จนกลายเป็น หมู่บ้านใหญ่ และได้สร้างวัดใกล้กับต้นตะขบขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ โดยชาวบ้าน เชื่อกันว่าเป็นต้นแม่ เพราะบริเวณรอบ ๆ จะมีต้นตะขบอยู่จำนวนมาก จึงตั้งชื่อว่า “วัดดงตะขบ” และเรียกชื่อว่าของหมู่บ้านว่า “บ้านดงตะขบ”
1. ประวัติวัดดงตะขบ
วัดดงตะขบ ตั้งอยู่เลขที่ 96 หมู่ที่ 4 ตำบลดงตะขบ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ก่อตั้งประมาณปี พ.ศ. 2240 และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2388 มีการก่อสร้างอุโบสถ และวิหาร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2500 มีที่ดินธรณีสงฆ์ จำนวน 2 แปลง แปลงที่ 1 มี น.ส. 3 ก เลขที่ 7 แสดงกรรมสิทธิ์ 7 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว 62 วา ติดกับถนนรถยนต์ ทิศใต้ยาว 63 วา ติดลำคลอง บางไผ่ ทิศตะวันออกยาว 45 วา ติดกับบ้านเรือนราษฎร ทิศตะวันตกยาว 45 วา ติดกับคลองบางไผ่ แปลงที่ 2 พื้นที่ 4 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา ตาม น.ส. 3 ก เลขที่ 6, 8
สภาพทั่วไปและการพัฒนาของวัด
สภาพที่ตั้งของวัดดงตะขบเป็นที่ราบลุ่ม ในอดีตเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลท่วมในวัด เนื่องจากทิศใต้ของวัด (ด้านหลัง) ติดกับลำคลองสาธารณะวัดดงตะขบได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนมีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอ และทดแทนของเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ซึ่งมีรายละเอียดของการก่อสร้างต่าง ๆ ดังนี้
ในระยะแรกของการก่อตั้งคือเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2240 วัดดงตะขบ ยังเป็นสำนักสงฆ์ มีสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา และยังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
วัดนอก (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์) มีหลวงตาไกร เป็นเจ้าอาวาส บริเวณของวัดใช้เป็นพื้นที่ทำนา มีศาลาเป็นที่พักของคนทั่วไป มีที่จัดการเผาศพและฝังศพ (บริเวณสนามโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์ปัจจุบัน)

สนามโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
ส่วนวัดใน (บริเวณที่ตั้งของวัดปัจจุบัน) มีหลวงตาดิษฐ์ เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2346 ยายลำภู (ไม่ทราบนามสกุล) ได้มีจิตศรัทธา สร้างพระปรางค์ กว้างด้านละ 3 เมตร สูง 7 เมตร ซึ่งจ้างคนจีนมาก่อสร้าง

พระปรางค์ ซึ่งยายลำภู (ไม่ทราบนามสกุล) ซึ่งจ้างคนจีนมาก่อสร้าง
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2366 – 2367 ได้มีการก่อสร้างเจดีย์ขึ้น 2 องค์ ขนาดกว้างโดยรอบด้านละ 2 เมตร ปัจจุบันทั้งพระปรางค์และเจดีย์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

เจดีย์ 2 องค์ ปัจจุบันอยู่บริเวณหน้ากุฎิของพระสงฆ์
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
ประมาณปี พ.ศ. 2388 ได้ก่อสร้างศาลา กุฏิพระ (ปัจจุบันรื้อไปแล้วอยู่บริเวณริมคลองด้านใต้ของวัด ที่หอระฆังปัจจุบัน) ต่อมาได้สร้างอุโบสถ (บริเวณกลางวัดปัจจุบัน ชำรุดรื้อไปแล้ว) และได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาเป็นพระประธานในอุโบสถ มีการก่อสร้างวิหาร (คู่กับอุโบสถ) เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อขาว เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น (ปูนลักษณะสีขาวมิใช่ซีเมนต์) สร้างโดยตาคอน ยายทรัพย์ ปานอ่อง และมีพระพุทธบาทอยู่ด้านหลังหลวงพ่อขาว
ประมาณปี พ.ศ. 2390 ก่อสร้างหอสวดมนต์ ไม่ทราบความกว้าง ความยาว (บริเวณศาลาปัจจุบัน) รายล้อมด้วยกุฎิพระ
ปี พ.ศ. 2490 ก่อสร้างกุฏิ 4 หลัง (ทิศเหนือของวัด) ก่อสร้างหอสวดมนต์ กว้าง 8 เมตร ยาว 14 เมตร ทำการย้ายกุฏิเจ้าอาวาสจากที่เดิม มาอยู่ติดกับหอสวดมนต์ (ปัจจุบันได้รื้อและก่อสร้างใหม่)

