การบริหารเชิงพุทธ
รูปแบบการปกครองในโลกนี้ประกอบด้วย ๓ ประการคือ
1.อัตตาธิปไตย หมายถึง
การถือตนเป็นใหญ่ คือถือเอาตนเอง
และฐานะศักดิ์ศรี ตลอดถึงเกียรติภูมิของตนเป็นใหญ่
กระทำการด้วยความปรารถนาตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นประมาณ
ถือเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก
2.โลกาธิปไตย หมายถึง การถือโลกเป็นใหญ่
คือถือความนิยมของชาวโลกเป็นใหญ่หวั่นไหวไปตามเสียงนินทาและสรรเสริญ
กระทำการด้วยความปรารถนาจะเอาใจใส่หมู่ชนหาความนิยม
หรือหวั่นกลัวเสียงกล่าวว่าเป็นประมาณ
กระทำการบริหารด้วยการเอาใจหมู่ชน หรือกลุ่มชน
หรือบริหารด้วยความเกรงกลัว ไม่เป็นตัวของตัวเองในการตัดสินใจ
3.ธรรมาธิปไตย หมายถึง การถือธรรมเป็นใหญ่
คือถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม
เหตุผลเป็นใหญ่
กระทำการด้วยความปรารถนาสิ่งที่ได้ศึกษาตรวจสอบตามข้อเท็จจริง
และความคิดเห็นที่ได้รับฟังอย่างกว้างขวางแจ้งชัด
และพิจารณาอย่างดีที่สุด
เต็มชัดแห่งปัญญาจะมองเห็นได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า
เป็นไปด้วยชอบธรรมแลเพื่อความดีงาม
การจะทำอะไรจะต้องศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเสียก่อน
โดยอาศัยการมีส่วนร่วมและการรับฟังอย่างกว้างขวาง
แล้วพิจารณารับฟังอย่างกว้างขวาง
จะมองเห็นว่าการบริหารดังกล่าวเป็นความชอบธรรมและเพื่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของประชาชน
จากการบริหารดังกล่าว ได้มีผลตรงกันกับแนวคิดของการบริหารโดย Resis
Rikert ที่เขียนถึงหลักการบริหารแบบเผล็ดการ
แบบคำพูดและการกระทำไม่ซ้ำกัน แบบปรึกษาและมีส่วนร่วม
ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการบริหารหรือการทำงาน
การมีส่วนร่วมได้เป็นปรัชญาพื้นฐานของชาวตะวันออก เช่นประเทศไทย
ที่มีการทำงานโดยการลงแขกและขอแรงลงแขกให้แบกหามอันเป็นหลักการบริหารและการทำงานมาตลอด
ดังนั้น เราจะเห็นว่า
การกระทำอะไรในทางพุทธศาสน์นั้นเน้นการทำเป็นทีม(group)
เช่นการฟังธรรม
การรับเข้ามาเป็นสมาชิกของนักบวชต้องทำการสาบานตัวต่อพระอุปัชฌาย์
พระกรรมวาจาจารย์ คือผู้แนะนำการปฏิบัติ
รวมทั้งสงฆ์ที่มานั่งเป็นอันดับ
ในการรับเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ขององค์การ
และเมื่อเข้ามาสู่กลุ่มแล้วจะต้องฉัน(รับประทาน)อาหารเป็นกลุ่ม
รักษามารยาทในการฉันอาหาร เมื่อเวลาสวดมนต์ก็สวดพร้อมกัน
ตื่นเช้าตรู่ต้องมาทำความสะอาดที่อยู่อาศัย
เวลาศึกษาก็ศึกษาพร้อมเพรียงกัน
หลักการดังกล่าวเป็นหลักการของการทำงานร่วมกันและมีส่วนร่วมมาก่อนทฤษฎีตะวันตก
นอกจากนั้น
ยังเน้นหลักการบริหารที่มีกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันความเสื่อมคือ
1.หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
โดยพบปะปรึกษาหารือกิจการงาน (ที่พึงรับผิดชอบตามลำดับของตน)
อย่างสม่ำเสมอ
2.พร้อมเพรียงกันประชุม
พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม
พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน
3.ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อความสะดวก
บัญญัติวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติไว้
และไม่เหยียบย้ำล้มล้างที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว
ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ
4.ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน
ให้เกียรติเคารพนับถือท่านเหล่านั้น
มองเห็นความสำคัญแห่งถ้อยคำของท่านเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง.
5.ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี
มิให้มีการข่มเหงบีบคั้นจิตใจ
6.เคารพบูชาอนุสาวรีย์ประจำชาติ(เช่น
ธงชาติและสัญญลักษณ์)
ไม่ปล่อยปละละเลยพิธีเคารพบูชาอันพึงทำแก่สิ่งอันเตือนความทรงจำ
และกระตุ้นความดีงามร่วมกันเหล่านั้นตามประเพณี.
