วัดดงตะขบ

 

 

 หลวงพ่อน้ำเคือง 

 

 

 หลวงพ่อน้ำเคือง 

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

          หลวงพ่อน้ำเคือง  เป็นพระพุทธรูปที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวตำบลดงตะขบ  และผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา  เป็นพระพุทธรูปที่ทรงอานุภาพด้านความศักดิ์สิทธิ์  เป็นที่เคารพสักการะของชาวดงตะขบมานานนับร้อยปี  จึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ทางจิตใจ ที่ชาวบ้านดงตะขบยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งทางจิตใจ  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหลวงพ่อน้ำเคืองกับชาวดงตะขบเป็นสิ่งที่คู่กัน  จนไม่สามารถแยกออกจากกันได้  โดยในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงประวัติของบ้านดงตะขบ  ประวัติวัดดงตะขบ  ประวัติของหลวงพ่อน้ำเคือง

        พุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อน้ำเคือง และเหตุผลที่ผู้คนมีความเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อน้ำเคือง  โดยมีรายละเอียดของเนื้อหาต่าง ๆ  ดังนี้

        บ้านดงตะขบ  เริ่มมีผู้มาอาศัยอยู่ประมาณ  300  ปีเศษ  โดยมีผู้เล่ากันว่า มีตายายคู่หนึ่ง  อพยพพาลูกหลานมาจากเมืองเก่าพิจิตร  เพื่อมาบุกเบิกพื้นที่ทำไร่  ทำนา  เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์  และได้ปลูกกระท่อมรายล้อม ด้วยต้นตะขบป่า  (ตะขบป่าลักษณะเป็นไม้ยืนต้น  มีหนามแหลมคมมีผลรับประทานได้)  จากนั้นก็มีชาวบ้านจากถิ่นอื่นจำนวนมากได้อพยพเข้ามาอาศัย   จนกลายเป็น หมู่บ้านใหญ่  และได้สร้างวัดใกล้กับต้นตะขบขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่  โดยชาวบ้าน เชื่อกันว่าเป็นต้นแม่  เพราะบริเวณรอบ ๆ  จะมีต้นตะขบอยู่จำนวนมาก  จึงตั้งชื่อว่า “วัดดงตะขบ”  และเรียกชื่อว่าของหมู่บ้านว่า  “บ้านดงตะขบ”

1.  ประวัติวัดดงตะขบ 

     วัดดงตะขบ  ตั้งอยู่เลขที่  96  หมู่ที่  4  ตำบลดงตะขบ  อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ก่อตั้งประมาณปี  พ.ศ.  2240 และเมื่อประมาณปี  พ.ศ.  2388  มีการก่อสร้างอุโบสถ  และวิหาร  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่  26  สิงหาคม  พ.ศ.  2500  มีที่ดินธรณีสงฆ์  จำนวน  2  แปลง  แปลงที่  1  มี  น.ส. 3  ก  เลขที่  7  แสดงกรรมสิทธิ์  7  ไร่  1  งาน  50  ตารางวา   อาณาเขตทิศเหนือยาว  62  วา  ติดกับถนนรถยนต์  ทิศใต้ยาว  63  วา  ติดลำคลอง   บางไผ่  ทิศตะวันออกยาว  45 วา  ติดกับบ้านเรือนราษฎร  ทิศตะวันตกยาว  45  วา   ติดกับคลองบางไผ่  แปลงที่  2  พื้นที่  4  ไร่  1  งาน  60  ตารางวา  ตาม  น.ส. 3 ก  เลขที่  6,  8

      สภาพทั่วไปและการพัฒนาของวัด  

      สภาพที่ตั้งของวัดดงตะขบเป็นที่ราบลุ่ม  ในอดีตเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลท่วมในวัด  เนื่องจากทิศใต้ของวัด  (ด้านหลัง)  ติดกับลำคลองสาธารณะวัดดงตะขบได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  จนมีอาคารเสนาสนะต่าง  ๆ  เกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอ  และทดแทนของเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  ซึ่งมีรายละเอียดของการก่อสร้างต่าง ๆ  ดังนี้

       ในระยะแรกของการก่อตั้งคือเมื่อประมาณปี  พ.ศ.  2240  วัดดงตะขบ  ยังเป็นสำนักสงฆ์ มีสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา  และยังแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  คือ

