Internet-Based Training
Internet-Based Training   -    การส่งเนื้อหาทางการศึกษาผ่านเว็บบราวเซอร์บนอินเทอร์เน็ตอินทราเน็ต หรือเอ็กซทราเน็ต  Internet-Based Training   จัดเตรียมการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลการเรียนที่อยู่ภายนอกหลักสูตร เช่น เอกสารอ้างอิง, email, discussion boards  และ  discussion groups  มันสร้างข้อได้เปรียบของ  computer-based training  ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งข้อได้เปรียบของ  instructor-led training  คำ  computer-based training  นี้ มีความหมายเหมือนกันกับ Web-baseb training  คือ การฝึกอบรมซึ่งถูกส่งผ่านไปบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นการเรียนรู้ในระดับผู้ประกอบอาชีพแล้ว หรือทำงาน แล้ว
ตัวอย่าง การเขียนโปรแกรมการฝึกอบรม แบบ Internet Based Training Analyze
Training  Needs
 
 ในช่วงของการวิเคราะห์จะมีการตัดสินข้อมูลสำคัญหลาย ๆ อย่าง วัตถุประสงค์โดยรวม  เหตุผลในการผลิตโปรแกรมฝึกอบรมคืออะไร
  • เพื่อช่วยส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ
  • ทำให้พนักงานเพิ่มผลผลิต
  • การฝึกอบรมที่ใช้อยู่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการให้บริการลูกค้า
  • ผู้ให้การฝึกอบรมหายาก
  • ผู้เรียนอยู่ในพื้นที่หลายพื้นที่แตกต่างกัน
 
วัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม  การตั้งวัตถุประสงค์การฝึกอบรมของโครงการทำได้โดยการเข้าหาผู้เรียนและหาข้อมูลที่อยู่ระหว่างสิ่งที่เป็นความจริงกับสิ่งที่ควรจะเป็น เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลนี้ได้แล้วท่านจะสามารถตัดสินได้ว่าเนื้อหาของการฝึกอบรมควรจะมีอะไรบ้าง
            ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล
  • Ø หัวข้อที่จะอยู่ในการฝึกอบรม
  • Ø ทักษะที่ผู้เรียนควรจะเรียนหรือควรจะได้รับ
  • Ø วัตถุประสงค์ที่ผู้เรียนจะต้องบรรลุ
     ผู้ใช้เป้าหมาย
                    บทเรียนจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากบทเรียนนั้นตรงตามความสนใจและความสามารถของผู้เรียนสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านควรจะต้องพิจารณามีดังนี้
  • ใครคือเป้าหมาย?
  • จะเข้าถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?
  • ผู้ใช้มีการศึกษาอยู่ในระดับใด?
  • ความสนใจของผู้ใช้เป้าหมายคืออะไร?
  • สิ่งใดที่เป็นสิ่งจูงใจผู้ใช้เป้าหมาย?
 เนื้อหาของการฝึกอบรม?
                      เนื้อหาที่มีอยู่แล้วควรจะต้องนำมาประเมินเพื่อดูว่าตรงตามความต้องการในการฝึกอบรมหรือไม่ซึ่งอาจจะรวมถึงการประเมินสิ่งเหล่านี้.
  • หนังสือเรียนหรือแบบอ้างอิงที่มีอยู่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบทเรียน
  • แบบเรียน เอกสาร หรือสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์
  • คู่มือทางเทคนิค เอกสารหรือไฟล์ช่วยเหลือ
 