กุฏิพระสงฆ์ในปัจจุบันมีจำนวน 4 หลัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
ปี พ.ศ. 2494 ก่อสร้างศาลาการเปรียญ กว้าง 16 เมตร ยาว 40 เมตร ซึ่งได้รับการบูรณะ ปรับปรุง ต่อเติมมาโดยตลอด ปัจจุบันยังใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ และกิจกรรมต่าง ๆ

ศาลาการเปรียญ
ซึ่งได้รับการบูรณะ ปรับปรุง
ต่อเติมมาโดยตลอด
ปัจจุบันยังใช้ในการประกอบศาสนาพิธีต่าง
ๆ
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
ปี พ.ศ. 2499 สร้างอุโบสถ กว้าง 6.5 เมตร ยาว 18 เมตร

อุโบสถซึ่งก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2547 ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างศาลาสันติสุข เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

ศาลาสันติสุขก่อสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการสวดพระอภิธรรม
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทิม)
รายชื่อเจ้าอาวาสปกครองวัด
ระหว่างปี
พ.ศ. 2240 – 2465
ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าอาวาสแต่ละรูปดำรงตำแหน่งตั้งแต่เมื่อใด
แต่ทราบรายชื่อ ได้แก่ หลวงตาดิษฐ์ หลวงตาไกร
พระครูมิ่ง
หลังจากปี พ.ศ. 2465 เป็นต้นมา
ทราบรายชื่อและระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ได้แก่
1. พระอุปัชฌาย์ฟุ้ง พ.ศ. 2465 – 2469
2. พระโปรง พ.ศ. 2470 – 2473
3. พระบุญธรรม พ.ศ. 2474 – 2481
4. พระทองสุข พ.ศ. 2482 – 2486
5. พระไว ศรีสวัสดิ์ พ.ศ. 2487 – 2489
6. พระสุทัศน์ แสงจันทร์ พ.ศ. 2490 – 2494
7. พระมหาสวิง บุญจ้อย พ.ศ. 2495 – 2496
8. พระโหม อาวุโธ พ.ศ. 2497 – 2519
9. พระเพียน ศรีนรา พ.ศ. 2520 – 2522
10. พระครูพิพิธปุญญาคม (พระอธิการบุญชู อิสสะโร)
พ.ศ. 2523 – 2544
11. พระครูปริยัติวโรภาส (บุญเรือน พลศักดิ์) วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 – ปัจจุบัน
2. ประวัติหลวงพ่อน้ำเคือง
ประวัติการสร้างหลวงพ่อน้ำเคืองนั้น ไม่มีหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน ส่วนประวัติความเป็นมาก่อนที่จะประดิษฐานที่วัดดงตะขบ มีหลักฐานจากคำบอกเล่าและรวบรวมขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรได้ความว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2299 มีข่าวว่ามีผู้พบพระในวัดร้างที่บ้านน้ำเคือง (ปัจจุบันตั้งอยู่ในตำบลท้ายทุ่ง อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร) ซึ่งเป็นวัดอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดดงตะขบ ห่างประมาณ 6 กิโลเมตร และมีเรื่องเล่าว่ามีชาวบ้านจากที่อื่นจะมาอัญเชิญไป แต่ไม่สามารถนำไปได้ ความได้ทราบถึงชาวบ้านดงตะขบ ซึ่งในขณะนั้นมีคุณตาทวดคอน ปานอ่อง (ทายกวัดในสมัยนั้น) เป็นผู้นำชาวบ้านดงตะขบเดินทางไปที่วัดน้ำเคือง และได้พบพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สร้างในสมัยสุโขทัยตอนต้น ประทับยืนอยู่ในกลางวัดปกคลุมด้วยป่าไม้ จึงได้นำแตรวงแห่อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคือง (มาตั้งชื่อภายหลัง) ขึ้นแป้งจี่ (เป็นล้อเลื่อนมีสองล้อ ทำด้วยไม้ทั้งคัน) จากวัดน้ำเคืองมาประดิษฐานไว้ในอุโบสถหลังเก่า และได้ขนานนามว่า “หลวงพ่อน้ำเคือง” ตามชื่อวัดเดิมซึ่งมีอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย เมื่อผู้ใดต้องการอะไรก็จะมาบนบาน และก็จะได้สิ่งที่ขอตามปรารถนา จึงมีผู้คนนับถือกันมาก