       วัดนอก  (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์) มีหลวงตาไกร  เป็นเจ้าอาวาส  บริเวณของวัดใช้เป็นพื้นที่ทำนา  มีศาลาเป็นที่พักของคนทั่วไป  มีที่จัดการเผาศพและฝังศพ  (บริเวณสนามโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์ปัจจุบัน)

 

 

 

สนามโรงเรียนดงตะขบราษฎร์สงเคราะห์ 

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

            ส่วนวัดใน  (บริเวณที่ตั้งของวัดปัจจุบัน)  มีหลวงตาดิษฐ์  เป็นเจ้าอาวาส           พ.ศ.  2346  ยายลำภู  (ไม่ทราบนามสกุล)  ได้มีจิตศรัทธา  สร้างพระปรางค์ กว้างด้านละ  3  เมตร  สูง  7  เมตร  ซึ่งจ้างคนจีนมาก่อสร้าง

 

 พระปรางค์  ซึ่งยายลำภู  (ไม่ทราบนามสกุล)  ซึ่งจ้างคนจีนมาก่อสร้าง 

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม) 

        ต่อมาในปี  พ.ศ.  2366 – 2367  ได้มีการก่อสร้างเจดีย์ขึ้น  2  องค์ ขนาดกว้างโดยรอบด้านละ  2  เมตร  ปัจจุบันทั้งพระปรางค์และเจดีย์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

         

  เจดีย์  2  องค์  ปัจจุบันอยู่บริเวณหน้ากุฎิของพระสงฆ์ 

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม) 

       ประมาณปี  พ.ศ.  2388  ได้ก่อสร้างศาลา  กุฏิพระ  (ปัจจุบันรื้อไปแล้วอยู่บริเวณริมคลองด้านใต้ของวัด  ที่หอระฆังปัจจุบัน)  ต่อมาได้สร้างอุโบสถ (บริเวณกลางวัดปัจจุบัน  ชำรุดรื้อไปแล้ว)  และได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาเป็นพระประธานในอุโบสถ  มีการก่อสร้างวิหาร  (คู่กับอุโบสถ)  เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อขาว  เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น  (ปูนลักษณะสีขาวมิใช่ซีเมนต์) สร้างโดยตาคอน  ยายทรัพย์  ปานอ่อง  และมีพระพุทธบาทอยู่ด้านหลังหลวงพ่อขาว

       ประมาณปี  พ.ศ.  2390   ก่อสร้างหอสวดมนต์   ไม่ทราบความกว้าง ความยาว  (บริเวณศาลาปัจจุบัน)  รายล้อมด้วยกุฎิพระ

       ปี  พ.ศ.  2490  ก่อสร้างกุฏิ  4  หลัง  (ทิศเหนือของวัด)  ก่อสร้างหอสวดมนต์ กว้าง  8  เมตร  ยาว  14  เมตร  ทำการย้ายกุฏิเจ้าอาวาสจากที่เดิม มาอยู่ติดกับหอสวดมนต์ (ปัจจุบันได้รื้อและก่อสร้างใหม่)

 

 

  กุฏิพระสงฆ์ในปัจจุบันมีจำนวน  4  หลัง  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด 

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม) 

         ปี  พ.ศ.  2494  ก่อสร้างศาลาการเปรียญ  กว้าง  16  เมตร  ยาว  40  เมตร  ซึ่งได้รับการบูรณะ  ปรับปรุง  ต่อเติมมาโดยตลอด  ปัจจุบันยังใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ  และกิจกรรมต่าง ๆ 

 

 ศาลาการเปรียญ  ซึ่งได้รับการบูรณะ  ปรับปรุง  ต่อเติมมาโดยตลอด
ปัจจุบันยังใช้ในการประกอบศาสนาพิธีต่าง ๆ 

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

       ปี  พ.ศ.  2499  สร้างอุโบสถ  กว้าง  6.5  เมตร  ยาว  18  เมตร    

 

 อุโบสถซึ่งก่อสร้างตั้งแต่ปี  พ.ศ.  2499

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

         ในวันที่  25  มกราคม  พ.ศ.  2547  ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างศาลาสันติสุข   เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

 

 ศาลาสันติสุขก่อสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการสวดพระอภิธรรม

ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

รายชื่อเจ้าอาวาสปกครองวัด

           ระหว่างปี  พ.ศ.  2240 – 2465  ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าอาวาสแต่ละรูปดำรงตำแหน่งตั้งแต่เมื่อใด  แต่ทราบรายชื่อ  ได้แก่  หลวงตาดิษฐ์ หลวงตาไกร  พระครูมิ่ง 
           หลังจากปี  พ.ศ.  2465  เป็นต้นมา  ทราบรายชื่อและระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง  ได้แก่

                1.  พระอุปัชฌาย์ฟุ้ง                     พ.ศ.  2465 – 2469

                2.  พระโปรง                             พ.ศ.  2470 – 2473

                3.  พระบุญธรรม                        พ.ศ.  2474 – 2481

                4.  พระทองสุข                           พ.ศ.  2482 – 2486

                5.  พระไว   ศรีสวัสดิ์                   พ.ศ.  2487 – 2489

                6.  พระสุทัศน์  แสงจันทร์            พ.ศ.  2490 – 2494

                7.  พระมหาสวิง  บุญจ้อย             พ.ศ.  2495 – 2496

                8.  พระโหม  อาวุโธ                    พ.ศ.  2497 – 2519

                9.  พระเพียน   ศรีนรา                 พ.ศ.  2520 – 2522

              10.  พระครูพิพิธปุญญาคม  (พระอธิการบุญชู  อิสสะโร)   

พ.ศ.  2523 – 2544

              11.  พระครูปริยัติวโรภาส  (บุญเรือน  พลศักดิ์)  วันที่  9  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2544 – ปัจจุบัน

 2.  ประวัติหลวงพ่อน้ำเคือง

                   ประวัติการสร้างหลวงพ่อน้ำเคืองนั้น  ไม่มีหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน ส่วนประวัติความเป็นมาก่อนที่จะประดิษฐานที่วัดดงตะขบ  มีหลักฐานจากคำบอกเล่าและรวบรวมขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรได้ความว่า  เมื่อประมาณปี  พ.ศ.  2299  มีข่าวว่ามีผู้พบพระในวัดร้างที่บ้านน้ำเคือง  (ปัจจุบันตั้งอยู่ในตำบลท้ายทุ่ง  อำเภอทับคล้อ  จังหวัดพิจิตร) ซึ่งเป็นวัดอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดดงตะขบ ห่างประมาณ  6 กิโลเมตร  และมีเรื่องเล่าว่ามีชาวบ้านจากที่อื่นจะมาอัญเชิญไป แต่ไม่สามารถนำไปได้ ความได้ทราบถึงชาวบ้านดงตะขบ  ซึ่งในขณะนั้นมีคุณตาทวดคอน  ปานอ่อง (ทายกวัดในสมัยนั้น)  เป็นผู้นำชาวบ้านดงตะขบเดินทางไปที่วัดน้ำเคือง  และได้พบพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร  สร้างในสมัยสุโขทัยตอนต้น  ประทับยืนอยู่ในกลางวัดปกคลุมด้วยป่าไม้  จึงได้นำแตรวงแห่อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคือง  (มาตั้งชื่อภายหลัง)  ขึ้นแป้งจี่  (เป็นล้อเลื่อนมีสองล้อ  ทำด้วยไม้ทั้งคัน)  จากวัดน้ำเคืองมาประดิษฐานไว้ในอุโบสถหลังเก่า  และได้ขนานนามว่า  “หลวงพ่อน้ำเคือง”  ตามชื่อวัดเดิมซึ่งมีอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย  เมื่อผู้ใดต้องการอะไรก็จะมาบนบาน  และก็จะได้สิ่งที่ขอตามปรารถนา  จึงมีผู้คนนับถือกันมาก

 