      จะนำเสนอการฝึกอบรมอย่างไร?
  • ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
  • ผ่านทาง CD-ROM
  • ผ่านทางเครือข่ายเฉพาะที่ (LAN)
     จะมีการประเมินผลการฝึกอบรมอย่างไร?
  • จะต้องมีการติดตามผลและควบคุมการเรียนของผู้เรียนหรือไม่?
  • จะต้องมีการทำรายงานหรือไม่ ?
  • จะต้องใช้การทดสอบแบบใด ?
    เมื่อออกแบบเรียน Interactive เราจะทำตามกระบวนการต่อไปนี้
                 1.สร้าง   Course Map
                   - การฝึกอบรมจะมีประสิทธิภาพได้นั้น ข้อมูลจะต้องลื่นไหลและนำเสนออย่างเป็นขั้นตอน ผู้ออกแบบ Interactive จะสร้าง Course Map ซึ่งเป็นร่างแนวทางการนำเสนอบทเรียนของหน่วยงาน การสร้าง Course Map นี้ทำให้ผู้เรียนเข้าใจขอบเขตและขั้นตอนในการฝึกอบรมได้ง่ายขึ้น
                     2.รูปแบบที่เหมาะสม
                 รูปแบบที่เหมาะสมคือ ภาพและความรู้สึกในบทเรียนที่ดูแล้วเหมาะสมกับผู้ใช้เป้าหมายโดยการศึกษาที่ตัวผู้ใช้เป้าหมาย สภาพแวดล้อมในการทำงาน และสิ่งต่าง ๆที่จูงใจผู้ใช้เป้าหมาย กรุณาดูการฝึกอบรมหลาย ๆ ตัวอย่างที่เราได้ผลิตไปแล้ว ซึ่งท่านจะได้เห็นตัวอย่างการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับผู้ใช้เป้าหมาย
                     3.ร่างสคริปต์
                 เราจะร่างสคริปต์ตามเนื้อหาใน Course Map และรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ใช้การร่างสคริปต์มีวัตถุประสงค์คือ เป็นการนำเอาเนื้อที่มีมาเขียนใหม่ให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ส่วนนี้เป็นส่วนที่ยากและท้าทายที่สุด เพราะผู้เขียนสคริปต์จะต้องทราบว่าการนำเสนอภาพเป็นอย่างไรและควรจะต้องใช้ถอยคำใดในการอธิบายให้ผู้เรียนได้รับความรู้และคล้อยตามไปกับบทเรียน อย่าลืมว่าการเขียนสคริปต์สำหรับการฝึกอบรมทางคอมพิวเตอร์มีความแตกต่างจากการเขียนสคริปต์สำหรับหนังสืออ่าน
  4.สร้าง Interaction
                 การฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพนั้น ผู้เรียนจะต้องรู้สึกคล้อยตามและมีโอกาสได้โต้ตอบกับบทเรียน เป้าหมายของการทำ  Interaction คือ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะหรือทบทวนสิ่งที่เรียนรู้ไป และยังเป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการแก้ไขปัญหาโดยการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาจริง เมื่อสร้าง Interaction ผู้ออกแบบจะศึกษาเนื้อหาและดูว่าควรจะใช้ Interaction ตรงส่วนใดบ้าง
5.สร้าง Storyboard
                     คือการหาวิธีนำเสนอเนื้อหาที่ดีที่สุด เนื้อหาแต่ละส่วนอาจจะเหมาะสมที่จะนำเสนอโดยใช้ ภาพเคลื่อนไหว ภาพกราฟิก Interaction หรือ ตัวหนังสือบรรยายข้อมูลใน Storyboard จะบอกเกี่ยวกับวิธีนำเสนอบทเรียน ลูกค้าและทีมงานผลิตจะใช้Storyboard เป็นแนวทางในการผลิตบทเรียน เมื่อออกแบบ Storyboard เสร็จแล้ว เราก็สามารถผลิตสื่อต่าง ๆ ที่จะประกอบกันเข้าเป็นโปรแกรมการฝึกอบรม
                     หลักพื้นฐานของการสร้างสื่อสำหรับการฝึกอบรม Interactive คือ จะต้องใช้ผู้เรียน “เห็นภาพ”หรือเกิดความเข้าใจได้ดีขึ้นในเนื้อหาที่อยู่ในการฝึกอบรม ในขึ้นตอนของการตัดสินใจว่าจะใช้สื่อใดบ้างนั้น เราจะดูที่เนื้อหาของการฝึกอบรมและดูว่าเนื้อหานั้นควรจะนำเสนออย่างไร ต่อไป
