ความหมายของชุมชน
ชุมชนในที่นี้ตรงกับคำว่า Community ในภาษาอังกฤษ ซึ่งตามความหมายที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจ หมายถึงการที่คนมาอยู่ร่วมกันหรือมาชุมนุมกัน จากความหมายนี้เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่ายังไม่ชัดเจนพอ เป็นความหมายที่มีขอบเขตกว้างมาก นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ ท่าน ได้พยายามศึกษาพฤติกรรมหรือการกระทำของคนที่อยู่รวมกันเป็นพวก ๆ แล้วจึงสรุปความหมายของคำว่าชุมชนไว้ต่าง ๆ ดังนี้
เดวิส คิงสลีย์ (David Kingsly) ให้ความหมายของคำว่าชุมชนไว้ว่า “หมายถึง กลุ่มคน ที่อยู่ร่วมกันกันในอาณาบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่แน่นอนและสามารถดำรงชีวิตทางสังคมร่วมกัน” กล่าวคือ คนกลุ่มหนึ่งจะต้งมีอาณาเขตเป็นของตนและคนในอาณาเขตนั้นมีความสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกัน เช่น มีภาษาพูดจารีตประเพณี และทัศนคติ เป็นแบบเดียวกัน
โรเบริต์ แมคคีย์เวอร์ (Robert M. Mac Iver) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุมชนหมายถึง “ กลุ่มคน ซึ่งอยู่ร่วมกัน มีความรู้สึกเป็น พวกเดียวกัน มีความสนใจ ในเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตเป็นอยู่ร่วมกัน มีตั้งแต่กลุ่มขนาดเล็กคือหมู่บ้านไปจนถึงกลุ่มขนาดใหญ่ เช่น เมือง ประเทศชาติ”
พาร์คกับเบอร์เกส (Robert E. Park and Ernest W. Burgess) ชุมชน หมายถึง “ อาณาบริเวณ ของท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นนั้นพูดภาษาเดียวกัน มีจารีตประเพณีอย่างเดียวกันมีความรู้สึกเป็นแบบเดียวกันและมีการกระทำไปตามทัศนคติซึ่งเป็นไปในทางเดียวกัน”
Webster’s New Dictionary of the American Language ให้ความหมายของชุมชนไว้ว่า หมายถึง “กลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันในบริเวณหนึ่งภายใต้กฎหมายและความสนใจเรื่องต่าง ๆ ร่วมกันด้วยความสมัครใจ”
เนลสัน, แรมเซย์ และเวอร์เนอร์ (Nelson, Ramsey and Verner) ได้ให้ความหมายของชุมชน สรุปได้ว่า “ชุมชนหมายถึงกลุ่มคนซึ่งมีความสัมพันธ์กันในอาณาเขตหนึ่ง ๆ” ซึ่งมีความสัมพันธ์นี้หมายถึงการปฏิบัติต่อกัน (Interaction)
รองศาสตราจารย์ประสาท หลักศิลา ได้ให้ความหมายของคำว่าชุมชนไว้ว่า หมายถึง “การที่คนมารวมกลุ่มกันและมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งภายในกลุ่มของตนเองและระหว่างกลุ่มในบริเวณที่มีอาณาเขตทางภูมิศาสตร์กำหนดได้”
นอกจากนี้ก็ยังมีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงอีกหลาย ๆ ท่านที่ได้ให้ความหมายของคำว่าชุมชน ไว้ อาทิ เช่น Charles Hoffer, Bernard, Loomis and Beegle, Sanderson ฯลฯ
จากคำจำกัดความที่นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ อาจสรุปได้ว่า ชุมชนนั้นหมายถึงการที่คนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกันในระยะเวลาที่ยาวนาน ระยะเวลาหนึ่ง จนเกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันเป็นส่วนของชุมชน มีอาณาเขตที่แน่นอน มีความสนใจและปฏิบัติตนในวิถีชีวิตประจำวันที่คล้ายคลึงกัน และมีความสัมพันธ์กันภายข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน
อย่างไรก็ตามจะสังเกตเห็นได้ว่าไม่มีนักวิชาการใดเลยที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับขนาดที่แน่นอนของชุมชนว่าจะต้องมีจำนวนเท่าใด ชุมชนบางชุมชนอาจมีขนาดเล็ก บางชุมชนอาจมีขนาดใหญ่ ซึ่งอาณาเขตที่จะจำกัดความเป็นชุมชนนั้นอาจจะเป็น “อาณาเขตทางวัฒนธรรม (Cultural area) คือหมายถึงอาณาเขตซึ่งผู้คนในบริเวณนั้นมีลักษณะโดยเฉพาะทางสรีระและทางวัฒนธรรมบางอย่างร่วมกันได้แก่สถาบันต่าง ๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ทัศนคติ และวิถีแห่งการดำรงชีวิต อาหารการกิน ภาษา การแต่งกาย ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ เป็นของตนเองแตกต่างจากกลุ่มคนอื่น หรืออาณาเขตทางกายภาพอันได้แก่แนวเขตกั้นพรมแดน แม่น้ำ สันเขา รั้วกำแพง ฯลฯ