 หลวงพ่อน้ำเคือง
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

         เมื่อเวลาผ่านไปอุโบสถชำรุด  ยากแก่การบูรณะ  ประมาณปี  พ.ศ.  2465  คณะกรรมการวัดนำโดยคุณตาถนอม  คุณตาไก่  ร่วมกับชาวตำบลดงตะขบ  ได้จัดสร้างมณฑปบริเวณกลางวัด และได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐาน พร้อมอัญเชิญหลวงพ่อขาวมาประดิษฐานไว้ด้านหลัง  และนำรอยพระพุทธบาทจำลองมาประดิษฐานไว้ด้านขวาหลวงพ่อน้ำเคือง    ต่อมาเมื่อประมาณปี  พ.ศ.  2502  มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสหลวงพ่อน้ำเคืองมากขึ้น  ชื่อเสียงโด่งดังไปไกล  ทางคณะกรรมการวัดทราบข่าวจากผู้หวังดี ว่ามีพวกมิจฉาชีพต้องการนำหลวงพ่อน้ำเคืองไปขาย  ประกอบกับมณฑปชำรุดทรุดโทรมมาก  จึงได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐานบนหอสวดมนต์ มีพระคอยทำหน้าที่เป็นเวรยามดูแลความปลอดภัย  ต่อมาผู้ที่ศรัทธาต่อหลวงพ่อน้ำเคืองเพิ่มมากขึ้น  ในแต่ละวันจะมีประชาชนมานมัสการ  และมีการจุดธูปเทียนเป็นจำนวนมาก  ทางวัดเกรงว่าจะเกิดอัคคีภัย  ประกอบกับพระในวัดน้อยลงหลังออกพรรษา  คณะกรรมการวัดจึงได้สร้างกุฏิหลังใหม่ให้พระโหม  อาวุโธ  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้น

        ประมาณปี  พ.ศ.  2504  ได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐานที่กุฏิเจ้าอาวาส ที่จัดทำเป็นห้อง 2 ห้อง  มีประตูเหล็ก 2 ชั้น ซึ่งขณะนั้นชื่อเสียงของหลวงพ่อน้ำเคืองก็ขจรกระจายไปไกลด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ มากมาย เมื่อผู้ใดต้องการอะไรก็จะมาบนบานและก็จะได้สิ่งที่ขอตามปรารถนา จึงมีผู้คนนับถือกันมาก การอธิษฐานจิตคนส่วนใหญ่สัญญาว่าจะให้การแสดงลิเกแก้บนโดยนับเป็นเวลา จึงทำให้สถานที่คับแคบเกินไปสำหรับการประกอบพิธี และการเดินทางเข้ากราบไหว้ของประชาชนทั่วไป
        ประมาณปี  พ.ศ.  2506  ทางคณะกรรมการวัดได้ประชุมตกลงกันอัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐานที่อุโบสถ

 

 อุโบสถ  ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อน้ำเคือง
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

        และในปี  พ.ศ.  2510   เป็นวันที่หัวใจของชาวตำบลดงตะขบ  ซึ่งมีจิตใจผูกพันกับหลวงพ่อน้ำเคืองแทบจะแตกสลาย  เมื่อได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อน้ำเคืองถูกตัดเศียร  เหตุการณ์วันนั้นทำให้น้ำตาของชาวดงตะขบและผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อน้ำเคืองไหลหลั่งจนปริ่มจะขาดใจ  และได้ร่วมกันสาปแช่งโจรใจบาปที่กล้าทำร้ายจิตใจของพุทธศาสนิกชนได้ลงคอ  ต่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ และได้ช่วยกันสืบหาวัตถุพยาน  เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามตัวคนร้ายให้ได้   
        ต่อมานายสำเนียง  เลือดทหาร  ได้พบคนร้ายที่สถานีรถไฟตะพานหิน  ขณะที่จะขึ้นรถไฟ  จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และได้ติดต่อคณะกรรมการวัดมาดูเพื่อยืนยัน  เมื่อยืนยันแน่นอนว่าเป็นเศียรของหลวงพ่อน้ำเคืองจึงได้จัดงานพุทธาภิเษกจัดงานสมโภช  9  วัน  9  คืน  หลังจากเสร็จจากงานได้อัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองประดิษฐานที่กุฏิเจ้าอาวาสหลังเดิม
        ต่อมาในวันที่  14  เมษายน  พ.ศ.  2524   กำนันดี  จันทร์อ้น  (ไวยาวัจกรขณะนั้น)  พร้อมด้วยนายถนอม  เกตุงาม  (นายอำเภอตะพานหินขณะนั้น)  พร้อมด้วยชาวตำบลดงตะขบ  ได้วางศิลาฤกษ์มณฑป  เพื่ออัญเชิญหลวงพ่อน้ำเคืองมาประดิษฐาน โดยมีการจัดงานสมโภช  7  วัน  7  คืน