ตั้งแต่ท่าน “ไร้กรอบ” ได้เสนอแนวคิดเรื่อง การจัดการความรู้แบบ “KM ธรรมชาติ” ที่ตรงกับใจผมมากที่สุดในระบบการจัดการความรู้ทั้งหมด เพราะ ดูเหมือนว่าจะเป็น “มรรค” ของ “ทุกข์” ที่หลากหลายมาก ได้ทุกมุมมอง
และตั้งแต่ผมใช้มานานกว่าสามปี ผมยิ่งพบว่าวิธีการจัดการความรู้แบบ “KM ธรรมชาติ” นี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับทุกระบบแบบยังไม่พบว่ามีข้อจำกัดแต่ประการใด
ตัวอย่างเช่น
การจัดการความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ก็จะไปติดยึดกับรูปธรรม สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสของคน “ปกติ” ระดับทั่วๆไป
แต่ถ้ายกระดับไปเป็นการจัดการความรู้เชิงเพื่อชีวิต ก็จะเริ่มขยายเข้าไปสู่สิ่งที่รู้เฉพาะตนมากขึ้น ไม่สามารถบอกใครทั่วไปให้รู้ได้ ที่น่าจะเกิดจากคนที่ไม่รู้ยังไม่ได้พัฒนาความสามารถในการรับรู้ดังกล่าว
ในลักษณะเดียวกับพยายามสอนคนหูหนวกให้ฟังเสียง ที่ไม่ต้องไปยกระดับให้เป็นกรรมการตัดสินการประกวด “ดนตรี” ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น
หรือถ้ายิ่งยกระดับไปถึงการพัฒนาฌานสมาธิ หรือระดับที่สูงไปกว่านั้น ก็ยิ่งมีการรู้เฉพาะตัวสูงขึ้นไปอีก จนบอกใครไม่ได้เลย
ประเด็นนี้น่าจะเป็นสาระสำคัญที่ “พระอรหันต์” ไม่สามารถประกาศตัวได้
จึงทำให้การจัดการความรู้มีหลากหลายมุมมอง และหลายระดับมาก
จนแม้กระทั่งคนที่จัดการความรู้ด้วยกันก็อาจจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ยังไม่ต้องไปคิดถึงการสื่อสารกับคนที่ยังไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการจัดการความรู้ในเรื่องนั้นๆ
แต่เมื่อผมลองใช้หลักการของ การจัดการความรู้แบบ “KM ธรรมชาติ” ผมกลับไม่พบว่าการสื่อสารนั้นแทบจะไม่มีช่องว่างเลย ในทุกระดับ เพียงแต่บางคนอาจจะยังมีระดับความเข้าใจยังไม่พอที่จะคุยกันได้ทุกเรื่อง และจำเป็นจะต้องเลือกเรื่องที่เขาพอจะเชื่อมต่อได้เป็นจุดแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เพราะ การจัดการความรู้แบบ “KM ธรรมชาติ” นั้น แท้ที่จริงก็คือ
- การใช้ระบบของธรรมชาติเป็นแกนในระบบคิด
- ใช้บริบทของธรรมชาตินำทาง และ
- ความเป็นธรรมชาติเป็นตัวประเมิน
อะไรที่ผ่านทั้งสามขั้นตอนนี้ ก็ถือว่ายอมรับได้ในทุกประเด็นของการจัดการความรู้ ไม่ว่าจะมาจากมุมใดของโลก หรือมุมของความคิด
สามารถทำให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยแทบไม่มีข้อจำกัดของการดำเนินการ อันเนื่องมาจาก “ความเป็นธรรมชาติ” ของการดำเนินงานทั้งหมด
และสิ่งที่ผิดปกติทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ “ผิดธรรมชาติ”
แต่บางคนที่ยังไม่จัดการความรู้อาจมองว่า “ธรรมชาติ” คือ สิ่งผิดปกติ
ข้อนี้ยังต้องคุยกันอีกยาว เพราะเป็นทั้งเรื่อง อวิชชา และ มิจฉาทิฐิ
ฉะนั้น เมื่อเราใช้หลักของ การจัดการความรู้แบบ “KM ธรรมชาติ” ก็น่าจะเป็นวิธีการทำหน้าที่ของตัวเอง โดยการพัฒนาชีวิตและสังคมให้ดีกว่าเดิม
ที่น่าจะถือได้ว่าเป็นการ การทำหน้าที่ของตนเองผ่านการจัดการความรู้แบบ “KM ธรรมชาติ”
ที่ผมคิดว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ครบถ้วน ถูกต้อง และสมบูรณ์นั่นเอง
ผมจึงใช้หลักการของ “KM ธรรมชาติ” ในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน และการวางแผนชีวิตทั้งระบบครับ
นี่คืออีกทางเลือกหนึ่งของการจัดการความรู้ เพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และโลกครับ
และผมพบว่า เป็นวิธีที่มีความขัดแย้งน้อยที่สุด อยู่ร่วมกันได้ดีที่สุด ทุกระบบคิด ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาครับ
ถ้ามีการนำไปใช้จริงๆ น่าจะได้ผลจริงๆด้วยครับ
สวัสดีครับ
เห็นด้วยกับอาจารย์ขอรับ..
ธรรมชาติไม่เคยแสดงสิ่งผิดปกติแม้น้อยนิด
แต่ที่เราว่าผิดปกติเพราะธรรมชาตกำลังปรับหาสมดุลตามวิถีของมัน
ทุกสรรพสิ่งคือธรรมชาติหากไม่เรียนรู้ธรรมชาติ
แล้วจะเข้าถึงสรรพสิ่งได้อย่างไร...
สาธุขอรับอาจารย์..
ครับ
ผมคิดได้แค่นี้ ก็พอจะเห็นว่ามีประโยชน์ ก็เขียนได้แค่นี้ครับ
อยากให้ท่านช่วยต่อยอดให้ด้วยครับ
เรียน ดร แสวง รวยสูงเนิน
ผมประทับใจประโยคทองที่ว่า "การปฏิบัติธรรมก็คือการทำหน้าที่" ของตัวเองให้ครบถ้วน ถูกต้อง
และสมบูรณ์นั่นเอง
อ่านข้อเขียนของท่านลื่นไหล ต่อเนื่อง น่าอ่าน ทั้งยังให้ข้อคิด จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ครับ
ขอบคุณท่านแบ่งปันครับ
ครับ
ขอบคุณครับที่ชม
เขียนดี ถูกใจ และเห็นอย่างเดียวกันครับ และขอแถมว่า KM ธรรมชาติจะเป็นได้มากยิ่งขึ้นเมื่อทุกคน ลด ละ อัตตา พร้อมที่จะเปิดใจ รับรู้ เรียนรู้สิ่งใหม่ โดยไม่แบกความเชื่อที่เป็นความหลงเดิมๆมาคอยต่อต้านครับ
ผมว่าการทำงานเครือข่ายต้องเริ่มตรงนี้ครับ
KM ธรรมชาติ
ผมยังมองไม่เห็นทางอื่นครับ