7.จัดการให้ความอารักขา
บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรมแก่บรรพชิต
ท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมบริสุทธิ์
ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน
เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่เป็นสุข
ซึ่งหลักการบริหารดังกล่าวได้แบ่งลักษณะของการปฏิบัติออกเป็น
๒ ระดับ คือ
๑)การบริหารภายในองค์การ
(ข้อ๑-๔)
๒)เป็นหลักการที่คนในองค์การจะต้องปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก(คือปฏิบัติต่อสังคม)
คือให้เกียรติสุภาพสตรีทั้งภายในและภายนอกองค์การ(ดูข้อ๕)
และตักเตือนจิตใจด้วยอาศัยNational Symbolic
ว่าผู้บริหารจะต้องรักชาติ รักศิลปของชาติ และรักผู้มีบุญคุณต่อชาติ
ไม่ควรปล่อยปละละเลยต่อผู้ทำความดีแก่ชาติ
และนอกจากนี้บุคคลในองค์การยังจะต้องพิทักษ์ผู้รักษาคุณธรรม
ช่วยเหลืออุดหนุนท่านให้ท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
ดังนั้นการบริหารเชิงพุทธ คือการบริหารทั้งสอง
ด้าน
นอกจากการมีส่วนร่วมในองค์การทั้งสองระดับแล้ว
เรามาพิจารณาถึงหลักการบริหารในองค์การจะมีหลักแบ่งงานอย่างไร
ในกรณีของระบบเอกชน
ซึ่งเจ้าของกิจการควรรับผิดชอบต่อเจ้าพนักงานโดยอาศัยความสัมพันธ์อันดีต่อกันดังต่อไปนี้ตามหลักพระไตรปิฎก
คือ
๑)จัดงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลังเพศ วัย
และความสามารถซึ่งในข้อนี้ ถ้าเป็นการทำงานในยุคปัจจุบันนี้ คือ
๑.๑.หลักของSpecialization(put
the right ma on the job) คือ
หลักของสาขาอาชีพโดยการบรรจุคนให้เหมาะสมกับงาน
๑.๒. หลักEffectiveness และEfficiency คือหลักความสามารถ(คือประ
สิทธิภาพและประสิทธิผล)
๒)ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งาน และความเป็นอยู่
ซึ่งในข้อนี้ได้เสนอดังนี้
๒.๑.หลักของเงินเดือน(ค่าจ้าง)
รางวัล(โบนัส)
๒.๒.หลักของการแบ่งภาระหน้าที่ คือให้เงินเดือนและโบนัสตามความหนัก
เสี่ยง ง่าย สบายใช้ความรู้ ความรับผิดชอบสูง งานความรู้ งานละเอียด
งานประณีต ต้องให้ค่าจ้างตามวิชาชีพนั้นๆ
๒.๓.หลักของความเป็นอยู่
ซึ่งความเป็นอยู่ทางปฏิบัติต้องให้เงินค่าป่วย
ค่าลาและผลประโยชน์อื่นๆ เพื่อการเป็นอยู่ คือให้พอกิน เช่นค่าอาหาร
ค่าบ้าน ค่าแต่งตัว ค่าเสื้อผ้า ค่ารถ(เดินทาง) เป็นต้น
โดยกำไรนั้นๆมาแบ่งเป็นค่าความเป็นอยู่
๓)จัดสวัสดิการดี มีการช่วยรักษาพยาบาลใน ยามเจ็บไข้
๓.๑. นอกจากช่วยสวัสดิการและผลประโยชน์ตอบแทน อื่นๆแล้วยังต้อง
รักษาพยาบาลอีกด้วย
๔)ได้ของแปลกๆ
พิเศษก็แบ่งบันให้
๔.๑. ถ้าได้กำไรมากก็แบ่งให้ ถ้าเจ้าพนักงานคิดสูตร วิทยาศาสตร์
หรือสูตรยา สูตรเคมี หรือสูตรการค้าขายได้ดี
หรือคิดเทคโนโลยีต้องแบ่งหุ้นให้ไม่ใช่รวยอยู่คนเดียวเฉพาะเจ้าของกิจการเท่านั้น
๕)ให้มีวันหยุดและพักผ่อนใจตามโอกาสอันควรพระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับทำงานและการบริหารซึ่งเป็นหลักการบริหารที่สำคัญ
๕ ข้อดังกล่าวมาแล้ว
และทรงสอนให้พนักงานจะทำงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่ดังนี้
๑)เริ่มทำงานก่อน
คือมาทำงานก่อนเวลา หรือทันเวลา(หลักความขยัน)
๒)เลิกงานทีหลัง
คือเลิกงานเมื่อหมดเวลาแล้วไม่อู้งาน
ทำงานแล้วไม่เลิกก่อนเวลา(หลักการทำงาน)
๓)เอาแต่ของนายให้(หลักความซื่อสัตย์)
๓.๑.คือไม่ขโมยของบริษัท
๔)ทำงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น(หลักความชำนาญ)
ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ การสร้างสรรค์
๔.๑.หลักของ(Accountability
&Responsibility)ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ
และหลักของ(initiative)
คือความคิดริเริ่มและหลักการพัฒนาการในการทำงาน
๕)รักษาเกียรติคุณของบริษัทไปเผยแพร่ นั้นคือมีความรัก
ความผูกพันต่อผู้บริหารและบริษัท หรือทุ่มเทการทำงานให้แก่บริษัท
อันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
……………………….
สวัสดี อาจารย์ น้อย
พอดีเลย อาตมา กำลังทำรายงานอยู่พอดี
ขออนุญาตใช้เนื้อหาในบล็อกของอาจารย์ นำไปทำรายงาน ส่งอาจารย์ที่มหาลัยฯ
หวังว่าคงจะอนุญาต
กราบนมัสการ พระ มงคล มงคล ถีราวุฒิ
ผมยินดีที่ให้ท่านนำเนื้อหานี้ไปทำรายงาน
การศึกษาค้นคว้าหาความรู้เป็นสิ่งที่ดีครับ