ในสังคมโดยทั่ว ๆ ไปโดยเฉพาะในสังคมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้นมีปัญหาว่าคนเราไม่ค่อยยอมรับกัน
การเชิดชูเพื่อนร่วมงานดี ๆ ครูดี ๆ อาจารย์ดี ๆ นั้นมักจะเกิดการ “แอนตี้ (Anti )” จากภายในจิตใจของเพื่อนร่วมงาน
ในสังคมมหาวิทยาลัยแต่เดิมมักมีการ “แบ่งชนชั้น” ตามคุณวุฒิ ตามสถานที่ที่เรียนจบ จบใน จบนอก ค่ายอเมริกา ค่ายยุโรป อาจารย์ก็มีหลายเกรด หลายระดับ หากจะยกย่องใคร “ดี” ขึ้นมาสักคนมักเกิดความอลวนในความจริง...
เนื่องจากคนที่อยู่ด้วยกัน จะมายกย่องเชิดชูกันนั้น มักจะมีปัญหาเรื่อง “การรู้ไส้ รู้พุง”
เมื่อเกิดการไม่ยอมรับ คนที่มี “อีโก้ (Ego)” สูงก็มักจะทำตัวไปตรงกันข้าม คือ ไม่ยอมเข้าร่วม “กระบวนการ” หรือคัดค้านอย่างหัวชนฝา
แล้วจะทำอย่างไรถึงจะทำเครือข่ายให้ “ครูดี” ได้ สิ่งนี้จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญ...?
การยกย่อง คนดีและความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและ “ถูกทาง”
แต่การที่จะดัด “สันดาน” คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีเทคนิค มีวิธีการทั้งทางตรงและทางอ้อม
การตีโอบจากด้านข้างจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ควรเลือกใช้
การตีโอบจากด้านข้างนี้ก็คือ การยกย่อง “ศิษย์ดี” ให้เพื่อน ให้ครูนั้นร่วมถอดบทเรียนของ “ศิษย์ดี ๆ” ให้เป็นที่เชิดหน้า ชูตา
เมื่อเห็นศิษย์ดี แล้วครูจะเลวอยู่ก็ใช่ที่ ดังนั้นสิ่งนี้จะเกิดการ “แข่งขัน” ขึ้นในจิตในใจ
ครูทั้งหลายก็จะเริ่ม “สปีด” ตัวเองแบบลับ ๆ เปิดเผยมากไม่ได้ “อายลูกศิษย์”
แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีนะ ครู และ อาจารย์ก็จะเริ่ม “ละอายใจ” แล้วก็จะเริ่มแข่งขันทำความดีให้ชนะ “ลูกศิษย์”
การแพ้ การชนะนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าหากเรา “ปั่น” อย่างถูกที่ ถูกทาง
ให้ศิษย์กับครูแข่งขันทำความดีกันนี่แหละ
ศิษย์ทำเปิดเผย ครูทำแบบลับ ๆ แล้วเมื่อใดที่ครูเริ่มรู้สึกตัวว่าเก่งกว่าลูกศิษย์แล้ว ครูก็จะ “คุย” หรือ “เปิดเผย” ออกมาเอง
การทำตัวดี การทำความดี ต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะ ให้ครูทำความดีเงียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ
พัฒนาการของครูและอาจารย์ก็จะดีขึ้น...
เด็ก นักเรียน ลูกศิษย์ เป็นตัวอย่างที่ดีได้ในหลายเรื่อง อาทิ ความขยันหมั่นเพียร ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความกตัญญู”
เน้นเรื่องความกตัญญูของศิษย์ให้มาก เพราะความกตัญญูนี้เป็นพื้นฐานจิตใจที่สำคัญ และกำลังเป็นสิ่งที่ขาดตกบพร่องไปในสังคมไทย...
อีกประเด็นหนึ่งที่น่ายกย่อง เชิดชู ให้เกิดเป็นวิถีชีวิต รูปแบบใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาของเด็กได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ รูปแบบของ “ครอบครัว” ที่ดี
ความรัก ความเอาใจใส่จากครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การใช้ชีวิตคู่...”
อันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปถอดแบบชีวิตคู่ของเด็กนักเรียน นักศึกษานะ
ครูหรืออาจารย์นั้นควรจะถอดแบบชีวิตคู่ของพ่อของแม่เด็ก ถอดแบบครอบครัวตัวอย่างที่มีรูปแบบของการไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ถอดให้เด็กเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถอดให้ครูเห็นนี่แหละ ครู อาจารย์จะได้ไม่ทำตัวอย่าง “แย่ ๆ” ในการใช้ชีวิตคู่อย่าง “เสเพล”
การทำงานดี ๆ ก็ดีอยู่อย่างก็คือ เมื่อคลุกอยู่กับความดีมาก ๆ ครูและอาจารย์ก็จะเริ่ม “ขยะแขยง” ต่อความ “สกปรก...”
ให้ครู และอาจารย์ถอดรูปแบบวิถีชีวิต สัมผัสวิถีชีวิตดี ๆ ของพ่อ ของแม่ ของครอบครัวลูกศิษย์นั้น นอกจากครูจะกระดากใจ ละอายใจ (ถ้าตนเองทำผิดอยู่) ครูและอาจารย์เองที่ตอนนั้นจิตใจอ่อนแอพักพ่ายแพ้ “กิเลส” และ “ตัณหา” ก็จะมี “วิถีทางเลือก” มี “ระบบชีวิต” ใหม่ ๆ ที่ดีและสมบูรณ์ให้เลือกเดินทาง
การถอดรูปแบบจากศิษย์และครอบครัวของนักเรียนจะลดความกังขาได้มากกว่าการที่จะถอดชีวิตคู่ของครูหรืออาจารย์ด้วยกัน
นอกจากจะได้ผลประโยชน์ทางตรงคือเรื่อง “คุณธรรม” จริยธรรมในการดำเนินชีวิตแล้ว ครูกับศิษย์ยังได้รู้จักกันมากขึ้น ครูกับชุมชนก็รู้จักกันมากขึ้น ครูกับสังคมก็ “เนียน” เป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น
มหาวิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จากการถอดบทเรียนจากครูและศิษย์นี้...
ต้องพาครูและอาจารย์ไป "คลุก" กับความดี
แล้วครูและอาจารย์ธรรมดา ๆ นี้จะกลายเป็น "ครูดี ครูเพื่อศิษย์..."
ปัญหาภายในเกี่ยวกับสถาบันครู ไม่ว่าที่ไหน สถาบันสูงสุดหรือสถาบันในระดับประถมศึกษาก็มีพฤติกรรมละม้ายคล้ายคลึงกัน คือในการยอมรับให้คนอื่นเก่งกว่าตนไม่ได้ วิธีการที่เสนอมา น่าชื่นชม ทำได้ เนียนจริงๆ ขอบคุณสำหรับแนวคิดนี้ จะลองนำไปปรับใช้บ้าง ในกรณีอื่นๆ
เมื่อครูโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อาจารย์" ยังบริโภคสื่ออยู่ ก็เหมือนทำตัวเองให้เปรอะเปื้อนด้วย "สิ่งสกปรก..."
