เมื่อวันที่ ๓ ก.ย. ๕๒ มีการนำวาระการนำการประเมินมาใช้ประโยชน์มาเสนอ กกอ.     ผลการประเมินนี้เป็นการประเมินคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นการประเมินภายนอกโดย สมศ. และโดย สกอ.  

          นี่คือเรื่องใหญ่ และหน้าที่หลักของ กกอ.   คือการทำหน้าที่ดูแลระบบอุดมศึกษา    โดยใช้ข้อมูลต่างๆ เอามาวิเคราะห์สังเคราะห์ต่อ ทำเป็นนโยบายเชิงระบบ   เพื่อให้ระบบอุดมศึกษาเป็นประโยชน์มากๆ เป็นโทษน้อยๆ ต่อบ้านเมืองของเรา

          คณะกรรมการ กกอ. พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า การกำหนดนโยบายจัดการคุณภาพของสถาบัน สาขาวิชา และหลักสูตร ต้องทำแบบแยกแยะ   แยกแยะหลายๆ แนว  

          ทีม secretariat เขาแยกแยะแบบโฟกัสที่ส่วนอ่อนแอ คือไม่ผ่านการประเมิน หรืออยู่ระหว่างรอพินิจ    แต่ผมเสนอให้แยกเป็น ๓ ส่วน และพุ่งเป้านโยบายไปที่ ๓ นโยบาย
๑.   ส่วนที่ดีเด่น   ควรมีนโยบาย deregulate   ลดความวุ่นวายด้านการประเมินและการรายงานลง    ให้เขาได้มีเวลาทำงาน ลดเวลาประเมินและรายงานแบบจุกจิกลงไป 


๒.   ส่วนที่ด้อยคุณภาพ    ต้องใช้นโยบายแยกแยะต่อไปอีก   คือสาขาที่มีการผลิตล้นอยู่แล้ว หรือมีความต้องการน้อย (ตรงนี้ต้องแยกแยะอย่างระมัดระวังมาก) ต้องใช้นโยบาย survival of the fittest   หรือพูดตรงๆ ระงับการจัดการศึกษา    ส่วนสาขาที่มีความต้องการสูง หรือสำคัญต่อชาติบ้านเมืองมาก ต้องใช้นโยบายเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุน

๓.   ภาพรวม  ต้องมีนโยบาย “ยกขึ้นทั้งแผง”   คือยกระดับคุณภาพของอุดมศึกษาขึ้นทั้งระบบ   ทั้งนี้ต้องเป็นคุณภาพที่มี relevance, equity, access

          ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายช่วยผู้อ่อนแอแบบไม่แยกแยะ   ผมคิดว่าถ้าทำตามแนวนั้น ผู้เสียประโยชน์คือสังคมไทย   เพราะจะทำให้มีสถาบันอุดมศึกษาและหลักสูตรแบบ mediocre เต็มไปหมด
          กรรมการทุกท่าน เน้นความเข้มงวดด้านคุณภาพของบัณฑิต   มีคนพูดแรงขนาดว่า บัณฑิตที่ผลิตออกมาโดยระบบอุดมศึกษาไทย ไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ที่ได้คุณภาพอย่างถึงขนาด    ท่านรอง ผอ. สำนักงบประมาณ วลัยรัตน์ ศรีอรุณ บอกว่า ต้องการ “ปริมาณที่มีคุณภาพ” คือผลิตให้ตรงความต้องการ   และอยากให้มีเกณฑ์คุณภาพแบบ demand กำหนด supply
          ผมลืมแจ้งในที่ประชุม ว่าที่เสนอว่า กลุ่มที่ผ่านการประเมินระดับดีมาก ควรสนับสนุนให้ไปสู่มาตรฐานระดับสากล นั้น ผมไม่เห็นด้วย    จึงเอามาบันทึกไว้ที่นี่ในฐานะความเห็นส่วนตัว    ว่าควรสนับสนุนให้พัฒนาความเป็นเลิศที่ unique เฉพาะตัว    โดยเน้นความเชื่อมโยงกับ real sector ไทย จะเหมาะสมกว่า    ผมไม่เห็นด้วยกับการชูมาตรฐานสากลมากเกินไป
          ผมมีข้อสังเกตว่า เรามีการประเมินคุณภาพมากมายหลายระบบ   เป็นการประเมินแบบแยกส่วน ต่างหน่วยต่างทำ    ทำให้หน่วยงานต่างๆ เสียเวลากับการรายงานที่ไม่จำเป็น ไม่ก่อความเจริญต่อหน่วยงาน (แต่ก่อความเจริญต่อหน่วยประเมิน) มากเกินไป   เป็นปัญหาหน่วยเหนือ (หน่วยประเมิน) ไม่ร่วมมือกัน   หรือบางครั้งทะเลาะกัน   บ้านเมืองก้ลำบาก
          อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือเราประเมินได้แต่ส่วนย่อย เป็นรายองค์กร    เราขาดการสังเคราะห์ภาพใหญ่ เอามาทำเป็นนโยบายขับเคลื่อนภาพใหญ่   เราขาดทักษะการเอาผลการประเมินรายย่อย มาสังเคราะห์เป็นผลการประเมินระบบ
          นโยบายสำคัญในเรื่องคุณภาพอุดมศึกษาคือ   คุณภาพเพื่อสังคมไทย   ไม่ใช่คุณภาพที่เลื่อนลอย   และต้องมองระบบอุดมศึกษาให้ครบด้าน    ด้าน relevance สำคัญมาก   ได้มาตรฐานสากล แต่สังคมไทยไม่ต้องการ ก็ไร้ประโยชน์   ผลิตบางสาขาเกินต้องการ ก็เป็นความสูญเปล่า    ช่วยเหลือสาขาที่ผลิตล้น และคุณภาพของสาขาในสถาบันนั้นไม่ผ่านการประเมิน ก็เป็นการทำร้ายสังคมไทย   เพราะเท่ากับเป็นการส่งเสริมความอ่อนแอ
 
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๕๒