หลวงพ่อน้ำเคือง
ที่มา :
(โดยสุเทพ สอนทิม)
เมื่อเวลาผ่านไปอุโบสถชำรุด ยากแก่การบูรณะ ประมาณปี พ.ศ. 2465 คณะกรรมการวัดนำโดยคุณตาถนอม คุณตาไก่ ร่วมกับชาวตำบลดงตะขบ ได้จัดสร้างมณฑปบริเวณกลางวัด และได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐาน พร้อมอัญเชิญหลวงพ่อขาวมาประดิษฐานไว้ด้านหลัง และนำรอยพระพุทธบาทจำลองมาประดิษฐานไว้ด้านขวาหลวงพ่อน้ำเคือง ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2502 มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสหลวงพ่อน้ำเคืองมากขึ้น ชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ทางคณะกรรมการวัดทราบข่าวจากผู้หวังดี ว่ามีพวกมิจฉาชีพต้องการนำหลวงพ่อน้ำเคืองไปขาย ประกอบกับมณฑปชำรุดทรุดโทรมมาก จึงได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐานบนหอสวดมนต์ มีพระคอยทำหน้าที่เป็นเวรยามดูแลความปลอดภัย ต่อมาผู้ที่ศรัทธาต่อหลวงพ่อน้ำเคืองเพิ่มมากขึ้น ในแต่ละวันจะมีประชาชนมานมัสการ และมีการจุดธูปเทียนเป็นจำนวนมาก ทางวัดเกรงว่าจะเกิดอัคคีภัย ประกอบกับพระในวัดน้อยลงหลังออกพรรษา คณะกรรมการวัดจึงได้สร้างกุฏิหลังใหม่ให้พระโหม อาวุโธ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้น
ประมาณปี
พ.ศ. 2504
ได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐานที่กุฏิเจ้าอาวาส ที่จัดทำเป็นห้อง
2 ห้อง มีประตูเหล็ก 2
ชั้น ซึ่งขณะนั้นชื่อเสียงของหลวงพ่อน้ำเคืองก็ขจรกระจายไปไกลด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง
ๆ มากมาย
เมื่อผู้ใดต้องการอะไรก็จะมาบนบานและก็จะได้สิ่งที่ขอตามปรารถนา จึงมีผู้คนนับถือกันมาก การอธิษฐานจิตคนส่วนใหญ่สัญญาว่าจะให้การแสดงลิเกแก้บนโดยนับเป็นเวลา จึงทำให้สถานที่คับแคบเกินไปสำหรับการประกอบพิธี และการเดินทางเข้ากราบไหว้ของประชาชนทั่วไป
ประมาณปี
พ.ศ. 2506
ทางคณะกรรมการวัดได้ประชุมตกลงกันอัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐานที่อุโบสถ