โครงสร้างของชุมชน
โครงสร้างของชุมชนหมายถึง ส่วนที่ประกอบและมีความสัมพันธ์เกาะเกี่ยวกันเป็นโครงสร้างชุมชน ซึ่งประกอบด้วยส่วนใหญ่ 3 ส่วนด้วยกันคือ
1. กลุ่มคน หมายถึงการที่คน 2 คนหรือมากกว่านั้นเข้ามาติดต่อเกี่ยวข้องกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อ กันทางสังคมในชั่วเวลาหนึ่งด้วยความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน ความมุ่งหมายนั้นอาจเป็นการร่วมมือช่วยเหลือกันหรือเป็นศัตรูต่อกันก็ได้ และในการมารวมกลุ่มนี้จะมีการคาดคะเนพฤติกรรมซึ่งกันและกัน และจะต้องปรับปรุงพฤติกรรมให้เป็นไปในลักษณะที่คนในกลุ่มต้องการ ในแง่ของชีววิทยามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงจำเป็นจะต้องตอบสนองความต้องการทางสรีรวิทยาและจิตวิทยาซึ่งความต้องการนี้จะต้องตอบสนองด้วยศักยภาพหรือความสามารถซึ่งจะสมบูรณ์ได้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ ประสบการณ์และพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ เมื่อมนุษย์เกิดมาในโลกนี้ในระยะแรกจะยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนจากบุคคลอื่นรอบข้าง จึงนับว่าเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มารวมกลุ่มกัน อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์รวมกลุ่มกันเพราะแรงขับดันทางธรรมชาติ 2 ประการคือ
1.1 ความหิวกระหาย ซึ่งเป็นความหิวกระหายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ได้แก่ อาหาร ความต้องการทางเพศ การสังสรรค์สมาคมกันคนอื่น เป็นต้น ซึ่งความต้องการเหล่านี้นั่นเองที่ก่อให้เกิดการสังสรรค์ วัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูก การสมรส และครอบครัว การศึกษา ศาสนา ฯลฯ
1.2 การหลีกหนีต่าง ๆ เช่น หลีกหนีภัยธรรมชาติ หลีกหนีความเจ็บป่วยต่าง ๆ ความตาย เป็นต้นนอกจากนี้ถ้าจะแบ่งกลุ่มโดยยึดความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มเป็นหลัก ก็อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มปฐมภูมิ (Primary Groups) สมาชิกของกลุ่มอาจจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุทางการเป็นเครือญาติ มิตรภาพ ลักษณะความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มจะใกล้ชิด มีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันอย่างลึกซึ้งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อมีความจำเป็นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความใกล้ชิดนี้เป็นความสัมพันธ์กันทางทางร่างกายและใจ สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สึกร่วม กัน คือ ถ้าสมาชิกคนอื่นมีความทุกข์ สมาชิกอื่น ๆ ก็จะรู้สึกทุกข์ร้อนด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าสมาชิกมีความสุข สมาชิกอื่นก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน กลุ่มปฐมภูมิมักจะมีขนาดเล็ก มีหน้าที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมหรือ”สังคมกรณ์” (Socialization) แก่สมาชิกในอันที่จะทำตามตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคนได้ กลุ่มปฐมภูมิที่สำคัญมี 2 ชนิดคือ กลุ่มครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกันโดยเครือญาติ กลุ่มเพื่อนฝูง ซึ่งสัมพันธ์กันโดยมิตรภาพ กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเรียน เป็นต้น