ดังนั้นเมื่อบริโภคสิ่งสกปรกอยู่เป็นนิจ ก็เลยทำให้สิ่งสกปรกเป็นของ "ธรรมดา"
แต่เมื่อเราหันมาบริโภคสิ่งดี ๆ โดยเฉพาะศิษย์ดี ครอบครัวดี ๆ อันมี "คุณธรรม" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ศีลธรรม" เป็นพื้นฐาน
จักทำให้จิตใจของเราเกิดการเปรียบเทียบระหว่างความสะอาดและของที่ "สกปรก"
จิตเดิมของทุก ๆ นั้น "ประภัสสร" คือมีความสะอาด และบริสุทธิ์เป็นทุนเดิม
เมื่อใดที่จิตใจนั้น ได้กระทบกับความดี ก็เหมือนกับไฟที่สามารถ "สปาร์ค" เข้ามาได้อีกครั้ง
ถึงแม้ว่ากิเลส ตัณหา และกามราคะ ที่ห่อหุ้มจิตนั้นจะมีอยู่มาก
แต่พลังแห่งความดีนั้น ถ้าหากมีกำลังมาก คือ ได้พบ ได้เจอมาก ๆ ก็สามารถทะลุผ่านเข้าไปได้ถึงแม้นว่ามีรูเท่าปลายเข็ม
การให้ครูให้สัมผัสกับสิ่งดี ๆ คนดี ๆ "ตัวอย่างดี ๆ" ให้มาก ๆ นั้น จะให้ครูกลายเป็น "ครูดี" โดยปริยาย
ถ้าหากเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ได้มีการ "เสริม" กิจกรรมในด้านนี้เข้าไปจะสามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้หลากรอบ ครอบด้านมากขึ้น
จากเดิมกิจกรรมการค้นหาครูดีนั้น จะได้ประโยชน์คือบรรลุวัตถุประสงค์ด้านนโยบายตาม TOR ที่วางไว้ซึ่งเห็นได้เป็นรูปธรรม
และการผนวกกับการถอดบทเรียน "คนดี" ศิษย์ดี และครอบครัวของศิษย์ดี ๆ นั้น จะสร้างเสริม "พลัง" การเปลี่ยนแปลงครู อาจารย์ธรรมดาให้กลายเป็น "ครูดี" ได้อย่างยั่งยืน
ในรูปแบบ กระบวนการเดิม คือ จัดเวที ถอดบทเรียนก็ยังคงต้องทำอยู่ ทำไป
แต่การสร้างภาพฝันให้เกิดขึ้นจริงในจิตในใจของครูนั้น เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายพึงกระทำ
ถ้าหากครู อาจารย์มีจิตใจดีแล้ว การศึกษาไทยจะพลิกฟื้นกลับคืนขึ้นมาดีเหมือนเก่า
เมื่อครูและอาจารย์มีจิตใจดีแล้ว การยก การเชิดชูครูดีตามรูปแบบ ตามกระบวนการในเวทีต่าง ๆ นั้นก็จะง่ายและสบายขึ้น
คือมีครูดี ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายในทุกหย่อมหญ้า
สองกระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการที่ถ้าหากเดินควบคู่กันไปแล้ว จักทำให้ระบบการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้โดยมีรากฐานที่แข็งแกร่ง
รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือ "การศึกษา" รากฐานจิตนั้นไซร้ต้องใช้ "ความดี" นำพา เวลาและวารีไม่คอยท่า ต้องนำพาความดีมาให้ "ครู..."
ขอโอกาส เอ่ยถึงครูที่มีศีลธรรม
การที่ท่านเป็นครูที่มีศีลธรรมในหมู่ของ คนที่ขาดศีลธรรม
หลายครั้งที่ท่านรู้สึกบอบช้ำกับ สิ่งแวดล้อมที่มาคอยกระทบจิตใจ
เคยถามท่านว่า ทำแบบนี้แล้วเหนื่อยไหม
ท่านก็บอกว่า "เหนื่อยซิ แต่ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่กล้าแม้จะเคารพตนเอง"
"ลองคิดง่าย ๆ แม้ตัวเอง ยังเคารพการกระทำของตนเองไม่ได้ แล้วศิษย์ที่ไหนจะมาเคารพครู"
ศีลธรรม และความงดงามในใจ
เป็นสิ่งสะท้อนพฤติกรรมที่ดี ๆ ของ
อาจารย์ท่านนี้ สาธุ ขอให้วงการครู
มีครูที่มี ศีลธรรมมากขึ้นเจ้าค่ะ
เพื่อจะได้สร้างสรรค์ ผลผลิตแห่งความดีงาม
แก่สังคมต่อไป.....สาธุ