อุโบสถ
ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อน้ำเคือง
ที่มา
: (โดยสุเทพ สอนทิม)
และในปี
พ.ศ. 2510 เป็นวันที่หัวใจของชาวตำบลดงตะขบ
ซึ่งมีจิตใจผูกพันกับหลวงพ่อน้ำเคืองแทบจะแตกสลาย
เมื่อได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อน้ำเคืองถูกตัดเศียร
เหตุการณ์วันนั้นทำให้น้ำตาของชาวดงตะขบและผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อน้ำเคืองไหลหลั่งจนปริ่มจะขาดใจ
และได้ร่วมกันสาปแช่งโจรใจบาปที่กล้าทำร้ายจิตใจของพุทธศาสนิกชนได้ลงคอ
ต่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ และได้ช่วยกันสืบหาวัตถุพยาน
เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามตัวคนร้ายให้ได้
ต่อมานายสำเนียง
เลือดทหาร ได้พบคนร้ายที่สถานีรถไฟตะพานหิน
ขณะที่จะขึ้นรถไฟ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
และได้ติดต่อคณะกรรมการวัดมาดูเพื่อยืนยัน
เมื่อยืนยันแน่นอนว่าเป็นเศียรของหลวงพ่อน้ำเคืองจึงได้จัดงานพุทธาภิเษกจัดงานสมโภช
9 วัน 9 คืน
หลังจากเสร็จจากงานได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองประดิษฐานที่กุฏิเจ้าอาวาสหลังเดิม
ต่อมาในวันที่
14 เมษายน พ.ศ. 2524 กำนันดี
จันทร์อ้น (ไวยาวัจกรขณะนั้น) พร้อมด้วยนายถนอม
เกตุงาม (นายอำเภอตะพานหินขณะนั้น)
พร้อมด้วยชาวตำบลดงตะขบ ได้วางศิลาฤกษ์มณฑป
เพื่ออัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐาน โดยมีการจัดงานสมโภช 7
วัน 7 คืน
เจริญพร
ชื่อหลวงพ่อแปลกดีจัง คุณครูช่วยเล่าประวัติความเป็นมาหน่อยก็จะดี
ครูสุเทพเก่งจริงๆ หนูเคยฟังแม่เล่ามาเหมือนครูเล่าเลย
ขอบคุณมากครับ ข้อมูลที่ลง ยังอยู่ระหว่างการเพิ่มเติมในเรื่องของรูปภาพครับ
ครูสุเทพ สอนทิม
ครูสุเทพคะหนูได้ข่าวว่าหลวงพ่อน้ำเคืององค์เล็กหายไปจริงหรือเปล่าคะ แล้วไม่ทราบว่าตามพบหรือยังคะ หนูก็เป็นลูกหลานดงตะขบเหมือนกันค่ะอยากทราบข่าวค่ะ
ถึง เด็ก DK ครับ
ต้องขอขอบใจในความเป็นห่วงเป็นใย สำหรับกรณีดังกล่าว แทนพี่น้องชาวดงตะขบ ด้วยนะครับ
สำหรับกรณี หลวงพ่อน้ำเคือง องค์จำลอง ที่ถูกขโมยไปนั้น ตอนนี้ ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน หาผู้กระทำผิดอยู่ครับ ยังไม่มีความ
เคลื่อนไหว หรือเบาะแส เพิ่มเติม
ถ้าครูได้ข่าวสาร อย่างไรเพิ่มเติม จะแจ้งผ่านเวปไซต์ นี้ได้ทราบทั่วกันอีกครั้งครับ
ขอบคุณครูสุเทพนะคะที่แจ้งข่าวสารให้ทราบ ยังไงก็ขอให้พบโดยเร็วนะคะ แล้วโบสถ์หลวงพ่อสร้างเสร็จหรือยังคะแล้วมีกำหนดการฝังลูกนิมิตหรือยังคะ ถ้ามีแล้วขอรบกวนครูสุเทพแจ้งให้ทราบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
รู้สึกเสียใจกับการหายไปของหลวงพ่อน้ำเคืององค์จำลอง
แต่ก็ขอให้ได้กลับคืนมาโดยเร็วนะค่ะ
สาธุ...ใครที่มานขโมยไปๆ
ขอให้มานมีอันเป็นไป 7 ชั่ว โคตรๆ
สาธุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ถึง เด็ก DK ครับ