2. กลุ่มทุติยภูมิ (Secondary Groups) กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สมาชิกของกลุ่มขาดความคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทแนบ มีการพบปะกันเป็นครั้งคราว ความสัมพันธ์ของสมาชิกมักเป็นตามกำหนดกฎเกณฑ์แบบแผนของกลุ่ม มีการสัมพันธ์กันเพื่อผลประโยชน์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มมักจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งมากกว่าความรู้สึกร่วมทางอารมณ์และเมื่อใดที่สมาชิกรู้สึกว่าตนจะไม่ได้รับประโยชน์หรือได้รับประโยชน์น้อยลง ก็อาจออกจากการเป็นสมาชิกได้ง่าย เพราะความสัมพันธ์ของสมาชิกมักเกิดจากผลประโยชน์มากกว่าอารมณ์ร่วม ตัวอย่างของกลุ่มทุติยภูมิ เช่น กลุ่มนายจ้างกับลูกจ้าง กลุ่มพ่อค้ากับลูกค้า หน่วยราชการต่าง ๆ โดยปกติแล้วกลุ่มทุติยภูมิจะเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกมากเป็นกลุ่มใหญ่
นอกจากนี้ ยังอาจแบ่งกลุ่มโดยยึดหลักสำคัญอื่น ๆ ได้อีก เช่น การแบ่งกลุ่มโดยยึดลักษณะความ สมัครใจของการเป็นสมาชิกกลุ่ม เช่น กลุ่มสมัครใจ กลุ่มไม่สมัครใจ หรือการแบ่งกลุ่มตามลักษณะประกอบอาชีพ เช่น กลุ่มประกอบอาชีพเกษตรกรรม กลุ่มประกอบอาชีพอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการจะแบ่งกลุ่มเป็นกี่ประเภท ประเภทใดบางนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้แบ่งเป็นหลักสำคัญ
2. สถาบันทางสังคม (Social Institutions) เมื่อคนมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแล้ว และมีวิวัฒนาการไปถึงขั้นตั้งองค์กรทางสังคมแล้ว ก็จะมีการกำหนดแบบแผนของการปฏิบัติต่อกันของสมาชิกในกลุ่มเพื่อสามารถดำเนินการตามภารกิจกลุ่มได้ ขอยกตัวอย่างให้เห็นและเข้าใจดังนี้
ศาสตราจารย์ ดร.ประสาท หลักศิลา : สิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมให้ปฏิบัติไปในลักษณะที่สังคมต้องการ เพื่อการดำรงอยู่ของสังคมนั้น
อุทัย หิรัญโต : วิถีทางปฏิบัติซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นแบบแผน ภายในสังคมหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและเป็นทางการ
ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ : การกระทำของคนในสังคมหรือประเพณีที่สังคมได้ตั้งหรือวางไว้เป็นระเบียบแบบแผน
จึงอาจะสรุปได้ว่า สถาบันสังคม หมายถึง วิถีทางปฏิบัติซึ่งจัดขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบแบบแผน เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนในด้านต่าง ๆ สถาบันเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน เป็นแต่งเพียงแนวทางการปฏิบัติซึ่งทำซ้ำซากจนเกิดเป็นแบบแผน โดยมีองค์กรเป็นเครื่องรองรับ
นักสังคมวิทยาได้พยายามจัดหมวดหมู่ของสถาบันทางสังคม
ที่มนุษย์จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องได้เป็น 7 สถาบันใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
1. สถาบันที่เกี่ยวกับเพศและการสืบพันธุ์ อันได้แก่ สถาบันการสมรสและครอบครัว
2. สถาบันที่เกี่ยวกับการผดุงรักษาไว้ซึ่งฐานะทางเศรษฐกิจ อันได้แก่สถาบันการประกอบอาชีพ การทำมาหากิน ฯลฯ
3. สถาบันที่เกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้ อันได้แก่ สถาบันการศึกษาฝึกอบรมต่าง ๆ
4. สถาบันเกี่ยวกับการทะนุบำรุงร่างกายและจิตใจ ได้แก่ สถาบันเกี่ยวกับการพลศึกษา การบันเทิงเริงรมย์ต่าง ๆ
5. สถาบันการประดิษฐ์คิดค้น ได้แก่ สถาบันค้นคว้าวิจัยต่าง ๆ ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม
6. สถาบันเกี่ยวกับจรรยาความประพฤติ การปรุงแต่งจิตใจให้บริสุทธิ์ อันได้แก่ สถาบันทางศาสนา
7. สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรมในการอยู่ร่วมกันได้แก่ สถาบันการเมืองการปกครองต่าง ๆ
ขอขอบคุณ รศ.ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์ จาก.....
http://www.human.cmu.ac.th/~hc/ebook/006103/lesson10/01.htm
ขอบคุณค่ะ กำลังหาข้อมุลอยู่เลยค่ะคุณครูให้งานมาค่ะ โดนทำโทษไม่ให้หนังสือเรียนเหลือห้องสุดท้ายพอดีหมด เฮ้อ เเย่จัง