 ประเภทของสื่อที่ใช้ คือ
  • ใช้ภาพเคลื่อนไหวสามมิติในการสร้างฉาก สถานที่เหมือนจริง หรือวัตถุต่าง ๆที่ถ่ายทำยาก
  • ใช้ภาพเคลื่อนไหวสองมิติในการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและมองเห็นการทำงานของ สิ่งต่างๆได้ชัดเจน
  • ใช้ภาพกราฟิกนิ่งในการช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นภาพในบทเรียน
  • ใช้ตัวหนังสืออธิบายจุดสำคัญต่าง ๆ
  • ใช้ภาพวิดีโอ แสดงเนื้อหาที่ต้องการความเป็นจริง เช่น เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล
  • ใช้เสียง Effect ประกอบเพื่อทำให้บทเรียนได้ความรู้สึกเหมือนจริง
  • ใช้เสียงบรรยายเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาได้ดีขึ้น
  • ใช้ Interaction และเกมส์ เพื่อทดสอบความสามารถของผู้เรียน
 ข้อสังเกต
  • การใช้ตัวหนังสือบรรยายมากเกินไปในบทเรียนบนจอคอมพิวเตอร์ถือเป็นการออกแบบที่ไม่ดีคำบรรยายควรจะกระซับและได้ใจความ
  • การมีเสียงบรรยายตามตัวหนังสือและภาพจริง ภาพกราฟิก และภาพเคลื่อนไหวประกอบจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความหมายได้ดีขึ้น แม้ว่า  ภาพเคลื่อนไหวสามมิติ ภาพเคลื่อนไหวสองมิติ และภาพวิดีโอ จะใช้ได้ดีในการเรียน Interactive แต่การใช้สื่อเหล่านี้ จะใช้เวลาในการผลิตนานและเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น ท่านจึงต้องพิจารณาใช้สื่อบางประเภทในส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น
     การผลิตหลายภาษา
      การผลิตการฝึกอบรมที่ต้องใช้หลายภาษาอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง   แต่ สิ่งสำคัญคือในบางกรณี ช่วงระยะบรรยายจะแตกต่างกันไปตามแต่ละภาษา ดังนั้นเสียงบรรยายและการนำเสนอจึงต้องจัดทำขึ้นซึ่งทำให้เสียเวลามาก แต่ด้วยวิธีการผลิตของเรา เราสามารถใช้เวลาน้อยในการผลิตภาษาอื่นถึง 25% จากภาษาเดิม ซึ่งหมายความว่าเราสามารถผลิตการฝึกอบรมที่ต้องใช้หลายภาษาได้รวดเร็วกว่าและราคาที่ถูกกว่า
 สรุป     ตัวอย่าง การเขียนโปรแกรมการฝึกอบรม แบบ Interactive Training
  1.วิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม
  • Ø วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมคืออะไร?
  • Ø ใครคือเป้าหมาย ?
  • Ø เนื้อหาการฝึกอบรมจะมีอะไรบ้าง ?
  • Ø จะใช้วิธีใดในการนำเสนอ ?
    2.ออกแบบบทเรียน
  • Ø วิเคราะห์อุปกรณ์ที่มีอยู่
  • Ø สร้าง Course outline/Map
  • Ø ร่างสคริปต์
  • Ø สร้าง Storyboard ของบทเรียน
  • Ø ออกแบบการเรียน แบบ Interaction
       3.ผลิตสื่อ
  • สร้างภาพเคลื่อนไหวสามมิติ
  • สร้างภาพกราฟิก
  • สร้างวิดีโอ
  • บันทึกเสียงบรรยาย
  • ผลิตโปรแกรมโดยใช้ Authorware
  • สร้างบทเรียน   Interaction
  • สร้างโปรแกรมติดตามผลผู้เรียน
 4.การผลิตหลาย ๆ ภาษา (ภาษาอื่น ๆ)
  • แปลสคริปต์และตัวหนังสือที่ปรากฏบนหน้าจอ
  • จัดภาพและตัวหนังสือให้ตรงกัน
  • บันทึกเสียงบรรยายของแต่ละภาษา
  • Ø ทดสอบโปรแกรม
   5.การทดสอบ
  • ทดสอบโปรแกรม
  • บรรจุและจำหน่าย
 
 
 
 
 
       แหล่งอ้างอิง
 http//www.thaimedia.com/Thai html/Training/Design/00 Process.htm,15-08-2552