ตอนนี้โบสถ์ยังสร้างไม่เสร็จ สร้างได้ประมาณ 99% แล้วครับ คาดว่ากลางปีหรือปลายปี 54 จะมีการฝังลูกนิมิตร
กำลังประสานงานกับทางสำนักพระราชวังฯ สำหรับข่าวหลวงพ่อน้ำเคืองตอนนี้ได้นำองค์ที่ทำพิธีเททองหล่อมาประดิษฐานหน้าโบสถ์หลังใหม่แทนแล้ว ขอบคุณครับสำหรับทุกกำลังใจและห่วงใยครับ
ขอบคุณมากค่ะครูสุเทพที่แจ้งข่าวสารให้ทราบค่ะ
สวัสดีครับครูสุเทพ ดีมากครับที่ได้ลงประวัติไว้ ผมเองเคนเขียนและคิดจะทำประวัติหลวงพ่อน้ำเคืองเช่นกันแต่ยังไม่ได้ลงเลยมาพบบทความนี้ก่อน และขอแจ้งไปยัง พระมหาแล ขำสุข(อาสโย) ด้วยว่าท่านเข้าใจผิด เพราะคำว่านั่งรถไฟผ่านบ่อยๆ ในความเห็น 1.นั้น เป็นคนละวัดครับ วัดที่ท่านนั่งรถไฟผ่านเป็นวัดสถานีดงตะขบ ส่วนวัดนี้เป็นวัดดงตะขบ ครับ
ขอบคุณครับ
เสกพรสวรรค์ บุญเพ็ชร
ครูสุเทพคะ งานประจำปีที่วัดดงตะขบนั้นมีเมื่อไหร่คะ หรือว่าเหมือนเช่นทุกปีคะ แต่หนูได้ข่าวว่าจะเลื่อนเป็นช่วงปีใหม่แทนจริงหรือเปล่าคะ
ขอบคุณมากนะคะ
ถึง คุณเสกพรสวรรค์ บุญเพ็ชร
ต้องขอขอบคุณสำหรับความปรารถนาที่ดี ที่อยากจะช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลของวัดดงตะขบนะครับ และที่สำคัญก็ต้องขอขอบคุณข้อมูลที่ช่วยยืนยันที่ตั้งของวัดนะครับ
สำหรับวัดที่สามารถมองเห็น หากนั่งรถไฟผ่านสถานีดงตะขบคือวัดสถานีดงตะขบนะครับ จะไม่ใช่วัดที่กล่าวถึงในบล็อคนี้ นะครับ
ตอบคุณ เด็ก DK [IP: 58.11.76.105] เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2553 13:06 #2260365 [ ลบ ] ครูสุเทพคะ งานประจำปีที่วัดดงตะขบนั้นมีเมื่อไหร่คะ หรือว่าเหมือนเช่นทุกปีคะ แต่หนูได้ข่าวว่าจะเลื่อนเป็นช่วงปีใหม่แทนจริงหรือเปล่าคะ
งานประจำปีวัดดงตะขบ วันที่ 30 ธันวาคม - 2 มกราคม 54
- มีเททองหล่อพระอัครสาวก พระโมคลาพระสารีบุตร
เพิ่มเติมข้อมูลในเรื่องงานประจำปีวัดดงตะขบ นั้นจัดวันที่ 30 ธ.ค.53 - 2 ม.ค 54 รวม 4 วัน 4 คืน ครับ
ภายในงานมีพิธีเททองหล่อพระอัครสาวก พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร
ขอเรียนเชิญลูกหลานบ้านดงตะขบและหมู่บ้านใกล้เคียง ที่แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ ต่างถิ่นได้กลับมา ร่วมกันทำบุญในงานประจำปีของหลวงพ่อน้ำเคืองและร่วมกันทำบุญวันปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตด้วยนะครับ
ขอบคุณมากค่ะครูสุเทพที่แจ้งข่าวสารให้ทราบค่ะ ต้องกลับบ้านแน่นอนค่ะเพราะหนูก็เป็นลูกหลานบ้านดงตะขบเหมือนกันค่ะ
ปีใหม่นี้กลับบ้านตั้งแต่วันที่29-3 ม.ค. เดี่ยวจะไปทำบุญที่วัด
พ่อกับแม่เป็นคนดงตะขบแต่ดิฉันมาโตที่ชลบุรี ได้รู้ประวัติหลวงพ่อดีมากๆๆเมื่อปีใหม่ก็ได้ไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อน้ำเคืองมาดีมากคะ ศัทธาหลวพ่อน้ำเคืองคะ
กลับบ้านปีใหม่ไปงานที่วัด รำวงย้อนยุคมันส์มากๆ หนูอดใจไม่ไหวขึ้นเวทีไม่ยอมลงเลยค่ะ